เมื่อ UN เตือนภัยพิบัติรุนแรง โดยเฉพาะวิกฤตน้ำลามทั่วโลก  

องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก หน่วยงานพิเศษของสหประชาชาติ แจ้งเตือนทั่วโลกระวังวิกฤติน้ำรุนแรง และสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงของโลก เพิ่มความเสี่ยงให้ภัยพิบัติรุนแรง ซึ่งจากสถิติพบว่า ภัยพิบัติจากน้ำเพิ่มความถี่มากขึ้นในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่พ.ศ.2543 ได้เกิดอุทกภัยเพิ่มขึ้นถึง 134

 

ประเทศไทยเป็นอีกประเทศหนึ่งที่ประสบปัญหาเรื่องการจัดการน้ำมาตลอด ปัญหาน้ำท่วม ระบายน้ำไม่ทันทุกครั้งที่มีมรสุมหรือช่วงฝนตกหนัก นอกจากปัญหาประสบภัยน้ำท่วมครอบคลุมหลายจังหวัดในแทบทุกภาคของไทย แต่ในขณะเดียวกันก็ยังมีอีกบางพื้นที่ขาดแคลนน้ำ เดือดร้อนการไม่มีน้ำกินน้ำใช้ โดยเฉพาะภาคการเกษตร ข้าวขาดน้ำยืนแห้งตาย ปลาหลายร้อยหลายพันตัวนอนตายบนพื้นดินที่แตกระแหง นี่เป็นเพราะการจัดการระบบน้ำของไทยที่ไม่มีคุณภาพ 

 

ทั้งที่บ้านเรามีการจัดการวางระบบรองรับน้ำได้อย่างสวยงามและรอบคอบมาตั้งแต่สมัยโบราณ ส่วนการสร้างเขื่อนเป็นการรับมาจากบ้านฝรั่งเขามาอีกที เราก็เห่อแต่คอยจะสร้างตามเขาจนทำลายด่านปราการของนิเวศธรรมชาติอย่างป่าไม้ไปแล้วเท่าไร อีกทั้งเราเคยมีเทวดาเดินดินที่ตรากตรำงานหนักเพื่อประชาชนคนไทย แนะนำและปูระบบการจัดการน้ำให้มีใช้ยามหน้าแล้ง และไม่เกิดปัญหาน้ำท่วมเมื่อหน้ามรสุม แต่…ทุกอย่างไม่มีการสานต่อ กลับถูกเก็บเข้ากรุเหลือเพียงแค่รอยคำสอนจางๆที่คนไม่กี่รุ่นเท่านั้นเชิดชูและคนจำนวนหยิบมือที่เห็นค่าและลงมือทำ จนทำให้รอดพ้นเหตุเภทภัยได้อย่างน่าอัศจรรย์ 

อย่างที่เกริ่นไว้ว่าไทยเรามีระบบการจัดการในการรองรับระบบน้ำไว้ได้อย่างชาญฉลาดและมีความสวยงาม ดูได้จากอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัยและพื้นที่ชุมชนโคกกระทือ อ.ศรีสำโรง ในจังหวัดสุโขทัยที่ใช้ระบบโคกหนองนาโมเดลศาสตร์ของพระราชาได้รอดพ้นวิกฤตน้ำท่วมได้อย่างน่าทึ่ง ในขณะที่พื้นที่อื่นๆในสุโขทัยอ่วมหนักเพราะน้ำท่วมสูง บางพื้นที่ก็ท่วมสูงถึง 2 เมตรเลยทีเดียว 

 

โคกหนองนาโมเดล คือ การจัดการพื้นที่การเกษตรที่เป็นการผสมผสานทฤษีใหม่เข้ากับภูมิปัญญาพื้นบ้านในการจัดการที่ดินและน้ำ เพื่อการเกษตรขนาดเล็กให้เกิดประโยชน์สูงสุดและให้สอดคล้องกับพื้นที่นั้นๆ ซึ่งใช้หลักการให้ธรรมชาติจัดการในตัวมันเองโดยมีมนุษย์จัดการให้เป็นระบบและยังเป็นแนวทางการเกษตรอินทรีย์และสร้างหลักชีวิตได้อย่างยั่งยืน โดยมีองค์ประกอบดังต่อไปนี้

 

1.โคก เป็นพื้นที่สูงที่นำดินได้จากการขุดหนองน้ำมาทำเป็นโคกเพื่ออยู่อาศัยโดยปรับให้สอดคล้องกับสภาพพื้นที่และอากาศ ปลูกพืชผักสวนครัว เลี้ยงสัตว์ เช่น หมู ไก่ ทำแบบพออยู่พอกิน แล้วค่อยขยายเป็นระบบเครือข่าย 

 

2.หนองน้ำ ขุดหนอง “คลองไส้ไก่” โดยขุดให้คดเคี้ยวรอบบริเวณ เพื่อรองรับน้ำไว้ใช้และระบายน้ำเมื่อเกิดน้ำท่วมหรือที่เรียกว่า“หลุมขนมครก” และทำการเลี้ยงปลา รวมไปถึงทำฝายทดน้ำไว้รอบๆเพื่อเก็บกักน้ำไว้ใช้ยามหน้าแล้ง ซึ่งคลองไส้ไก่นี้นอกจากจะไว้เก็บกักน้ำไว้ใช้แล้ว ด้วยจากการที่เป็นหนองคดเคี้ยวรอบบริเวณพื้นที่ทำให้ช่วยประหยัดแรงในการรดน้ำ เพราะดินบริเวณรอบๆมีความอุดมสมบูรณ์จากหนองน้ำอยู่แล้ว จึงไม่จำเป็นต้องรดน้ำบ่อยๆ 

 

3.นา ยกคันนาให้สูงและกว้างเพื่อรองรับสถานการณ์น้ำท่วม ปรับฟื้นฟูดินเพื่อให้เกิดจุลินทรีย์ธรรมชาติ ไม่ต้องพึ่งปุ๋ยและสารเคมีในการเกษตร ปลูกข้าวอินทรีย์ท้องถิ่น และปลูกพืชผักตามคันนาเป็นพืชอาหารที่ปลอดภัย ไว้เป็นอาหารได้ทั้งคนและสัตว์เลี้ยง และสามารถเพิ่มปริมาณไว้แจกจ่ายหรือจำหน่ายสร้างรายได้ 

 

โคกหนองนาโมเดลนี้ถูกนำไปอบรมให้ความรู้และนำไปใช้จริงกับชาวเกษตรกรจังหวัดกำแพงเพชร 4 แปลง เพื่อเป็นแปลงต้นแบบเมื่อพ.ศ.2561 จากการร่วมมือกันระหว่างปตท.ศผ.(โตรงการเอส1) และกรมปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมจังหวัดกำแพงเพชร และเมื่อเห็นผลตอบรับดี ชาวบ้านในพื้นที่แปลงต้นแบบสามารถพึ่งพาตนเองได้ มีน้ำกินน้ำใช้ ปตท.ศผ.จึงได้ขยายนำไปใช้ที่จังหวัดสุโขทัยในพ.ศ.2563 ก่อนที่จะเกิดน้ำท่วมใหญ่ครอบคลุมครึ่งประเทศ ณ เวลานี้ (พ.ศ.2564) จึงเป็นการแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ศาสตร์แห่งพระราชา พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดช มหาราชบรมนาถบพิตร เป็นระบบจัดการน้ำได้ดีที่สุดอีกศาสตร์หนึ่ง

 

และอีกศาสตร์หนึ่งที่เรียกได้ว่าเป็นระบบการจัดการที่ดีที่สุดในโลกก็คือ จัดการน้ำแบบเนเธอร์แลนด์ เจ้าแห่งการควบคุมน้ำและไร้ปัญหาน้ำท่วมมา 68 ปี นับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์มหันตภัยน้ำท่วมใหญ่ในปี 1953 

Delta Works เป็นโครงการระบบบริหารจัดการน้ำและควบคุมผลกระทบจากอุทกภัยที่ใหญ่ที่สุดในโลกที่ตั้งอยู่ในประเทศเนเธอร์แลนต์ ซึ่งมีหลายประเทศต้องการเรียนรู้จึงได้เดินทางไปศึกษาระบบที่เนเธอร์แลนด์และต้องการนำระบบนี้กลับไปปรับใช้ในประเทศของตน รวมถึงประเทศไทยที่ได้มีการไปศึกษาระบบเดลต้าที่เนเธอร์แลนด์เช่นกันแต่ยังไม่มีการนำมาใช้จนถึงตอนนี้ 

 

ทำไมเดลต้าเวิร์คส์ถึงถูกสร้างขึ้น?

Delta Works สร้างขึ้นหลังจากเหตุการณ์น้ำทะเลหนุนเข้าสู่ฝั่งพื้นดินจนทำให้เกิดน้ำท่วมใหญ่เมื่อ 31 ม.ค.ปี1953 เป็นเหตุให้มีคนเสียชีวิตไปกว่า 2,000 คน และผู้คนนับหลายแสนคนต้องตกอยู่ในสภาพไร้ที่อยู่ฉับพลัน เพราะพื้นที่ร้อยละ 9 ของประเทศจมอยู่ใต้น้ำ เนื่องจากลักษณะภูมิประเทศของเนเธอร์แลนด์กว่า 40% เป็นที่ราบลุ่มและต่ำกว่าระดับน้ำทะเล และประเทศตั้งอยู่ใกล้กับปากแม่น้ำ 3 สาย ได้แก่ แม่น้ำไรน์ แม่น้ำเมิซ และ แม่น้ำสเกลต์ ที่เชื่อมติดกับทะเลเหนือ ทำให้เกิดวิกฤติการณ์น้ำท่วมใหญ่ที่เรียกขานเหตุการณ์นั้นว่า “North Sea Flood of 1953

 

วิกฤตมหัตภัยครั้งนั้นทำให้เนเธอร์แลนด์ต้องหาวิธีการป้องกันภัยระยะยาว โดยการสร้างระบบ Delta Works ขึ้นมาเพื่อรองรับและแก้ปัญหาการจัดการน้ำ โดยมีโครงการย่อยถึง16โครงการ ตั้งแต่การสร้างเขื่อน ประตูระบายน้ำ พนังกันน้ำ สถานีสูบน้ำ คันกั้นดิน กำแพงกั้นคลื่นทะเล ฯลฯ ทั้งแบบกั้นถาวรและที่สามารถเปิด-ปิดได้ จะกั้นตั้งแต่จากปากแม่น้ำจนมาถึงลำน้ำในประเทศเพื่อไม่ให้น้ำทะเลทะลักเข้าไปยังที่ลุ่ม โดยกลไกของคันกั้นน้ำ ประตูระบายน้ำและกำแพงกันคลื่น ซึ่งกันน้ำทะเลออกจากแม่น้ำอย่างชัดเจน ทำให้ประชาชนสามารถนำน้ำจืดสะอาดในเขื่อนไปใช้ได้หลากหลายกิจกรรม โดยเฉพาะทางการเกษตร สร้างเม็ดเงินให้กับประเทศได้มากมาย  

 

การทำงานของ Delta Works เป็นการกักเก็บน้ำในแม่น้ำทุกสายของเนเธอร์แลนด์ เป็นระบบที่เชื่อมต่อกันหมด เพื่อให้น้ำที่มาจากเยอรมนีไหลลงสู่ทะเล ซึ่งการทดสอบระบบส่วนใหญ่จะเน้นที่ระบบแม่น้ำตามแนวแม่น้ำสายหลัก และระบบ Delta Works นับว่าเป็นระบบการจัดการน้ำที่ใหญ่ที่สุดในโลก ศาสตร์การใช้น้ำของชาวดัตต์คือการปรับใช้ชีวิตร่วมกับน้ำให้ได้ เพราะเนเธอร์แปลว่าต่ำ เนเธอร์แลนด์จึงหมายถึงผืนแผ่นดินที่ต่ำ ทำให้มีความเสี่ยงในการถูกน้ำท่วมได้เสมอ ไม่ว่าจะจากน้ำทะเลหนุนหรือจากพายุซัดน้ำทะเลเข้ามา ทำให้รัฐบาลต้องหาวิธีการคอยรับมือและพัฒนาระบบอยู่เสมอเช่นกัน  

Delta Works ราคาเท่าไหร่?

Delta Works เป็นโครงการที่สานต่อมาจาก Delta Plan เป็นการพัฒนาโครงการเดิมให้มีระบบที่ครอบคลุมและยั่งยืนมากขึ้น โดยโครงการนี้มีการใช้งบประมาณไปประมาณ 240,000 ล้านบาท ถ้าเทียบกับคุณประโยชน์ต่อประชากรและประเทศแล้ว เรียกได้ว่าเป็นการใช้งบประมาณที่คุ้มค่าอย่างที่สุด

 

ส่วนปริมาณน้ำจืดที่อาจจะมากเกินความจำเป็น จะมีการผันไปใช้ในพื้นที่ๆที่ต้องการใช้มากกว่าอย่างเช่นบริเวณทางเหนือของประเทศ อีกทั้งยังมีระบบจัดการน้ำดีและระบบบัดน้ำเสียได้อย่างดี  

ส่วนประตูระบายน้ำก็มีการทำงานที่น่าสนใจ โดยปกติจะมีการเปิด-ปิดช่วงเวลาเฉพาะคลื่นน้ำทะเลแรงและสูงเท่านั้น เพื่อให้ชาวประมงได้สามารถประกอบอาชีพดั้งเดิมได้ตามปกติ และถึงแม้ว่าระบบเดลต้านี้จะประสบความสำเร็จและสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศจนถูกยกเป็นต้นแบบในระบบริการจัดการน้ำและป้องกันน้ำท่วมได้ใหญ่ที่สุดในโลกจนมีหลายประเทศได้เดินทางมาศึกษางาน แต่ทางรัฐบาลก็เล็งเห็นว่าอาจยังไม่เพียงพอต่อการรับมือปัญหาระดับน้ำทะเลที่อาจจะสูงขึ้นในอนาคต จึงได้มองว่าจะต้องทำการพัฒนาระบบที่ใช้ปัจจุบันให้ดีมากยิ่งขึ้นไปอีก แม้ว่าจะต้องใช้งบประมาณที่สูงมาก แต่ถ้าเทียบกับการช่วยป้องกันความเสียหายต่อชีวิตประชากรและทรัพย์สินในประเทศจากน้ำท่วม และคุณประโยชน์ที่จะได้รับในอนาคตก็นับว่าคุ้มค่าเป็นอย่างยิ่ง 

 

โครงการเดลต้าใช้ระยะเวลาในการก่อสร้าง 47 ปี ถ้านับจากพ.ศ.2493 – พ.ศ.2540 นั่นเท่ากับว่าใช้งานระบบเดลต้ามาแล้ว 24 ปีด้วยกัน และเนื่องจากเป็นระบบบริหารจัดการน้ำที่ใหญ่และควบคุมผลกระทบจากอุทกภัยที่ใหญ่ที่สุดในโลก Delta Work จึงถูกจัดเป็นสิ่งมหัศจรรย์อันดับ 7 ของโลกในปัจจุบัน

 

ถีงแม้ประเทศไทยจะไม่มีโครงการแบบ Delta Works แต่ที่จริงแล้วเรามีโครงการและทฤษฎีการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมอันเนื่องมาจากพระราชดำริมากมายที่มีระบบใกล้เคียงโครงการย่อยของโครงการเดลต้า ทั้งการสร้างคันกั้นน้ำ การสร้างทางผันน้ำ การปรับปรุงตกแต่งสภาพลำน้ำ ไม่ว่าจะการเป็นการลอกท่อระบายน้ำ การกำจัดวัชพืชทางน้ำ เช่น ผักตบชวา การกำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำไหล โครงการพัฒนาลุ่มน้ำป่าสัก โครงการพัฒนาลุ่มน้ำปากพนัง โครงการพัฒนาลุ่มน้ำนครนายก หรือแม้แต่โครงการแก้มลิง ที่เกิดมาจากการสังเกตพฤติกรรมการกินของลิง ที่มักจะรีบอมกล้วยหรืออาหารไว้ตรงกระพุ้งแก้มทั้งสองทันที ก่อนจะค่อยเคี้ยวและกินในภายหลัง จึงเป็นที่มาการสร้างพื้นที่เพื่อกักเก็บน้ำไว้ใช้ประโยชน์และรอระบายลงสู่มหาสมุทร เหมือนเช่นกับการอมอาหารไว้ที่กระพุ้งแก้มของลิงนั่นเอง 

 

โครงการแก้มลิง 

ย้อนกลับไปเมื่อพ.ศ.2538 ได้เกิดอุทกภัยครั้งใหญ่ และต้องประสบปัญหากับน้ำท่วมเรื้อรังนานกว่า 2 เดือน พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชจึงมีพระราชดำริโครงการแก้มลิงขึ้น เมื่อวันที่ 18 พฤศจิการยน 2538 โดยการทรงให้หาสถานที่ในกรุงเทพฯ ตามจุดต่างๆ เพื่อรองรับการกักเก็บน้ำไว้รอระบาย เมื่อคลองสามารถระบายน้ำได้ก็ค่อยปล่อยน้ำที่กักเอาไว้ออกไป ช่วยลดปัญหาเรื่องน้ำท่วมได้ โครงการแก้มลิงนอกจากจะถูกสร้างเพื่อการระบายน้ำและลดปัญหาอุทกภัยให้กับกรุงเทพและจังหวัดใกล้เคียงแล้ว ยังช่วยในการอนุรักษ์น้ำและสิ่งแวดล้อมได้อย่างยั่งยืน เพราะเมื่อระบายน้ำออกไป ปริมาณน้ำจะไปช่วยเจือจางและผลักดันน้ำเสียให้ออกไป เป็นการบำบัดน้ำเสียไปในคราวเดียวกัน 

วิธีการและประโยชน์ของโครงการแก้มลิง  

แก้มลิงจะเป็นการระบายน้ำจากพื้นที่ตอนบนเพื่อให้น้ำไหลลงสู่คลองพักน้ำที่ชายทะเล เมื่อระดับน้ำในทะเลลดลงจนต่ำกว่าน้ำในคลอง น้ำในคลองก็จะไหลลงสู่ทะเลตามธรรมชาติ จากนั้นค่อยสูบน้ำออกจากคลองแก้มลิง เพื่อให้น้ำตอนบนค่อยไหลลงมาที่แก้มลิง ทำให้น้ำที่ท่วมบริเวณตอนบนนั้นลดลง และเมื่อระดับน้ำทะเลสูงกว่าระดับน้ำในคลองก็จะทำปิดประตูระบายน้ำ เพื่อไม่ให้น้ำไหลย้อนกลับ เป็นการให้น้ำไหลทางเดียว และด้วยเหตุนี้ทำให้ช่วยในการรุกล้ำของน้ำเค็ม ไม่ให้น้ำเค็มไหลเข้าสู่พื้นที่การเกษตรและแม่น้ำลำคลอง อีกทั้งโครงการแก้มลิงยังช่วยเก็บน้ำจืดไว้ด้านเหนือประตูระบายน้ำ ทำให้ประชาชนสามารถนำน้ำไปใช้ประโยชน์ในการอุปโภคและบริโภคได้

 

ปัจจุบันโครงการแก้มลิงกระจายทั่วพื้นที่กรุงเทพกว่า 20 แห่ง โดยเฉพาะพื้นที่ฝั่งธนบุรี เนื่องจากมีคลองจำนวนมาก โดยจุดนี้จะเป็นส่วนที่ระบายน้ำลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา โดยจะมีการแบ่งออกได้ 2 ส่วน ได้แก่ โครงการแก้มลิงฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา และ โครงการแก้มลิงฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งฝั่งตะวันออกแม่น้ำเจ้าพระยานับตั้งแต่ กรุงเทพมหานคร นนทบุรี ปทุมธานี พระนครศรีอยุธยา และ สระบุรี โดยจะมีชายคลองทะเลของสมุทรปราการเป็นบ่อพักน้ำ และอาจมีจุดอื่นๆเพื่อใช้รองรับเพิ่มตามความเหมาะสม เช่น คลองด่าน คลองตำหรุ คลองบางปลา คลองชายทะเล เป็นแหล่งระบายน้ำเข้า-ออก จากบ่อพักน้ำ ส่วนแก้มลิงฝั่งตะวันตกแม่น้ำเจ้าพระยา เริ่มตั้งแต่ กรุงเทพมหานคร ปทุมธานี นครปฐม พระนครกรุงศรีอยุธยา และ อ่างทอง โดยใช้คลองมหาชัย คลองสนามชัย และแม่น้ำท่าจีน เป็นบ่อพักน้ำแล้วระบายน้ำลงสู่ทะเลด้านจังหวัดสมุทรสาคร และยังมีโครงการแก้มลิงทางแม่น้ำท่าจีนล่างที่ระบายน้ำลงสู่อ่าวไทยอีกด้วย 

 

นอกจากนี้โครงการแก้มลิงยังมีอีกในหลายพื้นที่ตามต่างจังหวัด เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำและลดปัญหาเรื่องน้ำท่วม รวมไปถึงโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่๙ แสดงถึงความห่วงใยแก่พสกนิกรของพระองค์ ถึงแม้พระองค์เสด็จสู่สวรรคาลัยแล้ว แต่พระมหากรุณาธิคุณและภาพที่พระองค์ทรงทรงตรากตรำงานหนักเพื่อประชาชนชาวไทย จะยังคงสถิตอยู่ในใจคนไทยทั้งประเทศและน้อมรำลึกอยู่เสมอ แน่นอนว่าหากไม่มีใครคิดร้ายทำลายโครงการเหล่านี้ให้หายไป โครงการต่างๆของพระองค์จะเป็นประโยชน์แก่ประเทศและลูกหลานไทยสืบไป 

 

ทั้งที่ไทยเราก็มีโครงการที่ดีขนาดนี้แต่ยังคงเกิดเหตุน้ำท่วมหนักจนสร้างความเดือดร้อนกันแทบทั้งประเทศในขณะนี้ ส่วนหนึ่งก็มาจากความรุนแรงของธรรมชาติซึ่งก็ได้รับผลกระทบกันทั่วโลก แต่ขณะเดียวกันก็ต้องพิจารณาอย่างหนักแล้วว่าเกิดจากอะไร? ความไม่ใส่ใจในการเตรียมพร้อมของฝ่ายไหน..ทั้งที่ก็มีการแจ้งเตือนจากฝ่ายกรมอุตุฯและการติดตามสถานการณ์? ความประมาท? ความไม่มีวินัยของคนหรือไม่? ความเห็นแก่ตัวของนายทุนและคนบางกลุ่มหรือคนทั้งประเทศกันแน่? ความไม่ตระหนักและสืบสานสิ่งดีๆไว้? อย่าโยนความผิดให้ฝ่ายใดฝ่ายเดียว เพราะถ้ามีการให้ร่วมมือกันทุกฝ่าย ปัญหาหนักก็บรรเทา และถึงแม้ว่าผู้ที่มีอำนาจและพร้อมด้วยกำลังควรจะเป็นหัวเรือใหญ่ในการใส่ใจและเร่งพัฒนาให้มากกว่านี้ก็ตาม…พ่อสร้างให้เรามามากแล้ว แต่เราเองหรือเปล่าที่หลงลืมและไม่ใส่ใจ  

 

เนื่องจากสถานการณ์น้ำท่วมในประเทศไทยไปแล้วถึง 27จังหวัดและกำลังมุ่งหน้าสู่ปริมณฑลฯ และอาจต่อด้วยกรุงเทพฯ จากฤทธิ์ของพายุเตี้ยนหมู่ที่ทางประเทศจีนเรียกขนานนามให้ชื่อพายุลูกนี้ ซึ่งมีความหมายว่าเจ้าแม่แห่งสายฟ้า แม้ว่า ณ ตอนนี้อาจดูเหมือนว่าเจ้าแม่สายฟ้าจะเริ่มอ่อนกำลังลง แต่ก็ยังส่งผลให้น้ำท่วมอย่างต่อเนื่อง หลายร้อยพันบ้านเรือนต้องประสบกับความเสียหาย เดือดร้อนไปทั่ว เรื่องอุทกภัยเราคงจะห้ามไม่ได้ แต่สำหรับผู้อยู่ในพื้นที่ที่น้ำยังมาไม่ถึงหรืออาจเป็นพื้นที่สุ่มเสี่ยง สามารถป้องกันความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินได้ โดยการเตรียมตัวก่อนน้ำมาถึงพื้นที่ดังต่อไปนี้ 

1.ติดตามข่าวสารสถานการณ์และเฝ้าระวังภัย ติดตามความเป็นไปได้อย่างใกล้ชิด โดยลักษณะการเตือนภัยมี 4 ประเภท 

1.1 การเฝ้าระวังน้ำท่วม มีความเป็นไปได้ที่จะเกิดน้ำท่วม และอยู่ในระหว่างสังเกตการณ์ 

1.2 การเตือนภัยน้ำท่วม เตือนภัยจะเกิดน้ำท่วม 

1.3 การเตือนภัยน้ำท่วมรุนแรง 

1.4 ภาวะปกติ พื้นที่ไม่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม หรือเหตุการณ์กลับสู่ภาวะปกติ 

 

ควรรู้หรือจดหมายเลขติดต่อหน่วยงานต่างๆไว้เผื่อกรณีต้องการความช่วยเหลือ ซึ่งหมายเลขที่ควรรู้และมีไว้ 

 

สายด่วนควรรู้

  • 1669  บริการแพทย์ฉุกเฉินและจัดส่งโรงพยาบาล ศูนย์นเรนทร 
  • 1784  สายด่วนนิรภัย 
  • 192 ศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ
  • 1111 กด 5  (ศปภ.) ศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย สายด่วนรับแจ้งเตือนภัย 154 คู่สาย 24 ชั่วโมง 
  • 022485115 ขอความช่วยเหลือจากเหตุน้ำท่วม (พื้นที่กรุงเทพฯ) 
  • sms 4567892 ฟรี สำหรับมือถือทุกเครือข่าย แจ้งเหตุหรือขอความช่วยเหลือเหตุน้ำท่วม 
  • 1182 กรมอุตุนิยมวิทยา 
  • 191 สายด่วน
  • 1193 กรมตำรวจทางหลวง
  • 1356 ศูนย์ปลอดภัยคมนาคม 1130 การไฟฟ้านครหลวง
  • 1323 กรมสุขภาพจิต 

หากพักอาศัยอยู่ในพื้นที่สุ่มเสี่ยงจะเกิดน้ำท่วม ให้จัดเตรียมแผนเพื่อรับมือดังต่อไปนี้…

  • เตรียมเสบียงอาหาร น้ำสะอาด ยารักษาโรคให้มากที่สุด
  • จัดเตรียมกระเป๋ายังชีพฉุกเฉินให้เพียงพอต่อสมาชิกในบ้านอย่างน้อย 3 วีน
  • เตรียมชาร์จโทรศัพท์ให้พร้อมใช้งานได้ตลอดเวลารวมถึงแบตสำรอง 
  • จัดเตรียมระบบไฟสำรอง เช่น ไฟฉาย เทียน ไฟแช็ค ถ่านไฟฉายให้พร้อม 
  • เก็บเอกสารสำคัญใส่ซองกันน้ำ
  • ควรมีนกหวีดติดตัวไว้เผื่อในกรณีต้องการความช่วยเหลือหรือเหตุฉุกเฉิน 
  • ใข้เทปกาวหรืออุปกรณ์ที่สามารถปิดช่องปลั๊กไฟ เพื่อป้องกันไฟฟ้าช็อต
  • ฝึกซ้อมหนีน้ำท่วม ต้องรู้เส้นทางอพยพที่ปลอดภัยที่สุด เพื่อที่จะได้ไม่โกลาหลหากเกิดน้ำท่วม โดยเฉพาะบ้านที่มีเด็ก สตรีมีครรภ์ ต้องเตรียมเส้นทางสำหรับเคลื่อนย้ายผู้สูงอายุหรือผู้ป่วยที่ช่วยเหลือตนเองไม่ได้ 
  • แจกแจงหน้าที่ให้สมาชิกในบ้านดูแลแต่ละส่วน เมื่อเกิดน้ำไหลบ่ามาถึง
  • หาอุปกรณ์ป้องกันน้ำเข้าบ้าน เช่น การหาถุงทรายมาวางขวางกั้นกันน้ำเข้าบ้าน เพื่อลดความเสียหายที่จะเกิดขึ้น โดยวางกระสบทรายเป็นแนวทางน้ำไหล ให้ห่างจากที่พักอาศัยประมาณ 25 เมตร ให้ปากถุงหันไปทางบริเวณที่แห้ง 

2.สิ่งที่ควรทำเมื่อได้รับการเตือนภัยจากหน่วยงานด้านเตือนภัยน้ำท่วม 

  • หากคุณอยู่ในพื้นที่หุบเขาให้ปีนขึ้นที่สูงให้เร็วที่สุด อย่านำสัมภาระติดตัวมากเกินไป 
  • กรณีคุณอยู่ในพื้นที่น้ำท่วมถึง ให้ดำเนินการตามแผนรับมือน้ำท่วมที่ได้วางแผนไว้แล้ว 
  • ปิดกั้นช่องทางน้ำที่สามารถไหลเข้าบ้านได้ให้หมดทุกช่องทาง ทั้งห้องน้ำ โถสุขภัณฑ์ ท่อน้ำทิ้งอ่างล้างจาน 
  • ปิดอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและแก๊สให้หมด ยกขึ้นไว้ที่สูง อย่าเข้าใกล้สายไฟฟ้าและเครื่องมืออุปกรณ์ไฟฟ้าเด็ดขาด และตัดระบบไฟฟ้าในบ้านทั้งหมด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดไฟฟ้าช็อตหรือไฟดูด 

3.สิ่งที่ควรทำระหว่างเกิดน้ำท่วม 

 กรณีอยู่นอกบ้าน

  • ไม่ควรเดินทางหรือขับรถตามเส้นทางน้ำไหล หรือพื้นที่ที่กำลังโดนน้ำท่วม
  • ห้ามเข้าใกล้อุปกรณ์ไฟฟ้าและสายไฟ 
  • ถอยหลังกลับไปยังทางเดิมทันทีหากรู้สึกถึงกระแสไฟฟ้า 
  • สวมเสื้อผ้าที่กระชับ ทะมัดทะแมง และมีสีสว่าง 
  • เลี่ยงการสัมผัสน้ำโดยตรง หรือควรสวมรองเท้าบูทหรืออุปกรณ์ป้องกันสิ่งสกปรกและอันตรายจากการลุยน้ำ 

กรณีอยู่ในบ้าน 

  • ปิดอุปกรณ์ไฟฟ้าทั้งหมดและไม่ควรเข่าใกล้ เพราะอุปกรณ์ไฟฟ้าบางชนิดอาจเกิดการช็อตได้แม้จะไม่ได้เสียบปลั๊ก ห้ามใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าที่เปียกน้ำ 
  • หากน้ำท่วมเข้าในบ้าน ก็ต้องเดินอย่างระมัดระวัง เพราะอาจเกิดอุบัติเหตุจากโคลน เศษแก้ว ขยะ ของมีคม ที่ลอยมากับน้ำ 
  • ระวังสัตว์มีพิษและอันตรายที่หนีน้ำเข้ามาหลบอยู่ในบ้าน 
  • ระวังแก๊สรั่ว หากได้กลิ่นแก๊สควรอยู่ให้ห่างๆและไม่ควรสูบบุหรี่ ใช้ไฟฉายส่องดูเพื่อตรวจสอบความเสียหาย 
  • หากต้องการใช้เตาย่างหรืออุปกรณ์ที่มีควันไฟ ควรใช้นอกบริเวณบ้าน เพราะควันที่เกิดจากอุปกรณ์เหล่านี้เป็นคาร์บอนมอนออกไซด์ที่มีพิษและไม่ควรใช้ในบ้าน 

 

4.วิธีรับมือหลังเกิดน้ำท่วม 

  • ดูแลสภาพจิตใจคนในครอบครัว แน่นอนว่าหลังจากอุทกภัยจะมีการสูญเสีย ดังนั้นควรดูแลสภาพจิตใจคนในครอบครัวและคนรอบข้าง พูดคุยให้กำลังใจเพื่อให้มีการปรับสภาพจิตใจให้ดีขึ้น ไม่ทำการต่อว่าหรือคาดหมายโทษกับเด็กๆและสัตว์เลี้ยงที่ไม่เชื่อฟัง เพราะไม่ว่าเด็ก ผู้ใหญ่ หรือสัตว์ต่างๆ ก็มีการตระหนกตื่นกลัวได้เหมือนกันหมด 
  • ตรวจสภาพบ้านหาร่องรอยความเสียหาย ตรงไหนชำรุด มีรอยรั่ว จะได้ทำการซ่อมแซม ตรวจบริเวณรอบบ้านและในบ้านให้ทั่วถึงเผื่อมีสัตว์อันตรายเข้ามาหลบภัยหรือลอยมากับกระแสน้ำ จะได้ทำการเรียกผู้เชี่ยวชาญมาจัดการพาออกไปปล่อยคืนสู่ธรรมชาติ 
  • เก็บกวาดและทำความสะอาดบ้าน โดยสามารถใช้น้ำยาซักผ้าขาวผสมน้ำสะอาดในสัดส่วน 1:9 (น้ำยาซักผ้าขาว : น้ำสะอาด) 

 

เห็นได้ว่าภัยธรรมชาตินั้นน่ากลัวกว่าที่คิดและเราก็หลีกหนีภัยธรรมชาติไม่ได้ ตราบใดที่ยังคงอาศัยอยู่ในโลกใบนี้ จึงต้องมีการยอมรับและปรับตัวให้ได้ทุกสถานการณ์ แต่จะดีกว่า..หากเราหันมาใส่ใจและให้ความร่วมมือกันดูแลสิ่งแวดล้อม ลดขยะที่ไม่จำเป็น ใช้ไฟฟ้าเท่าที่เหมาะสม ฯลฯ เชื่อว่าทุกคนรู้ว่าต้องทำอย่างไรบ้าง เพียงแค่หันกลับมาและลงมือทำอย่างจริงจังเสียที อย่าลืมว่ามนุษย์เป็นเพียงสิ่งมีชีวิตเล็กๆที่อาศัยอยู่ในโลกใบนี้ หากมนุษย์อยู่ร่วมกับธรรมชาติไม่ได้ ธรรมชาติอาจกำจัดเราเหมือนที่เรากวาดขยะให้พ้นบ้านฉันใดก็ฉันนั้น 

 

“กินเจหนึ่งมื้อ หมื่นชีวิตรอด” เป็นคำคมกินเจที่อาจมีใครหลายคนคุ้นอยู่บ้าง อีกไม่กี่วันเทศกาลถือศีลกินเจมาถึงอีกแล้ว ซึ่งเทศกาลกินเจ 2564 ก็จะตรงกับวันกินเจที่ 614 ตุลาคม 2564 ผู้ที่ทานเจอยู่ประจำก็พร้อมเตรียมล้างท้องกินเจตั้งแต่วันที่ 5ตุลาคมกันตามปกติอย่างที่เคยทำมา รวมไปถึงผู้ที่ทานเจขาจรที่ทานบ้างตามสะดวก ซึ่งปกติกินเจจะคึกคักกันทุกปี แต่กินเจปีนี้จะค่อนข้างเงียบเหงาไปสักหน่อย เนื่องจากสถานการณ์โควิด-19 และอุทกภัยน้ำท่วมที่ครอบคลุมไปแล้ว30กว่าจังหวัด ทำให้เทศกาลกินเจปีนี้ไม่คึกคักเท่าเทศกาลกินเจ2563

 

การกินเจนี้มาจากการที่เชื่อว่า เป็นการสักการะพระพุทธเจ้าในอดีตทั้ง 7 พระองค์ และพระมหาโพธิสัตว์ 2 พระองค์ รวมเป็น 9 พระองค์ โดยการที่ฆราวาสละเว้นจากการเบียดเบียนชีวิตสัตว์อื่นเพื่อมาบำรุงบำเรอ มาเพิ่มเลือดเพิ่มเนื้อของตน และการสมาทานรักษาศีล รักษาและประพฤติตนให้สะอาดทั้งภายนอกและภายใน โดยนิยมสวมใส่ผ้าขาวเพื่อเป็นการย้ำเตือนให้ปฏิบัติตนให้ขาวสะอาดอยู่เสมอ แต่ไม่ได้จำกัดว่าจะต้องสวมชุดขาวเท่านั้น ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับความสะดวกของแต่ละบุคคล 

 

เทศกาลกินเจเดือนไหน / กินเจกี่วัน

เทศกาลกินเจของทุกปีจะตรงกับวันขึ้น 1 ค่ำถึง 9 ค่ำเดือน 9 ตามปฏิทินจีน ซึ่งจะตรงกับเดือน11 หรือเดือนตุลาคมของไทย รวมเป็นเวลา 9 วัน 9 คืน แต่บางคนกินล้างท้องล่วงหน้า 1 วันก็รวมเป็น 10 วัน 

 

ทำไมต้องล้างท้องก่อนกินเจ?

ล้างท้องก่อนกินเจคือการปรับสภาพกระเพาะและระบบย่อยอาหารให้คุ้นชินกับการกินเจให้ดียิ่งขึ้น โดยวันล้างท้องกินเจสามารถทำได้ก่อนกินเจวันแรก12 วัน 

เทศกาลกินเจคืออะไร ทำไมต้องกินเจ กินเจแล้วได้อะไร?

“เจ” ในภาษาจีนทางพุทธศาสนานิกายมหายานจะหมายถึง “อุโบสถ หรือการรักษาศีล8”  ที่นอกจากจะละเว้นการทานเนื้อสัตว์เพื่อเป็นการไม่เบียดเบียนชีวิตอื่นแล้ว ยังละเว้นจากการทานอาหารหลังเที่ยงวันอีกด้วย รวมไปถึงการรักษาศีล ปฏิบัติดีทั้งทางกาย วาจา ใจ ให้ครบองค์3ตลอดระยะเวลาการทานเจ แต่ก็มีบางคนที่กินเจแต่ไม่ถือศีลด้วยหลายๆเหตุผล บางคนกินเจวันเกิด บางคนก็กินเจเพื่อสุขภาพ บางคนก็กินเจแก้บน แต่บางคนก็กินตามวัฒนธรรมกินเจอย่างเคร่งครัด 

 

กินเจได้สุขภาพที่ดีขึ้น เพราะอาหารเจคืออาหารชีวจิตอย่างหนึ่ง ช่วยล้างพิษในร่างกาย ช่วยปรับสมดุลให้ร่างกาย เสริมสร้างระบบภายในร่างกายให้มีประสิทธิภาพในการทำงานมากขึ้น โดยในความเชื่อของคนจีนเนื้อสัตว์คือหยิน ส่วนผักและผลไม้เป็นหยาง เนื่องจากส่วนใหญ่คนเราจะทานเนื้อสัตว์มากกว่าผักผลไม้ เทศกาลเจที่งดการทานเนื้อสัตว์ แต่เน้นการทานผักผลไม้ จึงเป็นช่วงเวลาแห่งการลดหยินที่มากเกินไป และเพิ่มหยางให้ร่างกายมากขึ้น ทำให้มีความสมดุลระหว่างหยิน-หยาง หรือในอีกมุมหนึ่งก็คือการทานผักผลไม้จะช่วยเพิ่มความเป็นด่างให้กับร่างกาย และลดกรดที่มากเกินไปจากเนื้อสัตว์ ก็เป็นการปรับร่างกายให้สมดุลเช่นกัน แถมอาหารเจไม่อ้วนอีกด้วย คิดว่าข้อนี้น่าจะเป็นเหตุผลของสาวๆหลายคนในการทานเจ

 

กินเจเพื่อทำบุญและละเว้นกรรมที่เกิดจากการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ไม่ว่าเราจะเป็นผู้ฆ่าหรือใช้ผู้อื่นฆ่า หรือแม้แต่เป็นผู้ซื้อจับจ่ายเนื้อสัตว์มาบริโภคในรูปแบบใดก็ตาม ล้วนเป็นผู้มีส่วนร่วมในการตัดรอนชีวิตสัตว์อื่นทั้งสิ้น ดังนั้นการงดเว้นเนื้อสัตว์จึงเป็นการช่วยชีวิตสัตว์ที่จะต้องถูกฆ่าไปได้อีกหลายพันหลายหมื่นชีวิตเลยทีเดียว และยังเป็นการละเว้นจากการสร้างกรรมให้ตนเองด้วยเช่นกัน 

หลักการกินเจ

  • กินเจห้ามกินผักกลิ่นฉุน 5 อย่าง ได้แก่ หัวหอมแดงและขาวรวมถึงต้นหอม(ไม่ดีต่อไต) กระเทียม(ไม่ดีต่อหัวใจ) กุ้ยช่าย(ไม่ดีต่อตับ) หลักเกียว(ไม่ดีต่อม้าม) ใบยาสูบ(ไม่ดีต่อปอดกรณีที่ใช้สูบ) และอาจรวมไปถึงผักที่มีกลิ่นฉุนอื่นๆ เช่น ผักชี พริกไทย เครื่องเทศที่มีกลิ่นแรง
  • ห้ามกินเนื้อสัตว์ รวมไปถึงอวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่ง ไข่ ไขมันและเลือด
  • อาหารเจต้องห้ามมีรสจัด ทั้งเค็มจัด เผ็ดจัด หวานจัด เปรี้ยวจัด เพราะอาหารรสจัดจะไปกระตุ้นต่อมต่างๆในร่างกายทำงานมากขึ้น จะทำให้ช่วงกินเจหิวบ่อยขึ้น ส่งผลต่อรบกวนระบบจิตใจไม่สงบและอาจทำให้การกินเจไม่ครบตามกำหนด
  • ห้ามกินนม เนย น้ำมัน ครีมเทียม และผลิตภัณฑ์ที่มาจากสัตว์ 
  • ห้ามดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ทุกชนิดตลอดระยะเวลาที่ถือศีลกินเจ 9 วันน 
  • ห้ามกินอาหารที่คนปรุงไม่ได้ถือศีลกินเจ นี่เป็นเหตุผลที่ว่าทำไมคนที่ถือศีลกินเจอย่างเคร่งครัดมักจะไปรวมตัวกันที่ศาลเจ้าต่างๆ หรือโรงทาน เพราะคนที่ปรุงหรือทำอาหารจะเป็นผู้ที่ถือศีลเช่นกัน 
  • แยกถ้วยชามและภาชนะที่ใส่อาหารออกจากถ้วยชามที่ใส่อาหารปกติหรืออาหารที่มีส่วนของเนื้อสัตว์ 
  • รักษาศีล5 หรือ ศีล8 รักษากาย วาจา ใจ ให้สะอาดบริสุทธิ์ ด้วยการคิดดี พูดดี ทำดี ไม่เบียดเบียนชีวิตอื่น(ทางกาย) พูดจาสุภาพ ไม่นินทา ไม่พูดหยาบ ไม่พูดปด ไม่พูดส่อเสียด ไม่พูดเพ้อเจ้อ(ทางวาจา) และไม่คิดร้ายต่อผู้อื่น(ทางใจ)
  • ห้ามดับตะเกียงทั้ง 9 ดวง ตามสถานที่จัดเทศกาลกินเจอย่าง ศาลเจ้า โรงทานต่างๆ จะมีการจุดตะเกียง 9 ดวงไว้ตลอดวันคลอดคืน และห้ามในตะเกียงนั้นดับเด็ดขาดในช่วงถือศีลกินเจ 

กินเจอะไรได้บ้างและอาหารเจห้ามอะไรบ้าง?

  • กินเจกินไข่ได้ไหม? ไข่ก็จัดเป็นส่วนหนึ่งของสัตว์ สำหรับการกินเจจึงถือว่าไข่ก็เป็นอาหารที่ควรงดเช่นกัน รวมไปถึงอาหารและขนมที่มีไข่เป็นส่วนประกอบ ไม่ว่าจะขนมพื้นเมือง ขนมเบเกอรี่ ขนมที่ทำมาจากไข่ทั้งสิ้น เช่น ฝอยทอง ทองหยิบ ทองหยอด ขนมหม้อแกง ขนมไข่ ขนมเค้ก ขนมปัง ฯลฯ 
  • กินเจกินคอลลาเจนได้ไหม? คอลลาเจนจะสกัดมาจากปลาทะเลน้ำลึก วัว หมู และสัตว์อื่นๆ จึงถือว่าคอลลาเจนก็เป็นส่วนหนึ่งในการเบียดเบียนชีวิตสัตว์อื่นด้วย 
  • กินเจกินหอยนางรมได้ไหม – กินเจกินซอสหอยนางรมได้ไหม? แม้บางตำราจะกล่าวว่าสามารถกินหอยนางรมได้ แต่หากจะรักษาศีลให้ครบถ้วนอย่างแท้จริงแล้ว การไม่ฆ่าสัตว์ การละเว้นจากเนื้อสัตว์ทุกชนิดจะดีที่สุด 
  • กินเจกินพริกได้ไหม พริกไม่ได้เป็นข้อห้ามและสามารถทานได้ แต่สำหรับบางคนอาจงดเว้นจากการกินพริกด้วยเพราะอาจถือว่าเป็นผักกลิ่นฉุน
  • กินเจกินมาม่าได้ไหม? หากเป็นบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเจ ก็สามารถทานได้ปกติ 
  • กินเจกินขนมปังได้ไหม? ขนมปัง ขนมเบเกอรี่ต่างๆ หรือขมมกรุบกรอบทั่วไป มักจะที่ ไข่ นม ชีส ไขมันสัตว์เป็นส่วนปรกอบ แต่สามารถทานขนมปังเจได้ ซึ่งต้องระมัดระวังในการเลือกซื้อและรับประทานให้ดีๆ 
  • กินเจกินเนยได้ไหม? ไม่ว่าเนยหรือชีสจะผลิตภัณฑ์จากสัตว์ แม้ว่าจะมีเนยเจจำหน่ายแล้วในปัจจุบัน แต่ก็หาได้ยาก หากไม่มั่นใจและไม่อยากแตกเจโดยไม่ตั้งใจ ควรงดไปก่อนช่วงกินเจ 
  • กินเจกินผงชูรสได้ไหม? หากผงชูรสล้วนที่ทำจากมันสำปะหลังและกากน้ำตาลอ้อย (ผงชูรสผลึกสีขาวไม่มีการเติมกลิ่นหรือรสใดๆ) ก็สามารถใช้ปรุงอาหารได้ แต่ให้เลี่ยงเครื่องปรุงผงชูรสอื่นๆที่มีส่วนผสมจากสัตว์ เช่น ผงชูรสรสหมู ผงชูรสซุปไก่ เป็นต้น  
  • กินเจกินช็อกโกแลตได้ไหม? เนื่องจากช็อกโกแลตส่วนใหญ่จะมีนมเป็นส่วนประกอบ จึงควรเลี่ยงไปก่อน แต่สามารถทานดาร์กช็อกโกแลต100% ได้ 
  • กินเจผักชีกินได้ไหม? แม้ว่าผักชีจะไม่ได้อยู่ในข้อห้ามผัก 5 อย่าง แต่ก็เป็นผักที่มีกลิ่นฉุนอยู่ดี เลี่ยงไม่ทานเลยจะดีกว่า ไม่เพียงแค่ผักชี หลายๆคนที่กินเจก็เลี่ยงกินผักกลิ่นฉุนทุกชนิด ทั้ง ข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด ใบกระเพรา โหระพา 

 

กินเจกินน้ําอะไรได้บ้างและคนกินเจดื่มน้ำอะไรไม่ได้บ้าง?

กินเจโอวัลตินกินได้ไหม กินเจกินชาเขียวได้ไหม กินเจกินน้ําเต้าหู้ได้ไหม กินเจกินไอติมได้ไหม กินเจกินโค้กได้ไหม กินเจกินเหล้าได้ไหม ฯลฯ … คำข้อสงสัยที่บางคนก็อาจยังไม่แน่ใจหรือรู้และงดแล้วแต่ยังเผลอไปกินผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมจนทำให้เจแตกได้เช่นกัน 

 

  • กินเจกินน้ำผึ้งได้ไหม? แม้ว่าน้ำผึ้งจะไม่ได้มาจากผึ้งโดยตรง แต่น้ำผึ้งก็เป็นส่วนหนึ่งของรังผึ้ง ผู้ที่รักษาศีลอย่างเคร่งครัดจะไม่เบียดเบียนชีวิตอื่นในทุกรูปแบบ จึงไม่ควรดื่มน้ำผึ้ง สำหรับผู้ที่รักในการดื่มน้ำผึ้งเพื่อสุขภาพหรือรักในรสชาติก็ตาม ควรงดน้ำผึ้งไปก่อนในช่วงระหว่างกินเจ แต่สำหรับผู้ที่กินเจตลอดชีวิตจะไม่ดื่มน้ำผึ้งเลย แม้ว่าน้ำผึ้งจะถูกขนานนามว่าเป็นยาอายุวัฒนะก็ตาม 
  • กินเจกินนมได้ไหม? ผู้ที่ถือศีลกินเจสามารถทานนมธัญพืชได้ เช่น นมถั่วเหลือง นมอัลมอนด์ น้ำลูกเดือย แต่ให้งดนมวัว นมแพะ และอาหารบางชนิดที่มีส่วนผสมของนมวัวหรือนมแพะ เช่น โยเกิร์ต นมเปรี้ยว ไอศกรีม เครื่องดื่มสำเร็จรูป จะทำให้เจแตกแบบไม่ได้ตั้งใจ 
  • กินเจกินกาแฟได้ไหม? ชา ชาเขียว กาแฟ โอวัลติน ไมโล ล้วนดื่มได้ ถ้าไม่ใส่นม เนย ครีมเทียมที่ทำมาจากไขมันสัตว์ทุกชนิด แต่สามารถใส่นมจากพืช หรือครีมเทียมจากถั่วเหลืองแทน และปัจจุบันก็มีครีมเทียมถั่วเหลืองก็เริ่มมีจำหน่ายและหาซื้อได้ง่ายขึ้นกว่าแต่ก่อน หรือถ้าเป็นเครื่องดื่มแบบ 3 อิน 1 ก็ต้องดูที่ระบุว่า“เจ”และต้องอ่านส่วนผสมให้ดีๆ เพราะบางชนิดเขียนว่าเจ แต่ยังมีส่วนผสมจากไขมันสัตว์ติดมาด้วย 
  • กินเจกินน้ำผลไม้ได้ไหม? น้ำผลไม้สามารถดื่มได้ปกติ ยกเว้นน้ำผลไม้ปั่นหรือน้ำผลไม้แปรรูปบางชนิดที่อาจมีส่วนผสมของนม นมจืด หรือน้ำผึ้งลงไปด้วย ทางที่ดีควรดื่มน้ำผลไม้คั้นสดหรือซื้อผลไม้แล้วนำมาคั้นดื่มเองจะดีกว่า 
  • กินเจกินน้ําอัดลมได้ไหม? น้ำอัดลมไม่ได้เป็นข้อห้ามในอาหารกินเจ และไม่ได้มีส่วนผสมใดๆจากเนื้อสัตว์ มีเพียงน้ำตาลที่เป็นองค์ประกอบหลัก จึงดื่มได้ แต่เลี่ยงได้ก็ควรเลี่ยงหากต้องการรักษาสุขภาพ เพราะอย่างที่บอก 
  • กินเจกินเครื่องดื่มชูกำลังได้ไหม? ส่วนใหญ่เครื่องดื่มชูกำลังหลายๆยี่ห้อจะมีส่วนผสมของน้ำตาล คาเฟอีน เกลือแร่ และวิตามิน จึงสามารถดื่มได้ แต่ต้องระวังและอ่านส่วนประกอบให้ดี เพราะเครื่องดื่มชูกำลังบางชนิดมีโอเมก้า3 ซึ่งเป็นส่วนที่ทำมาจากสัตว์ (ปลา) ถ้ากลัวพลาดก็ควรงดเว้นไปก่อนในช่วงนี้ 
  • กินเจกินเบียร์ได้ไหม? ไม่ว่าจะเบียร์ เหล้า ไวน์ สปาย ค็อกเทล ล้วนเป็นเครื่องดื่มมีแอลกอฮอล์ทั้งสิ้น จึงควรงดเว้น

 

กินเจกับกินมังสวิรัติต่างกันยังไง?

การทานเจ (Vegan) จะเว้นจากเนื้อสัตว์และทุกชิ้นส่วนที่มาจากสัตว์ทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นนม ไข่ ไขมัน หนัง เนื้อ ผักกลิ่นฉุน ในขณะที่การทานอาหารมังสวิรัติ จะสามารถทานผักได้ทุกชนิด รวมไปถึงไข่ และ นม ได้ แต่การกินมังสวิรัติจะมีหลายแบบด้วยกัน

  • มังสวิรัติ (Vegetarian) การกินผักทุกชนิดและงดเว้นเนื้อสัตว์ 
  • มังสวิรัติไข่ (Ovo Lacto Vegetatrian) งดเนื้อสัตว์ แต่กินไข่ นม และอาหารที่ผลิตจากไข่ 
  • มังสวิรัตินม (Lacto Vegetarian) กลุ่มกินอาหารมังฯ แต่ยังคงกินผลิตภัณฑ์จากนม อาจเรียกกลุ่มนี้ว่า Lactatian 
  • กึ่งมังสวิรัติ (Semi Vegetarian) หรือมังสวิรัติปลา เน้นการกินผัก แต่อาจมีกินปลาบ้างเป็นบางคราว 

 

ดังนั้นคนที่กินมังสวิรัติจะกินอาหารที่ทำจากไข่ นม และผักได้ทุกชนิด ในขณะที่การกินเจจะมีข้อจำกัดที่มากกว่า แต่ไม่ว่าจะการทานเจหรือการทานมังสวิรัติ ก็จะมีหลักคล้ายกันตรงที่ทานเพื่อสุขภาพและเลี่ยงการทานเนื้อสัตว์ 

ประโยชน์ของการกินเจ

  • เมื่อรับประทานอาหารเจเป็นประจำ เลือดจะมีการฟอกให้สะอาด ทำให้ไหลเวียนดี ไม่หนืดข้น เซลล์ในร่างกายไม่เสื่อมง่าย ช่วยให้ผิวพรรณแลดูผ่องใส นัยน์ตาไม่พร่ามัว สดชื่น รู้สึกร่างกายเบาสบาย ร่างกายแข็งแรง มีสุขภาพอนามัยดี 
  • สารอาหารจากพืชจะช่วยในระบบย่อยและขับถ่ายได้ดี ช่วยขับพิษและของเสียออกจากร่างกาย เป็นการดีท็อกซ์ด้วยธรรมชาติ 
  • ปรับสมดุลให้ร่างกาย เพราะการงดเนื้อสัตว์ก็เป็นการลดปริมาณกรดที่ได้จากการบริโภคเนื้อสัตว์ และเพิ่มความเป็นด่างให้กับร่างกาย ทำให้ภายในร่างกายเกิดความสมดุล
  • ช่วยให้ระบบขับย่อยและอวัยวะภายในร่างกายได้พักจากการทำงานหนักที่ต้องย่อยอาหารย่อยยากอย่างเช่น เนื้อสัตว์ 
  • เป็นการลดน้ำหนักไปในตัวสำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก และต้องเป็นการทานอาหารที่ได้สารอาหารและมีประโยชน์ 
  • อาหารเจลดเสี่ยงจากโรคร้าย เพราะผักผลไม้จะมีใยอาหารสูงที่ช่วยป้องกันมะเร็ง ลดคลอเลสเตอรอล ตรงข้ามกับเนื้อสัตว์ที่จะมีไขมันและคลอเลสเตอรอลสูง 

 

พิกัดกินเจปี 2564 

ถึงแม้ว่าเทศกาลเจ2564จะรุมเร้าไปด้วยโรคระบาดและอุทกภัย จนทำให้หลายพื้นที่ไม่สามารถจัดงานถือศีลกินเจได้เหมือนปีที่ผ่านๆมา ทำให้ต้องเปลี่ยนไปทำเองที่บ้าน แต่ก็ยังมีศาลเจ้า โรงเจ และโรงทานอีกหลายแห่งที่ประชาชนยังสามารถเข้าร่วมกิจกรรมได้ แต่ต้องปฏิบัติตามกฏระเบียบมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดโรคโควิด-19 อย่างเคร่งครัด โดยเรามีพิกัดที่กินเจ 2564 มาฝากสำหรับผู้ที่ต้องการเข้าร่วม 

  • กรุงเทพมหานคร ปกติจะมีเทศกาลกินเจที่เยาวราชแต่เมื่อปีนี้งดเทศกาล แต่ประชาชนยังคงสามารถร่วมได้ที่ศาลเจ้า และโรงเจได้ทุกแห่งที่เปิดบริการ 
  • จันทบุรี เนื่องจากจังหวัดจันทบุรียังคงมีอัตราการแพร่ระบาดโรคโควิดสูง แต่ยังต้องการรักษาประเพณีเทศกาลกินเจของบ้วนเฮงเจตั๊ว วัดเขตร์นาบุญญาราม ซึ่งจะเป็นปีที่134 ในวันที่ 614 ตุลาคม ปี 2564 นี้ ติดตามรายละเอียดได้ที่ เฟซบุคเพจองค์การบริหารส่วนจังหวัดจันทบุรี 
  • จังหวัดราชบุรี กินเจแบบ New Normal ศาลเจ้าท่งเฮงตั๊ว จะมีการร่วมถือศีลกินเจ ระหว่างวันที่ 515 ตุลาคม 2564 แบบนิวนอร์มอล ตามมาตรการควบคุมโรคโควิด19 โดยจะมีการสวดพุทธบูชาวันละ 4 รอบ โดยพระสงฆ์จีนนิกายจากวัดเล่งเน่ยยี่ และศาลเจ้าของดการนอนค้างที่ศาล ยกเว้นเจ้าหน้าที่บางส่วน และงดการเปิดโรงทานจัดเลี้ยงอาหารเจ รวมไปถึงพิธีซิโกว 
  • จังหวัดสมุทรสาคร จัดอบรมจำหน่ายอาหารเจ โดยจะมีการจัดจำหน่ายอาหารเจในเทศกาลกินเจวันที่ 514 ตุลาคม 2564 บริเวณริมเขื่อนศาลเจ้าพ่อหลักเมืองสมุทรสาคร 
  • จังหวัดสงขลา จะมีการจัดเทศกาลกินเจในวันที่ 514 ตุลาคม 2564 ที่ บริเวณสวนหย่อมศุภสารรังสรรค์ 
  • จังหวัดตรัง ได้ทำการเชิญชวนร่วมงานเทศกาลถือศีลกินผัก วันที่ 514 ตุลาคม 2564 โดยจะงดพิธีอัญเชิญสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำศาลเจ้า งดพิธีง้อต่อกง มีการจำกัดจำนวนคนในการเข้าร่วม ไม่อนุญาตให้ผู้เข้าร่วมงานทำการเข้าพักอาศัยที่โรงทาน ไม่มีร้านค้าจำหน่ายอาหารและเครื่องดื่ม งดงานมรสพทุกชนิด  
  • จังหวัดภูเก็ต งานเทศกาลถือศีลกินเจภูเก็ต 2564 หรือ Vegetarian Festival คือ วันที่ 614 ตุลาคม 2564 โดยในงานเทศกาลถือศีลกินผักจังหวัดภูเก็ต จะมีการแห่พระรอบเมืองหรือพิธีอิ้วเก้งด้วยรถยนต์ และอาจมีการปรับรูปแบบบางอย่าง เพื่อให้เข้ากับการควบคุมตามมาตรการโรคระบาด โดยประชาชนที่สนใจจะเข้าร่วมงานสามารถติดตามรายละเอียดได้ทาง เฟซบุ๊กเพจ เทศกาลกินเจภูเก็ต

แม้ว่าเทศกาลกินเจปีนี้จะไม่คึกคัก เงียบเหงา และมีข้อจำกัดมากมาย แต่ก็เพื่อไปตามมาตรการความปลอดภัยของทุกคน ซึ่งการกินเจเป็นการละเว้นบาป สร้างกุศล เสริมบารมีให้กับตน ดังนั้นเราสามารถกินเจได้ทุกที่ ทำกินเองได้ง่ายๆที่บ้าน หรือซื้ออาหารเจกลับไปอุ่นทานเองที่บ้านได้ โดยไม่จำเป็นต้องไปทำที่วัด ศาลเจ้า หรือโรงเจ เพียงแค่คิดดี พูดดี ทำดี และทำให้ได้อย่างเคร่งครัด เป็นการถือสัจจะไปในตัว เท่านี้ก็เป็นการถือศีลกินเจที่สมบูรณ์ทุกประการ 

 

ชวนใครสักคนทานขนมแล้วเขาปฏิเสธ ด้วยเหตุผลว่าเขาทำลดน้ําหนัก IF ไหมคะ แถมมีบ่นให้ฟังด้วยว่าเขาลดความอ้วนแบบ IF มาพักใหญ่แล้วก็ยังไม่ลดสักที ก็มีปรึกษาเราว่าทำยังไงดี ทางนี้เองก็เคยกิน IF แต่เพื่อสุขภาพไม่ใช่เพราะจะลดน้ำหนัก เลยพอเข้าใจอยู่บ้างเล็กน้อย แต่จุดประสงค์ต่างกัน เลยต้องหาข้อมูลเพิ่มสักหน่อย บางคนอาจเข้าใจว่าการทําIFคืออะไร แต่บางคนก็อาจยืนงงว่าทําIFคือการลดน้ำหนักแบบไหน ทำไมถึงฮิตในหมู่คนต้องการควบคุมน้ำหนักและผู้ที่รักสุขภาพ 

 

การทําIFหรือ intermittent fasting คือวิธีการจัดการทานอาหารให้เป็นเวลา โดยแบ่งช่วงเวลาในการทานและการงดมื้ออาหาร(ทำฟาสติ้ง) วิธีทำifไม่ใช่การอดอาหารทั้งวัน และไม่ได้จำกัดประเภทอาหารที่ทาน แต่fastingคือการแบ่งช่วงเวลาทานอาหารเท่านั้น 

การทํา IF มีกี่แบบ 

หลักการทำ IF หรือลดน้ำหนักแบบ IF มี 4 ประเภทใหญ่ๆดังนี้ 

 

1.วิธีการทํา IF แบบ 5:2 (The twice a week method 5:2 )

เป็นการทำfasting แบบงดอาหาร2วัน / สัปดาห์ โดยการเลือกวันอดอาหารเพียง 2 วัน และจะต้องทานอาหารรวมกันใน 2 วันนั้นให้ได้ 500 แคลอรี เช่น อดอาหารวันพุธกับวันศุกร์ ในวันพุธและศุกร์จะต้องทานอาหารรวมกันได้ 500 แคลอรี่ อาจจะทานวันพุธ 300 แคลอรี และวันศุกร์ 200 แคลอรี่ เป็นต้น ซึ่งการทำfasting 5:2 นี้จะต้องเน้นอาหารที่มีไฟเบอร์และโปรตีนสูง 

 

2.วิธีการทำ IF แบบวันเว้นวัน (Alternate day fasting) 

การทําฟาสติ้งแบบวันเว้นวัน เป็นการงดอาหารแบบสลับวัน อย่างเช่น วันนี้ทานอาหารตามปกติ พรุ่งนี้จำกัดการทานอาหารเพียงแค่ 500 แคลอรี ทำสลับกันไปแบบวันเว้นวันตลอดระยะเวลาทำIF 

 

3.วิธีการทำ IF ด้วยการงดอาหารแบบจำกัดช่วงเวลา (Time restriceted eating) 

วิธีทํา if แบบนี้จะเป็นที่นิยมแพร่หลาย  หลักการทำ if สูตรงดอาหาร 16:8 คือการทานอาหาร 8 ชั่วโมง และงดอาหาร 16 ชั่วโมง เช่น การงดอาหารตั้งแต่ 2 ทุ่ม ไปจนถึงเที่ยงอีกวัน แล้วก็ไม่รับประทานอาหารอีกจนกว่าจะครบ 16 ชั่วโมง สำหรับที่ใครๆหลายคนเคยมีคำถามว่า ทําifกินน้ําได้ไหม? ทําifกินกาแฟได้ไหม? หรือ ทําifกินกาแฟดําได้ไหม? ซึ่งทําฟาสติ้งวิธีนี้สามารถดื่มน้ำและกาแฟดำได้ตามที่ต้องการ  

 

4.ทํา IF 24 ชม. อดอาหารแบบทั้งวัน (The 24 hour fast) 

การทำฟาสติ้งแบบอดอาหาร 24 ชม. เช่น อาจจะงดอาหารตั้งแต่เช้าวันนี้ไปจนถึงมื้อเช้าของอีกวันอาจจะมีผลข้างเคียงการทำif ด้วยวิธีนี้ส่งผลต่ออารมณ์ ทำให้อ่อนล้า ขาดสมาธิ อาจเคยได้ยินว่าทําifแล้วหิว ทําifแล้วมึนหัว ทำifแล้วง่วงนอน ซึ่งอาจเป็นเพราะการเลือกทำifด้วยวิธีนั่นเอง 

ประโยชน์ของการทําIF

 

1.ช่วยป้องกันโรคเกี่ยวกับระบบประสาท เช่น อัลไซเมอร์ โรคพากินสัน จากงานวิจัย Johne Hopkins School of Medicine ข้อดีของการทำif หรือการลดแคลอรี่อย่างน้อย 2 วัน / สัปดาห์ จะทำให้สมองส่วนฮิปโปแคมปัสมีการปรับตัวและเชื่อมต่อกับเซลล์ประสาทส่วนอื่นๆดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด นอกจากนี้การลดแคลอรี่ยังส่งผลดีต่อสมอง

 

2.ช่วยลดคลอเลสเตอรอลที่ไม่ดี ลดไขมันในเลือด (LDL ไขมันที่ไม่ดี) ไตรกลีเซอไรด์ ซึ่ง if ทำแบบวันเว้นวันจะช่วยปรับคลอเลสเตอรอลให้ลดลงได้ 

 

3.ทำifลดน้ำหนักและทําifลดไขมันหน้าท้อง เพราะการทำifเร่งเผาผลาญไขมันได้อย่างดี จึงมีใครหลายๆคนเลือกทำfasting 

 

4.ลดภาวะเสี่ยงต่อการเป็นโรคต่างๆและทำให้อายุยืน เวลาการทําifอาจจะไม่เหมาะกับทุกคน แต่ลองทำฟาสติ้งสัก 12 ครั้ง / สัปดาห์ จะเริ่มรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงโดยเฉพาะผู้หญิง เพราะจะช่วยปรับฮอร์โมนและอารมณ์ให้มีความสมดุล 

 

5.ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด การทําifแบบถูกต้องจะช่วยปรับระดับอินซูลินในเลือดให้สมดุล และควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด เพราะฟาสติ้งจะควบคุมไม่ให้น้ำตาลมากเกินไปในแต่ละวัน จึงเป็นอีกวิธีที่ช่วยผู้ที่มีปัญหาระดับน้ำตาลในเลือดสูง

 

ในเมื่อการทำ Intermittent Fasting  ดีและมีประโยชน์ แล้วทำไมทำ IFแล้วน้ำหนักนิ่ง อาจเป็นไปได้ว่าคนที่ทำ IF มีภาวะดื้ออินซูลิน จึงทำให้ลดน้ำหนักยากมาก เพราะร่างกายเรามีฮอร์โมนที่เรียกว่า ฮอร์โมนกลูคากอน มีหน้าที่เผาไขมันและทำงานสลับอินซูลิน หากอินซูลินไม่ลดต่ำลง ฮอร์โมนกลูคากอนก็จะไม่สามารถเผาไขมันให้คุณใช้งานได้ 

ดังนั้นวิธีทํา I F ให้ได้ผลสำหรับผู้ที่มีภาวะดื้อต่ออินซูลิน เพื่อให้ลดน้ำหนักได้ง่ายขึ้นควรทำ 4 ข้อต่อไปนี้ร่วมกับการทำ intermittent fasting ที่เป็นเหตุผลว่าทำไมทำ I F แล้วน้ำหนักไม่ลดสักที 

 

1.งดน้ำตาลและแป้งแปรรูป เช่น ข้าวขัดสี ขนมปัง เพราะคาร์โบไฮเดรตกลุ่มนี้จะกระตุ้นอินซูลินสูงมาก 

 

2.ต้องมีวินัยในมื้ออาหาร ทานโปรตีนให้ถึง ห้ามทานจุบจิบ เพราะจะไปกระตุ้นการหลั่งสารอินซูลินบ่อยขึ้น ทำให้มีอินซูลินในเลือดสูงจนไม่สามารถเผาไขมันได้ 

 

3.เพิ่มการทานผักให้มากกว่า 200 กรัม เพื่อเพิ่มใยอาหารในร่างกาย ให้ไปขัดขวางแป้งไม่ให้เปลี่ยนเป็นน้ำตาลได้ ช่วยลดระดับน้ำตาลอินซูลิน 

 

4.ห้ามเครียด ในข้อนี้สำหรับผู้ที่ต้องการทํา if ลดน้ําหนัก จะต้องหลีกเลี่ยง ความเครียดทุกทาง ตั้งแต่การกิน หากการกินอาหารที่ไร้ประโยชน์ ทำให้ขาดสารอาหาร การออกกำลังกายควรออกกำลังกายเมื่อร่างกายพร้อม ไม่หักโหม กินดี นอนพอ จะช่วยผ่อนคลายความเครียดได้  การวิตกกังวลตลอดเวลา เช่น การเครียดจากสภาพเศรษฐกิจ โรคระบาด การเสพข่าว และสิ่งแวดล้อมต่างๆ อาจส่งผลต่อสภาวะจิตใจให้คอยวิตกและเกิดความเครียด ส่งผลกระทบกับคอติซอลหลั่งมากผิดปกติ หรือการนอนพักผ่อนไม่เพียงพอ นอนดึกตื่นเช้า นอนน้อย ทำให้เสียโอกาสช่วงเวลาที่มีการเผาผลาญไขมันตอนที่ร่างกายมีการนอนหลับลึก 

 

ดังนั้นการทำ I F ต้องพยายามอย่าให้อยู่ในสภาวะ 4 ข้อนี้ เพราะไม่เช่นนั้นจะเป็นการทำ IF เท่าไร น้ำหนักก็ไม่ลดลงสักที 

 

 

รู้กันอยู่แล้วว่าผักนั้นดีมีประโยชน์ต่อสุขภาพ ยิ่งตอนนี้เทรนด์รักสุขภาพได้รับความนิยม ทำให้คนหันมาใส่ใจสุขภาพและรับประทานผักผลไม้กันมากขึ้น สีสันของผักนอกจากจะให้ความสวยงามแล้ว ผักสีต่างๆยังให้สารประโยชน์ที่แตกต่างกัน เรามาดูกันว่าประโยชน์ของผัก5สีมีสารอาหารอะไรบ้าง

ทำไมต้องผักผลไม้ 5 สี

องค์การอนามัยโลกชี้ว่า การทานผลไม้5สี วันละ 400 กรัมขึ้นไป / วัน โดยผักและผลไม้5สีที่เราทานจะต้องประกอบไปด้วยถั่วหรือธัญพืชไม่น้อยกว่า 30 กรัม ประโยชน์ของผลไม้ 5 สีจะช่วยลดความเสี่ยงต่อกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เช่น ลดอาการเส้นเลือดในสมองตีบ ลดภาวะการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ ยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง ซึ่งควรทานผักผลไม้ให้ได้หลากหลายชนิด เพราะการทานผักหรือผลไม้ซ้ำๆเดิมๆ นอกจากจะน่าเบื่อจำเจแล้ว ยังได้สารอาหารและประโยชน์ผักผลไม้ 5 สีไม่ครบถ้วน

fresh raw garlic ready to cook

ผักสีขาว-ผักสีน้ำตาล / ผลไม้สีขาว-ผลไม้สีน้ำตาล ; ฟลาโวนอยด์ 

ผักสีขาวจะมีสารแซนโทน(Xanthone) กรดไซแนปติก(Synaptic) และฟลาโวนอยด์หลายชนิด มีสารต้านอนุมูลอิสระ ต้านการอักเสบ ลดการแบ่งตัวของเซลล์มะเร็ง รักษาระดับน้ำตาลในเลือด ลดคลอเลสเตอรอล ลดความดันโลหิต ต่อต้านการเกิดเนื้องอก ต้านการอักเสบ ลดอาการปวดหัวเข่า กระตุ้นภูมิคุ้มกัน ชะลอวัยให้หนุ่มสาวได้อย่างดี ช่วยล้างสารพิษในร่างกาย บำรุงผิวพรรณ 

ผักผลไม้สีขาว : กระเทียม ต้นกระเทียม ขิง ข่า ขมิ้นขาว ขึ้นฉ่าย ผักชีฝรั่ง ใบบัวบก ดอกกะหล่ำ  ผักกาดขาว หัวไชเท้า หัวปลี ถั่วงอก เห็ดเข็มทอง เห็ดฟาง หอมหัวใหญ่ ดอกแคขาว งาขาว ยอดมะพร้าว จมูกข้าวสาลี ลูกเดือย แก้วมังกร ลิ้นจี่ ลางสาด เงาะ ลองกอง

ผักสีเขียว / ผลไม้สีเขียว ; คลอโรฟิลล์

ผักสีเขียวมีคลอโรฟิลล์ ลูทีน Antioxidant สารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยชะลอความเสื่อมของจอประสาทตา ช่วยป้องกันมะเร็ง ช่วยสร้างอินซูลินให้กับร่างกาย ลดคลอเลสเตอรอล กระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดขาว มีสารสังกะสี ธาตุเหล็กช่วยบำรุเลือด แก้โลหิตจาง มีใยกากอาหารสูง ช่วยกระตุ้นระบบการขับถ่าย มีแคลเซียมช่วยให้ฟันและกระดูกแข็งแรง บำรุงสมองและเสริมสร้างความจำ

ผักผลไม้สีเขียว : ผักใบสีเขียวต่างๆ คะน้า ผักโขม ผักปวยเล้ง ผักเคล กวางตุ้ง ชะอม บรอกโคลี ตำลึง พริกหวานสีเขียว พริกเขียว ถั่วลันเตา ผักบุ้ง แตงกวา มะเขือพวง กระเจี๊ยบเขียว แอ๊ปเปิลเขียว กีวี องุ่นเขียว 

ผักสีส้ม-ผักสีเหลือง / ผลไม้สีส้ม-ผลไม้สีเหลือง ; เบต้าแคโรทีน

ผักผลไม้สีส้มและสีเหลืองมีสารเบต้าแคโรทีน ฟลาโวนอยด์ วิตามินเอ วิตามินซี วิตามินอี มีสารซีแซนทีนในกลุ่มแคโรทีนอยด์บำรุงสายตา ลดความเสี่ยงเป็นต้อกระจก ช่วยต้านอนุมูลอิสระ เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน มีสารที่ช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรียและไวรัสในร่างกาย ต้านการอักเสบ กระตุ้นการกำจัดเซลล์มะเร็ง ป้องกันและลดความเสี่ยงการเกิดโรคมะเร็ง ลดไขมันในเส้นเลือด 

ผักผลไม้สีส้ม-เหลือง : แครอท ข้าวโพดอ่อน ฟักทอง พริกหวานสีเหลือง สับปะรด มะละกอสุก ขนุน กล้วย ข้าวโพด ลูกพลับ มะม่วงสุก แคนตาลูป

ผักสีแดง / ผลไม้สีแดง ; ไลโคพีน 

ผักผลไม้สีแดงมีสารไลโคพีน (Lycopene) และสารแอนโทไซยานิน ช่วยลดความเสี่ยงการเกิดมะเร็ง ต้านอนุมูลอิสระ ช่วยบำรุงหัวใจและหลอดเลือด บำรุงสายตา ป้องกันโรคต้อกระจก ยับยั้งเซลล์มะเร็ง ลดไขมันที่ไม่ดี LDLCholesterol ลดการแข็งตัวของเลือด ลดความดันโลหิต 

ผักผลไม้สีแดง : มะเขือเทศ หอมแดง กระเจี๊ยบแดง กะหล่ำปลีสีแดง พริกหวานสีแดง พริกแดง แอ๊ปเปิลแดง บีทรูท เชอร์รี่ สตรอเบอร์รี่ ราสเบอร์รี่ แตงโม ทับทิม องุ่นแดง

ผักสีม่วง / ผลไม้สีม่วง ; แอนโทไซยานิน 

ผักผลไม้สีม่วงที่เต็มไปด้วยสารแอนโทไซยานิน Anthocyanin เป็นสารที่ให้สีม่วงและปกป้องรังสีอัลตร้าไวโอเลต ผักสีม่วงประโยชน์มากมายในด้านต้านอนุมูลอิสระสูงกว่าวิตามินซีและวิตามินอีถึง 2 เท่า ลดคลอเลสเตอรอล ยับยั้งเซลล์มะเร็งต่างๆ ลดการเกิดไขมันในหลอดเลือด ลดไขมันที่ไม่ดี LDLCholesterol เพิ่มความยืดหยุ่นให้กับผนังหลอดเลือด ขยายเส้นเลือด ช่วยป้องกันเส้นเลือดฝอยไม่ให้เปราะแตกง่าย ชะลอการเกิดเส้นเลือดในสมองอุดตัน ลดภาวะการเสี่ยงต่อการเป็นอัมพาต ช่วยต้านไวรัส ยับยั้งเชื้ออีโคไลในระบบทางเดินอาหาร ชะลอความเสื่อมถอยของเซลล์  บำรุงเส้นผมให้เงางาม 

ผักผลไม้สีม่วง : กะหล่ำปลีสีม่วง ข้าวไรซ์เบอร์รี่ ข้าวสีนิล ข้าวเหนียวดำ มะเขือม่วง ดอกอัญชัน เผือก หน่อไม้ฝรั่งสีม่วง ลูกหว้า แครนเบอร์รี่ บลูเบอร์รี่ แบล็กเบอร์รี่ ลูกพรุน ลูกพลัม ชมพู่มะเหมี่ยว มันม่วง องุ่น ลูกฟิก 

 

จะเห็นได้ว่าผลไม้และผัก 5 สีประโยชน์มากมาย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องทานให้หลากหลาย และล้างให้สะอาดก่อนทานเพื่อป้องกันสิ่งสกปรกและสิ่งปนเปื้อน หรือผักชนิดใดสามารถนำไปผ่านความร้อน ก็ควรทำแบบปรุงสุกก่อนทาน นอกจากนี้ประโยชน์ของผักผลไม้ 5 สี ยังเป็นตัวช่วยเสริมภูมิคุ้มกันให้กับร่างกายได้อย่างดีในช่วงสถานการณ์โรคระบาด อย่าง โคโรน่าไวรัส เพราะผักผลไม้ส่วนใหญ่มีสารอาหาร แร่ธาตุต่างๆ สังกะสี วิตามิน โดยเฉพาะวิตามินซี ที่จะช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ได้ต่อสู้กับเชื้อโรคเมื่อหลุดรอดเข้าสู่ร่างกาย เป็นปราการด่านแรกและสำคัญมาก แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม การล้างมือสม่ำเสมอ ใส่แมสก์ทุกครั้งที่ออกนอกบ้านหรือต้องอยู่ร่วมกับผู้อื่น การเว้นระยะห่าง ก็ยังคงต้องปฏิบัติเสมอ พร้อมกับการทานอาหารที่มีประโยชน์อย่างเช่นผักห้าสีและผลไม้ต่างๆ เพราะสุขภาพของเราเป็นสิ่งที่สำคัญ เมื่อสุขภาพกายดีไร้โรคภัยไข้เจ็บ ก็จะส่งผลให้มีสุขภาพใจดีตาม ช่วยให้มีแรงมีกำลังที่จะสู้ต่อไปได้ในแต่ละวัน 

 

มลพิษคือ ความสกปรก กาก ตะกอน หรือมวลสารและวัตถุที่มีผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชน ดังนั้น Air pollution หรือ มลพิษทางอากาศหมายถึง การเกิดสภาวะทางอากาศมีสิ่งสกปรกหรือสารพิษเจือปนในอากาศเกินมาตรฐาน ทำให้อากาศอยู่ในขั้นวิกฤติ ตัวอย่างมลพิษทางอากาศ เช่น มลภาวะทางอากาศฝุ่นpm 2.5 ก๊าซคาร์บอนมอนออกไซด์(CO) ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ รวมไปถึงวัตถุอันตรายอื่นๆในชั้นบรรยากาศโลก ที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิต จนทำให้เกิดโรคหรือการเจ็บป่วยและอันตรายต่อชีวิตได้ 

สาเหตุการเกิดมลพิษทางอากาศคืออะไร?

โดยมลพิษทางอากาศเกิดจากการใช้ชีวิตประจำวันของครัวเรือน มลพิษทางอากาศจากรถยนต์ สารมลพิษทางอากาศที่เกิดจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงต่างๆ การเผาไหม้ขยะมูลฝอย มลพิษจากโรงงานอุตสาหกรรม ที่ก่อให้เกิดมลภาวะทางสิ่งแวดล้อม มลพิษที่เกิดจากธรรมชาติ เช่น การเกิดปฏิกิริยาทางชีวเคมีจากการเน่าเปื่อยของสสารอินทรีย์ทำให้เกิดก๊าซมีเทน แอมโมเนีย คาร์บอนไดออกไซด์ เป็นต้น อีกทั้งควันพิษทางอากาศเกิดจากไฟป่า หรือ ภูเขาไฟระเบิด อย่างที่เกาะลา ปาลมา ประเทศสเปนที่นอกจากสร้างความเสียหายแก่ชีวิตและทรัพย์สินบริเวณใกล้เคียงยังเกิดมลพิษทางสิ่งแวดล้อม

 

มลพิษทางอากาศมีกี่ประเภท?

ไม่ว่ามลพิษทางอากาศpptและมลพิษทางอากาศpdf การเกิดมลพิษทางอากาศมี 2 ประเภทมลพิษทางอากาศภายนอกและมลพิษอากาศภายใน 

 

มลพิษทางอากาศภายนอก ได้แก่ 

  • มลพิษจากสิ่งแวดล้อมภายนอกอาคาร เช่น น้ำมัน ถ่านหิน เป็นต้น 
  • แก๊สที่ทําให้เกิดมลพิษทางอากาศ เช่น ก๊าซมีเทน ไนโตรเจนไดออกไซด์ ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ คาร์บอนมอนอกไซด์
  • โอโซนระดับพื้นดิน ปกติโอโซนจะก๊าซที่ดีมากถ้าเกิดในที่สูง จะช่วยปกป้องรังสียูวีและรังสีอันตรายต่างๆ ไม่ให้ลงมายังโลก แต่จะอันตรายอย่างมากถ้าเกิดในที่ต่ำ  เมื่อเราสูดหายใจเข้าไป จะทำให้เกิดปฏิกิริยากับออกซิเจนที่รุนแรง ซึ่งจะสร้างความเสียหายกับเยื่อเมือกและเนื้อเยื่อทางเดินหายใจของสิ่งมีชีวิต ทั้ง คน สัตว์ และพืชต่างๆ เรียกได้ว่า โอโซนจะดีเมื่ออยู่สูง แต่เลวร้ายเมื่ออยู่ต่ำ 

 

มลพิษทางอากาศภายใน ได้แก่ 

  • ก๊าซที่เกิดจากการเผาไหม้ของแก๊สหุงต้ม อย่าง คาร์บอนมอนอกไซด์ เป็นต้น 
  • สารก่อภูมิแพ้จากชีวภาพ สัตว์ และสิ่งของ เช่น ฝุ่น เกสรดอกไม้ เชื้อรา แมลงสาบ หนู เป็นต้น

 

มลพิษทางอากาศมีผลกระทบกับสุขภาพอย่างไร?

ฝุ่นละอองที่เป็นปัญหาหลักในกรุงเทพมหานคร เนื่องจากสภาพการจราจรที่คับคั่ง มีการเผาไหม้ของยานหนะ ที่เรียกได้ว่าเป็นมลพิษทางอากาศที่เกิดจากมนุษย์ ฝุ่นละอองที่มีขนาดเล็กไม่เกิน 10 ไมครอน ที่สามารถเล็ดลอดระบบทางเดินหายใจ เข้าสู่ร่างกายคนเราไปสู่ปอดและถุงลม ทำให้เกิดการระคายเคืองเรื้อรัง เกิดการอักเสบ และยิ่งเป็นฝุ่นละอองที่เกิดจากก๊าซบางชนิด เช่น ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ก็ยิ่งมีอันตรายต่อดวงตา ผิวหนัง และ ระบบทางเดินหายใจ 

มลพิษทางอากาศได้แก่แก๊สอะไรบ้าง?

  • ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ที่มีฤทธิ์กัดกร่อน จะทำให้มีการระคายเคืองกับผิวหนัง เยื่อบุในตา เมื่อทำการสูดดมก๊าซซัลเฟอร์เข้าไป จะละลายของเหลวในระบบทางเดินหายใจ เกิดกรดซัลฟิวริก ส่งผลกระทบกับระบบภายในร่างกาย หากได้รับเป็นเวลานานๆ อาจทำให้เกิดหลอดลมอักเสบเรื้อรัง 
  • ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ เมื่อหายใจเอาก๊าซชนิดนี้เข้าไป จะส่งผลต่อการถ่ายเทออกซิเจนจากปอดไปยังอวัยวะต่างๆลดลง ทำให้เลือดขาดออกซิเจน และถ้ารับคาร์บอนฯจำนวนมาก จะส่งผลให้หัวใจทำงานหนักขึ้น และเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ 
  • ก๊าซออกไซด์ของไนโตรเจน มีผลกระทบการมองเห็น ผู้ที่มีอาการทางโรคหัวใจ และหอบหืด เมื่อผู้ที่มีอาการดังกล่าว ทำการหายใจก๊าซนี้เข้าไป จะทำให้อาการกำเริบได้ 
  • ก๊าซโอโซน มีฤทธิ์กัดกร่อนต่อเยื่อบุทางเดินหายใจ ระคายเคืองตา การอักเสบของเนื้อเยื่อจมูกและปอด ทำให้ความสามารถของปอดในการรับก๊าซออกซิเจนลดลง ทำให้มีอาการเหนื่อยง่ายและเร็วในคนชรา เป็นโรคหืด โดยเฉพาะในเด็ก ผู้ที่เป็นโรคปอดเรื้อรังและหอบหืดจะมีอาการกำเริบได้ง่ายและบ่อยมากขึ้น

มลพิษอากาศเป็นพันธมิตรกับโควิดได้อย่างไร? 

เมื่อไม่นานมานี้กรมมลพิษทางอากาศได้ร่วมมือกับกรมควบคุมโรค ร่วมเปิดสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศโดยอัตโนมัติ เนื่องจากมลพิษต่างๆทางอากาศส่งผลกระทบต่อภูมิคุ้มกันในร่างกาย ทำให้เสี่ยงต่อการติดเชื้อโรคได้ง่ายมากขึ้น อีกทั้งมีผลให้อาการผู้ป่วยโควิดหนักขึ้นและอาจเร่งให้ให้เกิดการแพร่เชื้อได้เพิ่มขึ้น สรุปมลพิษทางอากาศเป็นพาหนะของเชื้อโควิด-19 ให้ไปสู่คนอื่นและกระจายเป็นวงกว้างได้ง่ายมากขึ้นนั่นเอง 

 

แม้ว่าตะไม่มีการยืนยันว่ามลพิษทางอากาศนี้จะเกี่ยวเนื่องกับโควิด-19 อย่างไร แต่จากรายงานมหาวิทยาลัยฮาวาร์ด ที่มีการร่วมมือกันในหลายภาคส่วน เพื่อศึกษาเรื่องความเชื่อมโยงระหว่างมลพิษอากาศจากควันไฟป่ากับโควิด โดยการวิเคราะห์ข้อมูลจาก 92 เขตในรัฐแคลิฟอร์เนีย วอชิงตัน และโอเรกอน ที่มักจะเกิดไฟป่า เป็นมลพิษทางธรรมชาติที่ก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศ ได้แก่ ก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ (ที่เป็นสารตั้งต้นของPM2.5) ฝุ่นPM2.5 และ ฝุ่นPM10 ตั้งแต่เดือนมีนาคม-ธันวาคม ปี 2020 ซึ่งใน 3 รัฐนี้มียอดผู้ติดเชื้อสะสมกว่า 2 หมื่นคน ในขณะที่ยอดผู้เสียชีวิตก็มีจำนวนมากเช่นกัน 

 

เนื่องจากควันไฟป่าจะทำให้มีการติดเชื้อทางเดินหายใจได้ง่ายขึ้น ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น? นั่นเป็นเพราะสารพิษทางอากาศในควันไฟป่าที่ประกอบไปด้วย  

 

  • ก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ (NO2) ที่เกิดจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิลอย่างน้ำมัน ถ่านหิน ซึ่งมีอันตรายต่อปอดเป็นอย่างมาก และยังเป็นสารตั้งต้นของฝุ่นPM2.5 เพราะเป็นตัวตั้งต้นก็ย่อมแน่นอนว่าต้องมีความน่ากลัวกว่าฝุ่นPM2.5 เข้าไปอีก 
  • มลพิษทางอากาศpm2 5 เป็นฝุ่นจิ๋วที่มีขนาดเล็กกว่า 2.5 ไมครอน สามารถเล็ดลอดจากขนจมูกมุ่งตรงไปสู่ปอดได้ และมีอันตรายต่อชีวิตมากกว่าที่คิด 
  • ฝุ่นPM10 ฝุ่นที่มีอานุภาคเล็กกว่า 10 ไมครอน เล็กจนขนจมูกก็ยังไม่สามารถกรองได้ ทำให้หลุดรอดเข้าไปทำอันตรายต่อปอดได้ 

 

และด้วยคุณสมบัติของสารมลพิษในอากาศ ที่สามารถเล็ดลอดเข้าไปสู่ปอดได้อย่างง่ายดาย จึงเป็นยานพาหนะอย่างดีให้กับเชื้อโควิด-19 ไปสู่ปอด ยิ่งถ้าเป็นผู้ป่วยโควิดอยู่แล้วและได้มีการสูดหายใจควันไฟป่าเข้าไปจะทำให้อาการทรุดหนักลงไปอีก รวมไปถึงการที่เชื้อโควิดอาศัยมลพิษทางอากาศรอบตัว ไม่ว่าจะเป็น มลพิษทางอากาศจากยานพาหนะ มลพิษทางอากาศจากโรงงาน มลพิษทางความร้อน แล้วเกาะกลุ่มกับมลภาวะต่างๆ เช่น เชื้อรา ไวรัส แบคทีเรีย เพื่อให้เป็นพาหนะเข้าสู่ร่างกายเราและแพร่กระจายเชื้ออย่างรวดเร็ว 

 

และเมื่อเรารู้ว่าการเกิดมลพิษทางอากาศเป็นพันธมิตรอย่างดีของเชื้อโควิด ร่วมมือกันเปลี่ยนโลกให้เป็นโรค เราจึงต้องหันมาหาวิธีการบําบัดมลพิษทางอากาศ และใส่ใจดูแลคุณภาพอากาศกันอย่างจริงจังมากขึ้น ถึงเวลาแล้วหรือยังที่เราต้องหันมาร่วมมือกัน ถึงเวลาแล้วหรือยังเพื่อสุขภาพของเราทุกคน ถึงเวลาแล้วหรือยังที่เราจะรักโลกนี้ให้มากขึ้น เพราะถ้าคิดว่ายังไม่ถึงเวลา…ก็อาจถึงเวลาที่โลกจะไม่รักเราเช่นกัน

 

เดี๋ยวนี้ใครๆก็อยากเป็นเจ้าของแบรนด์ เป็นเจ้าของกิจการ และเป็นนักธุรกิจ แน่นอนว่าการเป็นเจ้าของแบรนด์เดี๋ยวนี้ไม่ได้ยากเหมือนเมื่อก่อนแล้ว และการลงทุนก็ไม่ได้สูงอย่างเมื่อก่อน สามารถลงทุนเล็กๆ เริ่มจากการทำแบรนด์สบู่ในหลักพันบาทก่อนแล้วค่อยเพิ่มปริมาณเมื่อเป็นแบรนด์ติดตลาดแล้วก็ยังได้ แต่ก่อนจะเริ่มทำแบรนด์ จะต้องทำเตรียมอะไรบ้างและมีขั้นตอนอย่างไร เราไปรู้กันเลย ….

1.งบประมาณที่จะลงทุน 

อันดับแรกคือต้องมีเงินทุน อย่านำเงินที่ใช้ในแต่ละเดือนมาใช้ในการลงทุน แต่ให้ใช้เงินเก็บที่ไว้สำหรับการลงทุนผลิตเท่านั้น ถ้ามีงบการผลิต100% ต้องแบ่งเป็นสัดส่วนสำหรับการผลิต 30% และสำหรับการตลาด 70% ถ้ามีการแบ่งสัดส่วนได้ชัดเจน จะทำให้มองเห็นภาพรวมและการจัดการงบได้ง่ายขึ้น เป็นสัดส่วน ชัดเจน หากการเงินสะดุดจะได้รู้ว่ามาจากจุดไหน จะไปต่อได้แค่ไหน ก็ขึ้นอยู่กับการจัดการงบประมาณด้วย เพราะบางกรณีสินค้าได้รับการตอบรับดี สินค้าขายดี ลูกค้าต้องการเพิ่ม แต่เงินทุนหมด ไม่สามารถทำการผลิตเพิ่ม หรือมีสินค้าล็อตใหญ่ แต่เงินทุนการเจาะตลาด การโฆษณาไม่พอ ก็ปิดกั้นช่องทางระบายสินค้า ทำให้ขายสินค้าไม่ได้ สินค้าค้างสต็อค 

 

2.เลือกประเภทสบู่ที่จะผลิตเป็นแบรนด์ขาย 

โรงงานรับผลิตสบู่ส่วนใหญ่จะมี 2 สูตรใหญ่ๆคือ สบู่สูตรสำเร็จ และ สบู่พัฒนาสูตรเฉพาะ คือ สูตรที่พัฒนาขึ้นตามต้องการ สูตรสำเร็จจะเป็นสูตรที่โรงงานพัฒนาไว้อยู่แล้ว จะมีให้ลูกค้าได้ทดสอบ โดยมีลิสรายการต่างๆให้เลือก หากลูกค้าชอบก็สามารถสั่งผลิตเพื่อทำแบรนด์ได้เลย และสบู่พัฒนาสูตรเป็นสบู่ที่ผลิตขึ้นจากการวิจัยและพัฒนาสูตรตามที่ผู้ที่ต้องการทําสบู่แบรนด์ตัวเองกำหนด เช่น สี กลิ่น รูปลักษณ์ สรรพคุณ ซึ่งแน่นอนว่าระยะเวลาและราคาตั้งต้นในการลงทุนย่อมต่างกัน 

 

สบู่พัฒนาสูตรจะใช้ระยะเวลาในการผลิตนานกว่า และต้นทุนการผลิตก็สูงกว่า เพราะต้องมีการวิจัยขึ้นมาใหม่หมด ทั้งวัตถุดิบ องค์ประกอบ การทดสอบ ฯลฯ  เมื่อลูกค้าแจ้งสูตรสบู่ที่ต้องการ ผู้รับผลิตก็จะนำไปประชุมและให้ฝ่าย R&D วิจัยและพัฒนาตามที่ลูกค้าต้องการ หลังจากวิจัยและพัฒนาสูตรแล้ว R&D จะให้สูตรที่ได้กับลูกค้าเพื่อทำการเทส โดยสามารถเทสได้ประมาณ 3 รอบ หากเทสแล้วยังไม่พอใจ สามารถพัฒนาสูตรได้เรื่อยๆในระหว่าง 3 รอบนี้หรือตามจำนวนครั้งที่ทางโรงงานกำหนด เพราะในการพัฒนาและปรับสูตรจะมีค่าใช้จ่ายเพิ่ม หลายๆโรงงานจะกำหนดจำนวนครั้งที่ปรับสูตรและเทส 

ในการเลือกสารสกัด คนที่อยากทำแบรนด์สบู่บางคนอาจมีสูตรหรือสารสกัดบางตัวที่ต้องการอยู่แล้ว แต่บางคนอาจยังไม่รู้ว่าต้องใช้อะไรดี ทางโรงงานจะมีทีมงานที่คอยให้คำแนะนำอยู่แล้ว จึงไม่ต้องกังวลตรงจุดนี้ ซึ่งส่วนใหญ่จะมีสูตรสารสกัดหลักๆมาให้เลือก โดยให้ลูกค้าเลือกส่วนสารสกัดเพียงบางส่วน อาจ 45 อย่างจากทั้งหมด แล้วทางโรงงานก็จะเลือกส่วนประกอบอื่นๆที่จะช่วยบำรุงหรือทำให้สบู่มีประสิทธิภาพอย่างที่ลูกค้าต้องการจนครบองค์ประกอบทั้งหมดของสูตรนั้นๆ

 

เมื่อเลือกสูตรได้แล้วก็จะทำการเลือก ขนาด โดยทางโรงงานจะมีหลายขนาดให้ลูกค้าได้เลือก ตั้งแต่ขนาดเล็ก 25 กรัม  30 กรัม  50 กรัม 70 กรัม 100 กรัม ต่อไปก็จะเป็นการเลือก รูปทรงสบู่ โรงงานจะมีรูปทรงให้เลือกหลากหลาย แต่ถ้าลูกค้ามีทรง-ขนาด หรือฟร้อนท์บนสบู่ที่ต้องการอยู่แล้วที่โรงงานไม่มี โรงงานอาจรับทำให้แต่ต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่ม เพราะจะต้องทำบล็อก ทำตัวปั๊มขึ้นมาใหม่ตามออเดอร์ลูกค้า สี การเลือกเฉดสี เช่น สีฟ้า สีฟ้าอ่อน สีฟ้าเข้ม  กลิ่น  อุปกรณ์เพิ่ม เช่น ถุงตาข่ายเพิ่มฟอง 

การเลือกจดอย. ให้โรงงานแจ้งจดอย.ให้ จะมีค่าใช้จ่ายตรงนี้ด้วย ซึ่งการให้โรงงานแจ้งจดอย.ให้จะมีโอกาสผ่านได้สูงกว่าการแจ้งจดด้วยตัวบุคคลที่เราแจ้งเอง 

 

การเลือกแพ็กเกจจิ้ง ในกรณีที่เพิ่งเริ่มต้นทำธุรกิจหรืออาจมีงบที่ยังไม่มาก อาจเลือกการใช้สติ๊กเกอร์แปะหน้า หรือเพิ่มราคาอีกหน่อยเพื่อทำเป็นกล่อง โรงงานจะมีการออกแบบให้โดยฝ่ายดีไซน์ เพียงลูกค้าแจ้งลักษณะที่ต้องการ หรือสามารถออกแบบเองแล้วให้ฝ่ายโรงงานทำตามแบบก็ได้ โดยพยายามเลือกออกแบบให้ตรงกับเป้าหมายลูกค้า อย่างทำสบู่เด็กก็ออกแบบที่น่ารัก ทำสบู่ผิวหน้าก็อาจเน้นรูปสารสกัดที่ช่วยเรื่องผิวหน้า ค่าใช้จ่ายก็ผันตามละเอียดดีเทล เช่น ค่าโลโก้ 

 

ระหว่างรอขั้นตอนการผลิตสบู่ วางแผนการตลาดจะทำการตลาดที่ไหน อย่างไร ช่องทางไหน ราคาโปรโมชั่นเปิดตัว กรณีต้องการตัวแทนขายสบู่ ให้คำนวณเรทราคาต้นทุนต่อก้อนหรือต่อชิ้นก่อน เมื่อรู้เรทราคาต่อก้อน ก็คิดค่าเรทราคาตัวแทน 

 

วางแผนการสั่งออเดอร์ซ้ำ เมื่อจำหน่ายแล้วสินค้าเหลือประมาณ 30% ก็ทำการสั่งผลิตเลย เพื่อไม่ให้สินค้าขาดสต็อก เพราะจะต้องเผื่อระยะเวลาของขั้นตอนการผลิต จะได้มีสินค้าทันจำหน่าย ยิ่งสั่งผลิตจำนวนมากก็ยิ่งได้เรทราคาต่อชิ้นลดลง จะได้กำไรเพิ่มขึ้น 

การคิดเรทราคา เราจะต้องรู้ต้นทุนทั้งหมดก่อน จำนวนสินค้าทั้งหมดกี่ก้อน ให้คิดคำนวณราคาต่อก้อนก่อน เช่น สั่งผลิตล็อตแรกจำนวน 1000 ก้อน ค่าเนื้อสบู่ก้อนละ 12 บาท ค่ากล่อง 8 บาท/กล่อง แสดงว่า ต้นทุนสบู่ราคา 20 / ก้อน  หลังจากนั้นก็ตรวจสอบคุณสมบัติสบู่มีอะไรบ้าง เช่น ไม่มีคุณสมบัติอะไรพิเศษเป็นสบู่ผิวขาวเท่านั้น อาจตั้งราคาขายต่อก้อนได่ไม่มาก หรือการสร้างแบรนด์น้องใหม่คนยังไม่รู้จัก อาจใช้ระบบตัวแทนdealerที่ช่วยกระจายสินค้า ก็ต้องคำนึงส่วนค่าตัวแทนตรงนี้ด้วย ดังนั้นการตั้งเรทราคาปลีกนอกจากจะต้องดูเรื่องต้นทุนต่อก้อนแล้ว ยังต้องดูส่วนประกอบ คุณสมบัติของสบู่ ฯลฯ ซึ่งในขั้นตอนนี้สามารถทำการปรึกษาทีมงานโรงงานได้ เพราะจะมีผู้เชี่ยวชาญที่จะช่วยคำนวณในส่วนของรายละเอียดเรื่องต้นทุนและกำไรได้อย่างดี  

 

สบู่กลีเซอรีนคือสบู่ที่มีเบสกลีเซอรีนผสมอยู่ กลีเซอรีนคือ สารธรรมชาติที่เป็นของเหลว ไม่มีกลิ่น ไม่มีสี ผลิตได้จากน้ำมันธรรมชาติ เช่น น้ำมันปาล์ม น้ำมันมะกอก น้ำมันมะพร้าว นิยมนำไปประกอบในการผลิตยา ผลิตสบู่ เครื่องสำอาง ฯลฯ สำหรับสบู่กลีเซอรีนจะใช้เวลาในการผลิตนานกว่าสบู่ก้อนชนิดอื่น ประมาณ 34 สัปดาห์ เพราะต้องใช้เวลาในการปล่อยให้เซ็ตตัวเอง ไม่สามารถอัดความร้อนได้ 

 

จะทำแบรนด์ขายแข่งกับตลาด แบรนด์เราต้องแตกต่าง และ ต้องดีกว่า มีองค์ความรู้ ความคุ้มค่าที่ลูกค้าจะได้รับ สินค้าไอเดีย สินค้าที่อิงวัฒนธรรม-ความเชื่อ และเทรนด์ที่กำลังนิยม จะสามารถตีตลาดได้ในหลายๆประเทศ โดยจะต้องทำการศึกษาข้อมูลในแต่ละพื้นที่ว่าอะไรเป็นที่สนใจของในพื้นที่นั้นๆ เช่น ต้องการนำสินค้าส่งออกขายที่จีนก็ต้องหาอะไรที่จีนนิยม อย่างการนำเศษทองคำใส่ลงไปเป็นส่วนผสม เพราะชาวจีนมีความเชื่อในเรื่องของทอง การใช้สมุนไพรทำสบู่ เพราะกระแสนิยมรักษ์โลก เป็นต้น 

เรามีวิธีทำสบู่สมุนไพรในบ้านได้ด้วยตัวเอง่ายๆมาฝากค่ะ

การทำสบู่จากมะขาม

วิธีทำสบู่มะขาม นำเบสไปต้มโดยใช้ไฟอ่อน อย่าใช้แรงเพราะจะทำให้กลีเซอรีนติดขอบหม้อเป็นฟองและติดขอบภาชนะได้ คนช้าๆไปในทิศทางเดียวกัน เมื่อกลีเซอรีนละลายดีแล้ว ใส่น้ำมะขามที่เตรียมไว้ลงไป คนให้เข้ากันช้าๆ เติมน้ำหอมหากต้องการกลิ่นเพิ่ม ใส่สารเพิ่มฟอง และสารกันเสีย คนให้ละลายเข้ากันดี แล้วเทใส่พิมพ์ตอนร้อนๆ อย่ารอให้เย็นเพราะสบู่จะแข็งตัวเสียก่อน ปล่อยทิ้งไว้ให้สบู่เซ็ตตัวในแม่พิมพ์ เมื่อเซ็ตตัวดีแล้วก็แกะออกจากพิมพ์  

 

การทําสบู่จากว่านหางจระเข้

ส่วนผสมและสิ่งที่ต้องเตรียมได้แก่ ว่านหางจระเข้ กลีเซอรีน วาสลีน หม้อสำหรับต้ม ไม้พายสำหรับคน แม่พิมพ์ วิธีทำสบู่ว่านหางจระเข้ นำกลีเซอรีนหั่นชิ้นเล็กๆ แล้วใส่หม้อนำไปต้ม ระหว่างที่รอกลีเซอรีนละลาย ปลอกเปลือกว่านหางจระเข้และล้างให้สะอาด แล้วหั่นเป็นชิ้นๆ ก่อนนำไปปั่นให้ละเอียด เมื่อกลีเซอรีนละลายดีแล้ว ตักน้ำปั่นว่านหางจระเข้ใส่ลงในหม้อต้มกลีเซอรีน ค่อยๆตักลงไปและคนไปด้วยเพื่อให้เข้ากันได้เร็วขึ้น เมื่อทุกอย่างละลายและเข้ากันดีแล้ว ก็ยกหม้อต้มลงจากเตาหรือปิดไฟในกรณีใช้หม้อไฟฟ้า ทาวาสลีนที่ก้นแม่พิมพ์ให้ทั่ว แล้วตักหรือเทสบู่ลงแม่พิมพ์ ปล่อยทิ้งไว้ให้แห้ง เมื่อมั่นใจว่าสบู่เซ็ตตัวดีแล้ว ก็นำออกจากพิมพ์นำไปใช้ได้ปกติ

 

วิธีทําสบู่ขมิ้นน้ำผึ้ง  

ให้เตรียมวัตถุดิบดังนี้ กลีเซอรีนแบบใส ผงขมิ้นชัน น้ำผึ้ง น้ำเปล่า หัวน้ำหอมสำหรับทำสบู่

ส่วนขั้นตอนการทำก็ง่ายมาก เริ่มจากการนำกลีเซอรีนใส่น้ำตั้งไฟอ่อน คนกลีเซอรีนไปในทิศทางเดียวกัน ใส่ผงขมิ้น และน้ำผึ้งตามลงไป คนให้เข้ากันช้าๆเพื่อไม่ให้เกิดฟอง เมื่อเข้ากันดีแล้วก็ยกลงจากเตา เติมหัวน้ำหอมหลังจากที่คลายร้อนลงแล้ว อย่าเติมน้ำหอมตอนที่ยังร้อนจัด 

 

การทำสบู่ด้วยตัวเองใช้เองหรือแจกจ่ายเป็นอะไรที่ไม่หนักเกินไป แต่ถ้าต้องการทำขายก็สามารถทำได้ แต่อาจมีข้อจำกัดในเรื่องปริมาณออเดอร์ และจำนวนยอดผลิตสินค้า ด้วยข้อจำกัดจากแรงงานคนและสภาพภูมิอากาศที่ไม่สามารถควบคุมได้ เพราะบางครั้งความชื้นก็มีผลต่อการเซ็ตตัวและคุณภาพของสบู่บ้างเล็กน้อย 

เมื่อต้องการจะทำแบรนด์ อย่าทำตามกระแส แต่ให้ใช้ความรู้สึกที่รักหรือต้องการทำจริงๆ นำไปสู่การทำแบรนด์ออกมา เพราะทำอะไรด้วยความรัก จะมีแรงจูงใจและพยายามศึกษาหาข้อมูลเพิ่มเติมด้วยความรักความต้องการทำจริงๆ จะทำให้ไม่เบื่อไม่ท้อเร็วเมื่อเจออุปสรรค เลือกผลิตภัณฑ์ที่ลูกค้าจะต้องใช้เสมอ ไม่ว่าเศรษฐกิจะดีขึ้นหรือแย่ลง แต่ผู้บริโภคก็ยังต้องการที่จะใช้ เพราะเป็นสินค้าที่ต้องใช้อยู่แล้ว และมีคุณภาพเป็นที่พอใจ ทำให้ลูกค้าก็ต้องการซื้อใช้อยู่เสมอ ถ้าทำเพราะกระแสตลาด อาจจะบูมเร็วจริงแต่ก็อาจดับเร็วได้เช่นกัน ต้องมีความอดทนสูงในการรอคอยผลตอบรับ และอดทนต่ออุปสรรคเพราะในการทำธุรกิจแรกๆ จะยังไม่มีการตอบรับ ต้องใช้ความรักและความอดทนรอ และไม่หยุดพัฒนาอยู่เสมอ เพื่อให้สินค้าแบรนด์มีคุณภาพที่ตอบโจทย์ผู้ใช้ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ปี ที่อาจมีกระแสแฟชั่นหรือนวัตกรรมใหม่ๆ สามารถตามได้ทันและผลิตออกมาได้ตามความต้องการของตลาดจริงๆ 

 

เชื่อว่าโกโก้และช็อกโกแลตเป็นเมนูของหวานและขนมรวมไปถึงเครื่องดื่มโปรดของใครๆหลายคนและหลายวัยเลยทีเดียว เพราะทั้งเข้มข้น หวานหอม อร่อย กลิ่นหอมชวนหลงไหลจริงๆ จนผลิตภัณฑ์ความงามและการบำรุงหลายประเภทยังต้องนำไปเป็นส่วนผสมและเพิ่มกลิ่นของผลิตภัณฑ์ 

ผลิตภัณฑ์ที่เป็นช็อกโกแลตและโกโก้มีหลากหลายจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นช็อกโกแลตอัลมอนด์ ขนมเบเกอรี่รสช็อกโกแลต ช็อกโกแลตแท่ง ไอศกรีมช็อกโกแลต ดาร์กช็อกโกแลต ช็อคโกแลตบาร์ ช็อคโกแลตเฮอร์ชี่ โกโก้คีโต ช็อกโกแลตไมโล

ขนมปังช็อกโกแลต ช็อกโกแลตปั่น หรือแม้แต่เป็นส่วนผสมในเครื่องดื่มหรือขนมหวานต่างๆ และอีกมากมายสารพันเมนูที่มันเยอะมากจริงๆแค่เท่าที่เขียนมาก็ทำให้ต่อมน้ำลายในปากสั่นระรัวแล้ว 

 

แต่เคยงงไหมเวลาที่ไปร้านเครื่องดื่มแล้วอ่านเมนู โกโก้ปั่น ช็อกโกแลตเย็น คอฟฟี่โกโก้ และตามร้านเบเกอรี่ที่มีขนมวางเรียงราย ขนมปังโกโก้ ช็อกโกแลตหน้านิ่ม ฯลฯ แม้กระทั่งจะไปหาซื้อผงโกโก้ชงดื่มหรือจะทำขนมอบเองที่บ้าน อ่านบนบรรจุภัณฑ์ ก็จะมีผงโกโก้และผงช็อกโกแลตให้เลือกอีก โกโก้ริช โกโก้ทิวลิป โกโก้ดัทช์ โกโก้ตรานางพยาบาล ผงช็อกโกแลตแท้ อ้าววว แล้วโกโก้กับช็อกโกแลตต่างกันยังไง บทความนี้มีคำตอบมาให้ได้กระจ่างและได้มีข้อมูลในการเลือกซื้อในครั้งต่อไปค่ะ 

 

โกโก้และช็อกโกแลตเป็นแฝดคนละฝา มีที่มาแห่งเดียวกันก็คือเมล็ดกาเกา(Cacao) ที่มาจากต้นโกโก้ (Cocoa tree) โดยการนำเมล็ดในฝักไปแช่น้ำหมักก่อน แล้วทำให้เมล็ดโกโก้แห้ง แกะเปลือกออกแล้วก็นำไปคั่วโกโก้ จนได้เมล็ดโกโก้สีน้ำตาลเข้มที่มีกลิ่นหอมและรสขม เมล็ดโกโก้คั่วนี้จะเรียกว่า“คาเคา นิบส์” (Cacoa nibs

 

Cacoa nib สามารถนำไปใช้ได้เลย ซึ่งอาจจะนำไปเป็นช็อกโกแลตรูปแบบต่างๆ เช่น ช็อกโกแลตแท่ง โรยขนม โรยเครื่องดื่ม แต่ถ้านำไปบดเป็นผงแล้วนำผงบดที่ได้ไปใช้เลยเรียกว่า“ผงช็อกโกแลต”แต่ถ้านำไปสกัดเอาไขมันโกโก้ (cocoa butter) ออกจนเกือบหมดก็จะกลายเป็น“ผงโกโก้” 

โกโก้ผงจะมีรสที่ขมและเฝื่อนบาดลิ้นในขณะที่ช็อคโกแลตจะมีรสนุ่มละมุนและหอมมันกว่า เพราะยังมีไขมันโกโก้บัตเตอร์อยู่ครบถ้วน แต่เพราะเหตุนี้โกโก้จึงเป็นเมนูที่ดีต่อสุขภาพมากกว่าช็อกโกแลต แต่ต้องเลือกโกโก้ที่เป็น โกโก้ High Fat แต่ ไม่ต้องตกใจ คำว่าโกโก้ high fat คำนี้ไม่ได้แปลว่าจะทำให้โรคอ้วนถามหาหากรับประทานเข้าไป แต่ high fat cocoa นี้เป็นไขมันดีที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ ซึ่งยิ่งสูงก็ยิ่งดี 

 

เพราะอะไรถึงกล่าวว่า ไขมันโกโก้หรือโกโก้บัตเตอร์ยิ่งสูงยิ่งดี เพราะโกโก้บัตเตอร์นอกจากจะช่วยเพิ่มความฟินในการทานโกโก้หรือช็อกโกแลตอร่อยยิ่งขึ้น ด้วยความมันและนุ่มจนแทบละลายในปาก และมีกลิ่นหอมฟุ้ง แต่เจ้าโกโก้บัตเตอร์ตัยังมีแร่ธาตุมากมายที่ดีต่อร่างกาย อีกทั้งมีความพิเศษในเรื่องของการบำรุงผิว ที่ช่วยเก็บกักความชุ่มชื้นให้กับผิว ทำให้ผิวแห้งขาดน้ำกลับนุ่มลื่นเนียน ฟื้นฟูสภาพโครงสร้างเส้นผมที่ชี้ฟูให้กลับมานุ่มลื่น ด้วยคุณประโยชน์มากมายของเนยโกโก้นี่เองที่ทำให้เป็นที่ต้องการหลายอุตสาหกรรม เพื่อนำไปใช้งานหรือเป็นวัตถุดิบและส่งผลให้ราคาแพง

 

เราไปทำความรู้จักถึงสายพันธุ์ของโกโก้กันสักหน่อย ซึ่งแน่นอนว่าโกโก้เป็นพืชเขตร้อนที่ปลูกและเติบโตได้ดีในป่าฝนเขตร้อนชื้นที่มีฝนตกชุกชุมมากกว่า 2,000 มิลลิเมตรต่อปีและดินที่ใช้ปลูกต้องมีปริมาณธาตุไนโตรเจนสูง ชอบร่มเงาใต้ไม้ใหญ่ โดยสายพันธุ์หลักๆของโกโก้มี 3 สายพันธุ์ ได้แก่ 

1.คริโอลโล (Criollo) ผลอ่อนมีสีแดงหรือเขียวแต่เมื่อสุกจะเปลี่ยนเป็นสีเหลือง โกโก้เมล็ดมีกลิ่นหอมและรสชาติเข้มข้น เป็นสายพันธุ์จากอเมริกากลางที่ส่วนใหญ่เติบโตในแถบอเมริกาประเทศโคลัมเบีย เอกวาดอร์ และเวเนซุเอรา มีคุณภาพสูงและเป็นที่ต้องการของตลาดโลก

 

2.ฟอรัสเทอร์โร่ (Forastero) สายพันธุ์นี้มีผลสีเขียวแต่ผลสุกจะเปลี่ยนเป็นสีเหลือง มีผลยาวและเปลือกหนา เนื้อเมล็ดแบนมีสีม่วงเข้ม สายพันธุ์นี้จะนิยมปลูกในแอฟริกาตะวันตก และ เม็กซิโก

 

3.ทรินิทาริโอ (Trinitario) สายพันธุ์ที่เติบโตในเกาะตรินิแแดด แต่ปัจจุบันสามารถปลูกได้ที่อินโดนีเซีย ศรีลังกา และ อเมริกาใต้ โดยสายพันธุ์นี้มีผลใหญ่สีเขียวแกมแดง ก้นแหลม เมล็ดใหญ่ เนื้อเมล็ดสีม่วงและมีกลิ่นหอม 

Cocoa pods and cocoa beans and cacao powder with leaves isolated on white background.

ประเทศกาน่าและประเทศโกตดิวัวร์นับได้ว่าเป็นประเทศที่ส่งออกผลโกโก้อันดับต้นๆของโลก เนื่องจากทั้งสองประเทศนี้ภูมิประเทศและสภาพอากาศที่เหมาะสมกับการเจริญเติบโตของต้นโกโก้ ทำให้เมล็ดโกโก้มีคุณภาพเยี่ยมจนเป็นโกโก้ที่ดีที่สุด และยังเป็นที่ต้องการของตลาดโลกเป็นอย่างมาก แต่ปัจจุบันด้วยสภาวะโลกร้อน ทำให้อากาศแห้งแล้งและปริมาณน้ำลดลง ส่งผลกระทบต่อต้นกาเกาให้ผลผลิตน้อยลง และราคาโกโก้ก็เริ่มสูงขึ้นตามไปด้วย 

 

จากที่เกริ่นมาข้างต้นเรื่องต้นกาเกาหรือต้นโกโก้ที่เป็นพืชเศรษฐกิจแถบทางอเมริกาโดยเฉพาะประเทศกาน่าและไอวอรีโคสต์ แต่ในประเทศไทยก็ได้รับการสนับสนุนให้ปลูกต้นโกโก้เพื่อเป็นผลผลิตทางการเกษตรและด้านเศรษฐกิจ อย่างเช่นที่ชุมพร นครศรีธรรมราช จันทบุรี เชียงราย โดยมีผู้นำโกโก้เข้ามาในปลูกในประเทศไทยครั้งแรกเมื่อ พ.ศ.2446 แต่ไม่นานก็ไม่เป็นผลเท่าที่ควร จึงมีการเลิกล้มและหันไปทำการปลูกพืชชนิดอื่น แต่ทว่าปัจจุบันได้มีการรื้อฟื้นและปลูกต้นโกโก้แซมกับพืชเศรษฐกิจอื่นๆ เป็นสวนผสมที่ให้ผลผลิตและราคาดี จนไม่พอต่อความต้องการของตลาดที่กำลังขยายตัว โกโก้จึงได้รับความสนใจจากกระทรวงการเกษตรและการส่งเสริมจากภาครัฐอีกครั้ง 

 

โกโก้และช็อกโกแลตไม่ได้มีดีแค่ความอร่อย และไม่ได้เป็นเพียงแค่ขนมทานเล่นเพลินๆเท่านั้น แต่ผงโกโก้แท้มีประโยชน์ที่คาดไม่ถึงหลายชนิด เป็นแหล่งสารโพลีพอลส์ สารไนอาซีน สารฟลาโวนอยด์ แมกนีเซียม แมงกานีส และอื่นๆอีกมากมาย แต่ทั้งนี้ก็ต้องขึ้นอยู่กับคุณภาพของโกโก้ที่เราเลือกรับประทานด้วยว่าเป็นแปรรูปโกโก้ชนิดใด หากเป็นโกโก้สำเร็จรูปแบบ 3 in 1 ที่ผสมน้ำตาลและครีมเทียม หรือผสมด้วยนมข้นหวานในปริมาณมาก แทนที่จะได้ประโยชน์จากสารอาหารในโกโก้ อาจได้โรคเพิ่มจากความหวานของนมและน้ำตาลแทน 

 

มีแพทย์หลายท่านที่ได้กล่าวถึงประโยชน์ของโกโก้หากได้รับในปริมาณที่เหมาะสมทางสื่อหลายช่องทางเลย  ถ้าอย่างนั้นเราไปดูกันสักหน่อยว่าประโยชน์โกโก้มีอะไรบ้างและถ้าหากรับประทานโกโก้แท้ดีอย่างไร 

 สรรพคุณของโกโก้  

สารฟลาโวนอยด์ในโกโก้ช่วยขยายตัวของหลอดเลือดทำให้เลือดไหลเวียนดี ช่วยลดความันโลหิตสูง ช่วยป้องกันการอุดตันในเส้นเลือด ช่วยให้สุขภาพหัวใจแข็งแรง ลดความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ ทั้งสารฟลาโวนอยด์และสารโพลีพีนอลส์เป็นสารต้านอนุมูสอิสระสูงที่ช่วยยับยั้งการเติบโตของเซลล์มะเร็งไม่ให้แพร่กระจาย

 

โกโก้มีกาเฟอีนและธีโอโบรมีน ซึ่งมีฤทธิ์ในการกระตุ้นระบบประสาทส่วนกลาง(central nervous system) ให้ตื่นตัวตลอดเวลา โดยสารธีโอโบรมีนจะมีฤทธิ์การกระตุ้นระบบประสาทน้อยกว่าคาเฟอีนมาก แต่สารนี้กลับมีฤทธิ์ขับปัสสาวะแรงกว่า จึงใช้เป็นยาขับปัสสาวะได้  กาแฟจะมีคาเฟอีนและธีโอโบรมีนมากกว่าโกโก้ หรือจะกล่าวได้ว่า ช็อกโกแลตแท่งขนาด 50 กรัม จะมีธีโอโบมีนประมาณ 250 มิลลิกรัมเท่านั้น และเจ้าธีโอโบรมีนนี้ยังช่วยขจัดเชื้อแบคทีเรียในช่องปากและดีต่อสุขภาพฟัน ดังนั้นผู้ที่ไม่ชอบดื่มกาแฟ หรือหมอสั่งงดกาแฟ อาจทำการปรึกษาแพทย์เพื่อหันมาดื่มโกโก้ร้อนแทน

 

นอกจากนี้โกโก้ยังมีฤทธิ์ที่ช่วยกระตุ้นให้หลั่งสารเซโรโทนินในสมองเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ผู้ที่ดื่มโกโก้มีความสุข โดยเฉพาะผู้หญิงที่มีการตอบสนองต่อโกโก้ดีกว่าผู้ชาย ด้วยฮอร์โมนเพศหญิงนั่นเอง การได้ดื่มโกโก้ร้อนเป็นประจำจะช่วยบรรเทาอาการเจ็บปวดจากการมีประจำเดือนได้ และยังเป็นที่นิยมดื่มในหญิงวัยหมดระดู รวมไปถึงสตรีหลังมีระดูใหม่ๆ เนื่องจากเป็นช่วงที่ร่างกายมีสารเซโรโทนินในสมองปริมาณต่ำ

ประโยชน์โกโก้มีมากมายแต่ก็ต้องอยู่ในความพอดี จากข้อมูลวิชาการการดื่มโกโก้ในปริมาณสูงทุกวัน จะส่งผลให้มีความจำดีขึ้น เพิ่มการไหลเวียนของเลือดไปยังสมอง ช่วยป้องกันโรคอัลไซเมอร์ โรคความจำเสื่อม โดยอ้างอิงจากศาสตราจารย์ นายแพทย์ สก็อต เอ สมอลล์ แห่งมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ได้ทำโครงการวิจัยให้ผู้สูงอายุที่มีอายุตั้งแต่ 5069 ปี จำนวน 37 คน แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ดื่มโกโก้ปริมาณสูง(ประมาณ 2 ช้อนโต๊ะ) กับกลุ่มดื่มโกโก้ปริมาณต่ำ ติดต่อกันเป็นเวลา 3 เดือน เมื่อทำการตรวจวัดภาพถ่ายสมองด้วย FMRI และวัดค่า metabolism ของสมอง ปรากฏว่ากลุ่มที่ดื่มโกโก้ปริมาณสูงมีสมรรถภาพสมองดีขึ้นเทียบเท่าคนอายุ 3040 ปี ในขณะที่กลุ่มดื่มโกโก้ปริมาณต่ำกลับไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง 

Glass of chocolate milk on the dark background.

ดื่มโกโก้ตอนไหนดี

จากการวิจัยยังพบอีกว่าประโยชน์ของโกโก้ร้อนช่วยในเรื่องของอาการนอนหลับยาก การที่ดื่มโกโก้ร้อนจะช่วยให้หลับสบายขึ้น โกโก้มีสรรพคุณช่วยกระตุ้นประสาทให้เกิดความผ่อนคลาย บรรเทาโรคซึมเศร้า และยังช่วยลดระดับความเครียดได้อีกด้วย อย่างเช่นในประเทศฝรั่งเศสมักจะนิยมใช้โกโก้ร้อนในการรักษาผู้ที่มักมีอารมณ์โกรธหรือหงุดหงิดง่าย และสารต้านอนุมูลอิสระเข้มข้นในโกโก้ที่มีค่าสูงกว่าไวน์แดงถึง 3 เท่าจะถูกปล่อยออกมาเมื่อถูกความร้อน

 

ประโยชน์ของการดื่มโกโก้ร้อนทุกเช้าช่วยในเรื่องการลดน้ำหนักได้เป็นอย่างดี หากคุณดื่มถูกวิธี นั่นคือชงโกโก้ให้อร่อยแต่มีแคลอรี่ต่ำ โดยไม่ใส่น้ำตาลหรือนม มีเพียงแค่น้ำร้อนและผงโกโก้100 หรืออาจเพิ่มเติมเพียงนมสดเท่านั้น และอย่าไปห่วงเรื่องโกโก้ที่มีไขมัน ในทางกลับกันโกโก้ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลได้ เพราะไขมันโกโก้เป็นไขมันที่ดีต่อสุขภาพที่ทางการแพทย์ให้การยอมรับและแนะนำ ยิ่งโกโก้มีโกโก้บัตเตอร์ 2224% ยิ่งเป็นโกโก้พรีเมียม

 

เราเป็นคนหนึ่งที่ชอบชงโกโก้ร้อนดื่มสลับกับการดื่มกาแฟ เช้าดื่มกาแฟพอเวลาบ่ายๆก็โกโก้ร้อนสักแก้ว หรือไม่ก็ตอนเช้าดื่มโกโก้แล้วตกบ่ายก็ตามด้วยกาแฟเพราะเป็นเวลาอาการง่วงมักจะมาเยือนค่ะ และโกโก้ร้อนประโยชน์ได้รับเต็มๆหากชงเพียงแต่น้ำร้อนโดยไม่เติมน้ำตาลหรือนม แต่ถ้าอยากได้รสชาติโกโก้ที่ลดขมลงอีกหน่อย อาจเติมนมสดแทนจะดีกว่านมข้นหวานหรือน้ำตาล 

 

เมื่อรู้ประโยชน์โกโก้ดีขนาดนี้แล้วก็ต้องหามาไว้ทานกันบ้างดีกว่า แต่ไปดูกันหน่อยว่าเราจะหาซื้อช็อกโกแลตที่ไหน ซึ่งส่วนใหญ่คนก็จะรู้จักกันดีอยู่แล้ว เดินเข้าร้านสะดวกซื้อใกล้บ้านก็เจอ มีมากมายหลายยี่ห้อให้เลือกซื้อกันตาลาย และถ้าต้องการจะซื้อผงโกโก้ล่ะ ผงโกโก้ซื้อที่ไหนได้บ้าง ผงช็อกโกแลตยี่ห้อไหนอร่อย ผลิตภัณฑ์ช็อกโกแลตมีรูปแบบใดบ้างที่รอให้เราได้เลือกซื้อเลือกทาน 

 

ผงโกโก้แปรรูปเป็นเครื่องดื่มได้สารพัดเมนูไม่ว่าจะเป็นเมนูโกโก้เองหรือนำไปผสมกับวัตุดิบอื่นๆ เช่น โกโก้นมสด ช็อกโกแล็ตเย็น คราฟต์ช็อกโกแลต โกโก้วิปชีส มัจฉะลาเต้โกโก้ โกโก้นมเย็น มอคค่า และอีกหลายเมนูที่รังสรรได้จากผงโกโก้  ถ้าอย่างนั้นไปดูกันว่า โกโก้มียี่ห้ออะไรบ้างอร่อย โกโก้ยี่ห้อไหนดีชงขาย  ผงโกโก้100ยี่ห้อไหนดี ผงชงโกโก้ยี่ห้อไหนอร่อย ผงโกโก้สีดำดียังไง โกโก้ยี่ห้อไหนเข้มข้น ผงโกโก้ทำบราวนี่ยี่ห้อไหนดี 

 

ถ้าไปเดินตามซุปเปอร์มาร์เก็ตหรือร้านสะดวกซื้อ อย่างผงโกโก้ในเซเว่น เราจะเห็นได้ว่ามีโกโก้ยี่ห้อมากมายให้เลือกซื้อ  มีตั้งแต่ผงโกโก้สีมาตรฐาน ผงโกโก้สีเข้ม ผงโกโก้สีดำ โกโก้ผงชงดื่ม ผงโกโก้ทำขนม ผงโกโก้ทำบราวนี่ โกโก้ผงทำเบเกอรี่ หรือแม้แต่ผงโกโก้คีโต เยอะจนตาลายขนาดนี้แล้วจะเลือกซื้อผงโกโก้ยี่ห้อไหนดี มีทั้งโกโก้กระป๋อง โกโก้ดัทช์ โกโก้ทิวลิป โกโก้นางพยาบาล ผงโกโก้ตรามือ ผงโกโก้โลตัส ผงโกโก้แมคโคร โดยผงโกโก้ราคาจะแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับยี่ห้อ ประเภทของโกโก้ และรูปแบบการผลิต แล้วแต่ว่าใครรักใครชอบยี่ห้อไหน หรือสะดวกในราคาไหน 

 

นอกจากการหาซื้อโกโก้ผงชงดื่มเองแล้ว มีเจ้าของกิจการร้านอาหาร หรือร้านเครื่องดื่มขนาดใหญ่และขนาดเล็กก็ต้องคัดสรรวัตถุดิบที่ดีที่เหมาะสมเข้าร้าน เพื่อนำมาเป็นตัวชูโรงรสอร่อยให้กับเมนูของร้านมัดใจลูกค้า ถ้าชงดื่มเองก็ต้องแล้วแต่รสลิ้นของตัวบุคคล แต่พอต้องเดาใจรสนิยมของคนทั่วไปเพื่อที่จะผันตัวมาเป็นลูกค้าประจำร้าน ก็ต้องมีเลือกผิดเลือกถูกกันบ้างในช่วงแรกๆ กว่าที่จะเลือกได้และเข้าที่เข้าทาง 

เรามีวิธีการเลือกซื้อโกโก้ผงมาฝาก จากที่ทำการหาข้อมูลมาบ้างแล้ว ทำให้รู้ว่าผงโกโก้ทั่วไปหรือผงโกโก้เกรดมาตรฐานจะมีโกโก้บัตเตอร์ 1112% ส่วนผงโกโก้เกรดพรีเมียมจะมีโกโก้บัตเตอร์ 2224% บางคนอ่านข้อมูลที่ระบุบนบรรจุภัณฑ์แล้วเจอไขมันโกโก้สูงก็ตกใจ จากที่ตอนแรกหยิบโกโก้ถุงหนึ่งแล้วมีโกโก้บัตเตอร์2224% ก็เปลี่ยนไปเลือกที่มีไขมันโกโก้ต่ำกว่า ด้วยความเข้าใจว่าโกโก้ที่ไขมันสูงไม่ดีต่อสุขภาพและราคาผงโกโก้ก็สูงกว่า เราจะบอกให้ว่าคุณพลาดแล้ว…

 

 อย่างที่กล่าวมาตั้งแต่ต้นๆแล้วว่า โกโก้ยิ่งไขมันสูงยิ่งดียิ่งมีคุณภาพ และได้รับการยืนยันจากคณะแพทย์ที่ทำการวิจัยมาแล้วหลายประเทศ จึงไม่แปลกหากปริมาณโกโก้บัตเตอร์สูงก็ยิ่งมีราคาสูง ถ้าคุณเลือกซื้อผงโกโก้เพื่อชงดื่มเอง คุณจะไม่เสียดายเลยหากคุณยอมลงทุนเพิ่มการจ่ายอีกนิด เพื่อให้ได้โกโก้ผงเกรดคุณภาพ มีประโยชน์สูงสุด และเพลินไปกับความอร่อยของรสโกโก้แท้ เหมือนที่ว่ายิ่งเราลงทุนผลที่ได้ก็ยิ่งคุ้มค่า (แม้แต่เรื่องอาหารการกินก็ตาม) 

 

ผงโกโก้ยี่ห้อไหนทำขนม…โกโก้ที่มีไขมัน1012%เป็นผงโกโก้ที่มีไขมันตามมาตรฐานที่แพทย์แนะนำ ดีและมีประโยชน์เช่นกัน เหมาะกับการนำไปใช้งานได้หลากหลาย เช่นนำผงโกโก้ทำเบเกอรี่ ผงโกโก้ทำบราวนี่ ผงโกโก้สำหรับเมนูเครื่องดื่มต่างๆ ผงโกโก้โรยขนม หรือนำไปทำซอสช็อกโกแลต เป็นต้น และราคาจะประหยัดกว่า ซึ่งเหมาะทั้งผู้ที่จะซื้อใช้เองส่วนตัว หรือร้านค้าต่างๆที่ซื้อเพื่อนำไปเป็นวัตถุดิบประกอบในกิจการ 

โกโก้ยี่ห้อไหนดีชงขาย…นอกจากปริมาณของโกโก้บัตเตอร์แล้ว การเลือกสีและประเภทของโกโก้ให้เหมาะกับการใช้งานก็เป็นสิ่งสำคัญ เพราะถึงแม้ว่าจะเป็นผงโกโก้ที่มีไขมัน1012% แต่ก็ต้องอ่านบนฉลากที่ผลิตภัณฑ์ระบุไว้ให้ดีว่าเป็นผงโกโก้เหมาะสำหรับการใช้งานอะไร อย่างเช่น ผงโกโก้ โกโก้ริชซองสีแดง เป็นผงโกโก้ชนิดสีน้ำตาลแดงเข้ม ที่เหมาะสำหรับเครื่องดื่มโดยเฉพาะ เพราะเขาการันตีว่า เป็นผงโกโก้100เปอร์เซ็นต์ ชงละลายง่าย กลิ่นหอมนุ่มละมุน รสชาติเข้มข้น สีเข้มสวย และราคาก็ไม่แรง ซึ่งจะช่วยดึงดูดลูกค้าให้กับร้านเครื่องดื่มได้ดี 

ส่วนตัวแล้วเราจะชอบโกโก้ริชโกลด์ ซีเล็คชั่น ที่เป็นโกโก้กระป๋องสีทูโทนน้ำตาล-ขาวมีขอบทองหน่อยๆ เพราะเขาจะเป็นโกโก้ High Fat ที่มีไขมันโกโก้ 2224% แต่ที่สำคัญไปกว่าก็คือ เพียงเปิดฝากระป๋อง กลิ่นหอมช็อกโกแลตก็ลอยแตะจมูกทันที เมื่อชงก็ละลายง่ายมาก กลิ่นละมุนสุดๆ รสเข้มข้นแต่นุ่ม ไม่เฝื่อนติดคอ ฟินสำหรับคนรักโกโก้อย่างเราเลย 

 

เรากล่าวถึงเรื่องผงโกโก้กันไปแล้ว ทีนี้เรามาดูช็อกโกแลตรูปแบบอื่นๆกันบ้าง เอาจริงๆแล้ว ช็อกโกแลตแบ่งได้หลายชนิด ได้แก่            

 

1.Cacao Mass หรือ โกโก้แมส / คาเคาแมสคือ ช็อกโกแลต100 จากเมล็ดโกโก้ที่บดจนเป็นเนื้อเนียนโดยไม่ปรุงแต่งอะไร ใช้เป็นเบสในการผลิตช็อกโกแลตต่างๆ ช็อกโกแลตบาร์ ผงโกโก้ ขนม เบเกอรี่ เครื่องดื่ม ช็อคโกแลตหัวใจ และ ไอศครีม บางคนก็เรียกช็อกโกแลตก้อน

 

2.Dark Chocolate ดาร์กช็อกโกแลตคือ ช็อกโกแลตที่มีคาเคาแมสและน้ำตาล เป็นส่วนผสมโดยไม่มีนม ทำให้มีรสที่ขมกว่าช็อกโกแลตทั่วไป ถ้าสรุปคร่าวๆ มีส่วนผสมหลักๆคือ ไขมันโกโก้ (cocoa butter) นมสกัดไขมัน (milk solid) น้ำตาลหรือสารให้ความหวาน และอาจแต่งกลิ่นวนิลา(flavour) ดาร์กช็อกโกแลตสามารถแบ่งออกเป็นชนิดต่างๆได้อีก เช่น Semesweet โดยจะมีโกโก้ไม่น้อยกว่า35  BitterSweet จะมีโกโก้เป็นส่วนประกอบไม่น้อยกว่า50  Unsweetened หรือ Baking Unsweet  เป็นโกโก้100 จะมีรสขมมาก เหมาะสำหรับใช้ทำขนมเท่านั้น แต่โดยทั่วไปจะนิยมใช้ดาร์กช็อกโกแลต70เปอร์เซ็นต์ขึ้นไป

 

3.ช็อกโกแลตนม (Milk Chocolate) มิลค์ช็อกโกแลต ส่วนผสมคล้ายกับดาร์กช็อกโกแลตแต่จะมีการเติมนมผงสกัดหรือ milk solid เพิ่มเข้าไปด้วย ทำให้มีรสหวานหอมมันกว่าดาร์กช็อกโกแลต 

 

4.ไวท์ช็อกโกแลต (White Chocolate) และ ไวท์ช็อกโกแลตชิพ เป็นช็อคโกแลตขาวแต่ไม่มีรสชาติโกโก้ เพราะมีโกโก้บัตเตอร์ผสมอยู่น้อย มีสีขาวนมและรสชาติค่อนข้างหวานกว่าช็อกโกแลตทั่วไป โดยส่วนผสมหลักๆจะเป็น ไขมันโกโก้ เนื้อโกโก้ นมสกัดไขมัน สารให้ความหวาน 

 

5.ช็อกโกแลตบาร์และช็อกโกแลตแท่ง เป็นขนมหวานสุดโปรดใครหลายๆคนที่หาซื้อได้ง่ายมากๆตามร้านทั่วไปหรือร้านสะดวกซื้อ ยิ่งเดี๋ยวนี้มีหลากหลายยี่ห้อวางเรียงรายกัน ยิ่งตาลายไม่รู้จะหยิบจะซื้อยี่ห้อไหนดี ยกตัวอย่างยี่ห้อช็อกโกแลตบาร์ที่เชื่อว่าคุ้นหูหลายคนเลย เช่น ช็อกโกแลตkitkat,เฮอร์ชี่ส์,ช็อคแลตdairymilk,

 

6.ช็อกโกแลตเหรียญ เป็นช็อกโกแลตรูปเหรียญบางคนอาจเข้าใจว่าเป็นเหรียญทองช็อคโกแลตที่หาซื้อได้ง่ายทั่วไป เป็นขนมหวานสุดอร่อยของเด็กๆ แต่จริงๆจะคล้ายกันแต่เชฟหรือคนทำขนมจะนำไปใช้ในการประกอบหรือตกแต่งเบเกอรี่เพราะสามารถนำไปทำการละลายหรือตกแต่งได้เลย โดยไม่ต้องทำการตัดให้ยุ่งยากอีก 

 

7.Couverture chocolate คือ ช็อกโกแลตแท้สำหรับแปรรูปเป็นขนมหวานได้หลายชนิด หรือจะเรียกว่าเป็นสารตั้งต้นช็อกโกแลตที่เชฟมืออาชีพมักนำไปเคลือบหรือหรือขึ้นรูปเป็นช็อกโกแลตตกแต่ง เพราะให้ความเงาสวยและเนื้อไม่แตกหักง่าย บางคนก็เรียก Couverture chocolate ว่า ช็อกโกแลตกระดุม หรือ ช็อกโกแลตเหรียญ 

 

8.Compound Chocolate คือผลิตภัณฑ์เลียนแบบรสชาติช็อกโกแลต มีน้ำมันพืชเป็นส่วนผสมแทนโกโก้บัตเตอร์ ทำให้รสชาติและคุณสมบัติต่างๆด้อยกว่าช็อกโกแลตแท้ จึงไม่เหมาะนำมาเป็นวัตถุดิบในการทำขนม แต่จะถูกนำไปใช้ช็อกโกแลตเคลือบแข็งหน้าขนมหรือไอศกรีม  

สรุปได้ง่ายๆว่าโกโก้จะมีความเข้มข้นและขมกว่าช็อกโกแลต อย่างถ้าคุณเป็นคนชอบรสเข้มข้นก็อาจเทใจไปทางโกโก้ หรือต้องการทานโกโก้เพื่อสุขภาพ แต่ถ้ารักในรสเข้มแต่หวานมันสักหน่อยก็ย้ายฝั่งไปทางช็อกโกแลต แต่ไม่ว่าจะโกโก้หรือผงช็อกโกแลต ก็ทานอร่อยทานเพลินได้ตามแต่ใจรัก แต่อย่าลืมว่าถึงแม้จะมีประโยชน์มากมายจากการวิจัยโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ แต่ทุกสิ่งมีประโยชน์ก็มีโทษได้เช่นกันหากรับประทานผิดวิธี ไม่ว่าอย่างไรก็ขอให้คุณเอ็นจอยกับของโปรดอย่างมีสุขภาพดี

 

 

 

 

สำหรับใครที่สนใจเรื่องการตลาดหรืออยู่ในวงการ Marketing น่าจะคุ้นเคยกับกลยุทธ์พื้นฐาน Marketing Mix 4ps คือ การผสมผสานพื้นฐานการตลาดที่ช่วยสร้างกลยุทธ์ในการดึงดูดลูกค้าของการทำธุรกิจ เป็นแนวคิดการตลาดยุคใหม่ ที่นอกจากจะเน้นการพัฒนาในตัวแบรนด์เองแล้ว ยังเป็นกลยุทธ์ที่ปรับเปลี่ยนทางฝั่งผู้ซื้อมาช่วยสื่อสารและทำการตลาดให้ด้วย ซึ่งก่อนหน้านี้ผู้ที่ทำการตลาดอาจจะคุ้นเคยกับระบบ 4Ps Marketing Mix หรือ 4Ps 

Overjoyed bride woman in wedding dress clenching fists like winner holding multi colored packages bags with purchases after shopping isolated on pink background. Organization of wedding. Copy space

Mix 4ps Marketing ได้แก่ 

1.Product (ผลิตภัณฑ์หรือสินค้า) 

2.Price (ราคา)

3.Place (ช่องทางการจำหน่าย)

4.Promotion (การส่งเสริมการขาย)

 

แต่เมื่อเวลาผ่านไป เทคโนโลยีใหม่ๆเข้ามาในการใช้ชีวิตประจำวันของผู้คน ส่งผลให้พฤติกรรมของคนเปลี่ยนไปจากเดิม มีการใช้สื่อโซเซียลมีเดียมากขึ้น ดังนั้นจึงมีการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์จากเดิมที่ใช้ 4P ไปใช้เป็น 4E Marketing Mix ที่เน้นการสร้างประสบการณ์จากผู้บริโภค และรู้สึกคุ้มค่าในคุณค่าของสินค้าที่ได้รับ จนมีการโฆษณาบอกต่อให้กับผู้ใกล้ชิด หรือมีการเผยแพร่วงกว้างด้วยระบบอินเตอร์เน็ต

 

Marketing Mix 4E ได้แก่ 

1.Experience (ประสบการณ์)

2.Exchange  (สร้างความคุ้มค่า)

3.Everywhere (สามารถเข้าถึงได้ง่ายทุกช่องทางออนไลน์) 

4.Evangeism (ลูกค้าที่สนับสนุนแบรนด์ หรือเรียกง่ายๆว่าลูกค้าขาประจำ) 

 

การนำกลยุทธ์ 4P 4E Marketing มาปรับใช้ธุรกิจยุคดิจิทัล

1.จาก Product เป็น Experience

เนื่องจากผู้บริโภคยุคนี้ไม่ได้โฟกัสเพียงสินค้าเท่านั้น แต่ใส่ใจถึงประสบการณ์ที่ได้รับจากการบริการหรือสินค้าที่ได้ใช้ด้วย ในที่นี้ก็หมายถึงประสบการณ์จากการใช้สินค้า ที่อาจถูกใจในกลิ่น เนื้อสัมผัสของสินค้า คุณภาพที่ได้ และความพึงพอใจหลังจากการใช้สินค้าหรือใช้บริการ  แล้วมีการซื้อซ้ำในครั้งต่อไป หรือการเข้าไปใช้บริการคาเฟ่ในปัจจุบัน ลูกค้าไม่ได้ต้องการเพียงแค่รสชาติเครื่องดื่มเท่านั้น แต่การบริการที่เป็นมิตรจากพนักงาน การที่พนักงานจำรสชาติที่ลูกค้าชื่นชอบได้ การได้ถ่ายรูปสวยๆจากมุมเก๋ๆในร้านเพื่ออัพรูปลงโซเชียล สิ่งเหล่านี้ก็สร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับผู้บริโภค จนต้องกลับมาซื้อหรือใช้บริการซ้ำ 

 

เนื่องจากปัจจุบันผู้คนจะแชร์ประสบการณ์ลงบนโลกอินเทอร์เน็ต อย่างเช่นไปทานอาหารร้านหนึ่งแล้วได้รับบริการดีจากพนักงาน หรือรสชาติอาหารอร่อยถูกใจ ก็แชร์ลงโซเชียลมีเดีย และข้อความเหล่านั้นก็สามารถแชร์ต่อๆกันไปได้ทั่วโลก สังเกตได้ว่าเมื่อมีการแชร์ในแง่ดี ผู้คนก็จะซัพพอร์ตและแห่แหนกันไปอุดหนุนสินค้าหรือบริการ แต่ถ้าเป็นการแชร์ข้อความในแง่ลบ เช่น ร้านอาหารที่ใช้วัตถุดิบไม่สะอาดมาปรุงเสิร์ฟลูกค้า ข้อความเหล่านั้นเมื่อถูกแชร์ไป ร้านอาหารร้านนั้นก็โดนตำหนิ และขาดลูกค้าเข้าใช้บริการในที่สุด จะเห็นได้ว่าประสบการณ์จากผู้บริโภคเป็นสิ่งที่สำคัญมากในยุคสื่อดิจิทัล จึงต้องคำนึงถึงเรื่องนี้ทุกช่วงเวลา ไม่ว่าจะระหว่างหรือหลังซื้อสินค้าและการใช้บริการ เพราะสำหรับทุกวงการธุรกิจ ลูกค้าคือศูนย์กลางในการออกแบบประสบการณ์ระดับโลก 

 

สิ่งหนึ่งที่ทุกธุรกิจออนไลน์ รวมไปถึงธุรกิจที่ต้องใช้สื่อออนไลน์เพื่อเพิ่มช่องทางการขาย จะต้องคำนึงถึงเพื่อนำมาปรับใช้ให้เหมาะกับกลยุทธ์ นั่นคือช่วงวัยและยุคสมัย หรือที่เราเรียกสั้นๆว่า Gen (Generation) ถ้าเทียบ Gen X หรือช่วงอายุที่เราเรียกว่าคนยุค90s ที่เมื่อก่อนจะซื้ออะไรต้องได้เห็นได้สัมผัสจึงจะตัดสินใจซื้อ มีการเปรียบเทียบและใช้เวลาในการตัดสินใจ จึงมีความอดทนในการรอมากกว่า คน Gen Y และ Gen Z ที่เติบโตมาในยุคดิจิทัล ล้อมไปด้วยมือถือ แท็บเล็ต ทำให้ประสบการณ์คนเหล่านี้มีความอดทนน้อยกว่า ไม่ว่าอะไรก็ต้องเร็ว อยากรู้อยากทำอะไรต้องได้เดี๋ยวนั้น ส่งผลให้ Influencer ผู้นำทางความคิดเข้ามามีบทบาทการตลาดทางออนไลน์สูงขึ้นในทุกแพลตฟอร์ม 

 

เมื่อมีการตรวจสอบสถิติการเล่นโซเชียลในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา พบว่ามีการค้นหาคำ review เพิ่มขึ้นถึง 2.5 เท่า เนื่องจากคนชอบดูการรีวิวสินค้าและให้ความเชื่อในตัวผู้ทำการรีวิวมากกว่าที่จะเชื่อในแบรนด์ ทำให้เกิดอาชีพใหม่คือ Influencer ซึ่ง 75% ของผู้ที่ใช้สื่อโซเชียลจะตัดสินใจซื้อสินค้าหรือบริการตามอินฟลูเอนเซอร์ ทำให้ Influencer สามารถสร้างผลตอบแทนให้กับแบรนด์ได้มากถึง 65% ด้วยเหตุนี้จึงเกิดเทรนด์การใช้ Influencer Marketing 

2.จาก Place เป็น Everywhere 

เพราะสมัยนี้จะมีแต่เพียงหน้าร้านอย่างเดียวคงไม่พอ จะต้องเข้าถึงและสามารถหาซื้อได้ทุกช่องทาง เช่น social media หรือ ecommerce เมื่อผู้บริโภคสามารถเข้าถึงได้ง่าย โดยไม่จำเป็นต้องออกจากบ้านไปหาซื้อ สร้างความสะดวกสบายให้ลูกค้าได้ทุกช่องทาง ยอดขายก็เพิ่มขึ้นได้เช่นกัน โดยเฉพาะทุกช่องทางที่กลุ่มลูกค้าเป้าหมายหลักสามารถเข้าถึงได้ และหรือสามารถตตอบโจทย์ตามสถานการณ์ในขณะนั้นๆได้ อย่างเช่นในช่วงสถานการณ์โรคระบาด ที่ทำให้ผู้คนเลี่ยงการเดินทาง หรือจำกัดการออกนอกเคหสถาน ช่วยอำนวยความสะดวกให้ผู้ซื้อได้อย่างมาก และถ้าสังเกต สินค้าใดที่สามารถหาซื้อได้ง่ายในทุกแพลตฟอร์ม จะมียอดการสั่งซื้อมากกว่าสินค้าที่ขายแต่เพียงหน้าร้านเท่านั้น ไม่เพียงแค่นั้น แม้แต่สินค้าประเภทอาหารทุกประเภท หากมีการจำหน่ายผ่านทางโซเชียล มีบริการเดลิเวอรี่ ก็สามารถสร้างรายได้ให้กับคนขายแม้ลูกค้าจะไม่ได้มาซื้อเองหรือนั่งทานที่ร้านก็ตาม ซึ่งระบบเดลิเวอรี่ที่เมื่อก่อนจะเห็นเพียงแต่แบรนด์อาหารใหญ่ๆ แต่เดี๋ยวนี้ก็มีการปรับตัวสามารถสั่งอาหารร้านข้าวแกง หรืออาหารตามสั่งทั่วไปผ่านแอพแล้วให้พนักงานส่งบริการถึงบ้าน เป็นการปรับใช้กลยุทธ์ได้ทุกประเภทธุรกิจและทุกขนาดกิจการจริงๆ 

 

3.จาก Price เป็น Exchange 

ด้วยปัจจุบันผู้บริโภคให้ความสำคัญกับความคุ้มค่าของสินค้ามากกว่าเรื่องราคา ทำให้ผู้ผลิตต้องผลิตสินค้าที่ตอบโจทย์และตอบรับความต้องการของผู้บริโภค โดยคุณค่าของสินค้าจะต้องสัมพันธ์กับราคา อย่างในอดีตที่ผู้บริโภคจะให้ความสนใจและมีการเปรียบเทียบราคา ทำให้สินค้าหลายแบรนด์มีการลดราคาให้ต่ำกว่าคู่แข่ง เป็นปัจจัยต่อการลดต้นทุนและคุณภาพสินค้าลง เช่น สินค้าชนิดหนึ่งที่ปกติเรทราคาทั่วไปจะอยู่ที่ประมาณ 300400 บาท แต่ผู้ผลิตตัดราคาให้ต่ำลงจำหน่ายเพียง 100150 บาท แน่นอนว่าต้องมีคนตัดสินใจซื้อเพราะราคาที่ถูกกว่าแบรนด์อื่น แต่เมื่อได้ใช้สินค้าแล้วกลับพบว่าคุณภาพสินค้าไม่มีคุณภาพเท่าที่ควร ผ่านไปไม่กี่วันสินค้าก็มีการหมดอายุหรือมีกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์ นั่นเพราะเจ้าของสินค้ามีการลดเกรดวัตถุดิบเพื่อเป็นการลดต้นทุนที่ต้องมาขายในราคาต่ำ 

 

แต่เมื่อการเลือกซื้อสินค้าอุปโภค-บริโภคเปลี่ยนไปตามกาลเวลาและยุคสมัยที่เทคโนโลยีเข้าได้ทั่วถึง จากราคาที่เป็นปัจจัยหลักในการตัดสินใจซื้อ เปลี่ยนมาเป็นคุณภาพของสินค้า และคุณค่าความพึงพอใจที่ได้รับจากการใช้สินค้าและบริการ ที่ทำให้ผู้บริโภครู้สึกคุ้มค่าในการจ่ายเงิน อย่างการที่เรายอมจ่ายในราคาที่แพงกว่าเพื่อซื้อโทรศัพท์ไอโฟน เพราะต้องการใช้ฟังก์ชั่นที่ให้ความคุ้มค่าในการใช้งานของผู้ซื้อมากกว่า ไม่ใช่ว่ายี่ห้ออื่นจะไม่ดี แต่ผู้ซื้อยอมที่จะจ่ายในสิ่งที่ตอบโจทย์การใช้งานและรู้สึกคุ้มค่ากว่าเท่านั้นเอง 

4.จาก Promotion เป็น Evangelism หรือ Evangelists 

Brand Loyalty ผู้ที่สนับสนุนแบรนด์ หรือผู้ภักดีต่อแบรนด์ แน่นอนว่าช่วงแรกๆเราอาจจะเรียกความสนใจด้วย Promotion การลดราคาและแจกกระหน่ำ แต่ไม่ใช่วิธีที่ยั่งยืนและเจ้าของแบรนด์ก็ไม่สามารถทำได้ตลอด ดังนั้นควรสร้างด้วยคุณค่า-คุณภาพ เอกลักษณ์ของสินค้า และการบริการที่ดี รวมถึงการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้าอย่างสม่ำเสมอ มีกิจกรรมให้ผู้บริโภคได้มีส่วนร่วมกับแบรนด์ การติดตามผล  เช่น การติดต่อพูดคุยผ่านทางโซเชียล อย่าง เฟสบุค ไลน์ หรือหน้าเว็บเพจแบรนด์ และช่องทางอื่นๆ หรือที่ใครหลายๆคนเรียกว่า แอดมิน ที่คอยทักทายและคอยตอบปัญหากับลูกค้าของแบรนด์ การจัด Workshop ให้ความรู้และทำกิจกรรมร่วมกันระหว่างแบรนด์กับผู้บริโภค ซึ่งข้อนี้จะช่วยเปลี่ยนจากลูกค้าขาจรเป็นลูกค้าขาประจำ และยังสามารถเพิ่มเครือข่ายได้จาก Evangelists หรือ Evangelism ทำให้เกิด Word of Mouth (WoM) ที่ลูกค้าช่วยกระจาย บอกปากต่อปาก เป็นการเพิ่มลูกค้าโดยที่แบรนด์ไม่ต้องทำการโฆษณาใดๆ 

 

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นไม่ใช่ว่า 4P จะหมดความสำคัญแล้ว เพราะตราบใดที่ยังมีธุรกิจและการผลิตสินค้า ยิ่งธุรกิจที่เกิดใหม่ ร้านที่เพิ่งเปิดให้บริการ ก็สามารถนำ 4P Marketing มาประยุกต์ใช้กับ 4E Marketing เพื่อสร้างแนวทางให้กับธุรกิจ และให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับแบรนด์ เพียงแค่รู้จักนำหยิบยกข้อดีของแต่ละข้อนำมาปรับใช้ให้ถูกต้องกับรูปแบบของสินค้า-บริการ และ เวลาหรือยุคสมัย 

 

เพราะยุคดิจิทัล “การขาย” จึงไม่ใช่เพียงแค่การขายอีกต่อไป แต่เน้นการสร้างความประทับใจให้กับผู้ซื้อ สร้างคุณค่าให้กับแบรนด์เพื่อให้ผู้บริโภครู้สึกคุ้มค่าที่จะจ่าย เข้าถึงสินค้าได้ง่าย ไม่ยุ่งยากและซับซ้อน เปลี่ยนจากลูกค้าขาจรเป็นลูกค้าขาประจำ เป็น Brand Loyalty ที่ภักดีในแบรนด์ มีการกลับมาซื้อและใช้บริการซ้ำ 4E Marketing Mix จึงเป็นกลยุทธ์การตลาดที่จะช่วยให้แบรนด์และธุรกิจเติบโตได้อย่างยั่งยืน 

“ไข่ไก่” เป็นอาหารที่ทุกคนคุ้นเคย เพราะคนนิยมนำไข่มาเป็นวัตถุดิบสำหรับอาหารคาว-หวาน เพราะไข่มีประโยชน์นานัปการและนำไปทำเมนูใดก็อร่อย อีกทั้งทำง่ายใช้เวลารวดเร็ว หรือแม้แต่จะทานไข่ต้มกับนมสดและผลไม้ ก็สามารถทดแทนการทานข้าวได้หนึ่งมื้อแล้ว จึงทำให้ไข่มักจะอยู่ในทุกเมนูอาหารสำหรับทุกเพศทุกวัยก็ว่าได้ แต่บทความนี้ได้รวบรวมข้อสงสัยหรือคำถามที่มักพบเจอพร้อมกับคำตอบเพื่อคลายข้อสงสัยเหล่านั้น มีอะไรบ้างเราไปดูกัน …. 

ไข่ไก่ควรแช่ตู้เย็นไหม…ไข่แช่ตู้เย็นอยู่ได้กี่วัน    

เมื่อไข่ไก่สดออกมาจากแม่ไก่ใหม่ๆ จะมีเมือกบางๆที่เรียกว่านวลไข่เคลือบอยู่ตรงเปลือกไข่เพื่อป้องกันเชื้อจุลินทรีย์ไม่ให้ปนเปื้อนในไข่ และยังช่วยป้องกัน น้ำ อากาศ รอบนอกที่จะเข้าไปสัมผัสกับภายในไข่ แต่เมื่อปล่อยไว้นานๆนวลไข่จะแห้งลง ทำให้เชื้อจุลินทรีย์ น้ำ อากาศ เข้าไปด้านในไข่จากทางรูพรุนเล็กๆที่เรามองไม่เห็นบนเปลือกไข่และส่งผลให้ไข่เสียได้ การนำไข่แช่ตู้เย็นนั้นเลียนแบบจากการเก็บรับษาของฟาร์ม โดยฟาร์มไข่จะเก็บรักษาไข่ที่อุณหภูมิที่ 18 องศาเซลเซียส จะสามารถเก็บความสดของไข่ไว้ได้นานถึง 30 วัน ถ้าเก็บนานกว่านั้นคุณภาพและสรรพคุณไข่ไก่ก็จะลดลงและเสียได้ในที่สุด นี่จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ไข่แช่ตู้เย็นเก็บได้นานกว่าไข่ไก่ไม่แช่ตู้เย็น

 

ควรล้างไข่ไก่ไหม…วิธีล้างไข่ไก่ควรจะล้างตอนไหนดี?

คุณเคยตอกไข่เพื่อจะทำอาหารแสนอร่อยทานแต่ต้องเจอกับไข่เสียส่งกลิ่นเน่าไหม

เมื่อซื้อไข่มาแล้วอย่าเพิ่งรีบล้างไข่ไก่ วิธีทำความสะอาดไข่ไก่ที่ดีคือล้างเมื่อจะนำไปทำอาหาร เพราะน้ำจะไปชะล้างนวลไข่บนเปลือกออก ทำให้ไข่มีอายุการเก็บที่สั้นลงและมีเชื้อเข้าไปปนเปื้อนได้ง่ายส่งผลให้ไข่เสียได้เร็วขึ้น 

Top View organic eggs on sack cloth, many eggs on wicker basket and yolk glasses bowl, oil and egg whisk placed on the floor, preparing for cooking food or dessert, copy space

เราควรกินไข่วันละกี่ฟอง?

ไข่ไก่ 1 ฟองจะมีคอเลสเตอรอลประมาณ 200 มิลลิกรัม ซึ่งเท่ากับ ของปริมาณคอเลสเตอรอลที่เราสามารถรับประทานได้ คือ 300มิลลิกรัม / วัน ดังนั้นบุคคลทั่วไปที่ต้องการทานไข่ให้ได้โภชนาการที่ดีก็คือทานไข่วันละฟองหรือทานไข่มากกว่านั้น 45 ฟอง ก็ต้องขึ้นอยู่กับสุขภาพของตัวบุคคล แต่ในกลุ่มคนที่ต้องระมัดระวังในเรื่องของคอเลสเตอรอล กลุ่มคนที่มีโรคประจำตัวและจำกัดไขมัน เช่น โรคหัวใจ โรคเบาหวาน และกลุ่มผู้สูงอายุ สามารถทานไข่ได้แบบวันเว้นวัน หรือทาน 34 ฟอง / สัปดาห์ และควรรับประทานไข่สุกเท่านั้น เพราะการกินไข่ดิบที่มีการปนเปื้อนของเชื้อจุลินทรีย์ อาจมีสารบางอย่างในไข่ดิบไปรบกวนการดูดซึมไบโอตินในร่างกายได้

 

ไข่แดงหรือไข่ขาวมีประโยชน์กว่ากัน?

ถ้าเรากินแยกกันระหว่างไข่แดงและไข่ขาว ประโยชน์ของไข่แดงคือมีฟอสฟอรัสสูง ในขณะที่ประโยชน์ของไข่ขาวคือมีโพแทสเซียมและโซเดียมสูง และไข่แดงมีวิตามิน A D E K ที่ละลายได้ในไขมันแต่ไข่ขาวไม่มี หากเราทานแต่ไข่ขาวเราก็จะขาดวิตามิน  A D E แต่ถ้าทานแต่ไข่แดงอย่างเดียว เราก็จะไม่ได้รับโพแทสเซียมและโซเดียม การทานไข่ให้ได้สารอาหารจากไข่อย่างครบถ้วนจึงควรทานไข่ทั้งใบคือทานทั้งไข่แดงและไข่ขาว        

 

ทานไข่สุกหรือไข่ดิบดีกว่ากัน? 

การทานไข่สุกจะได้สารอาหารจากไข่ครบถ้วน แต่ถ้านำไข่ไปทอดกับน้ำมันที่มีไขมันสูงหรือเป็นน้ำมันที่มีไขมันอิ่มตัว ก็อาจได้ไขมันสูงจากน้ำมันไปด้วย ดังนั้นการเลือกกินไข่ต้ม ไข่ปิ้ง เพื่อเลี่ยงน้ำมันและดีต่อสุขภาพมากกว่า สำหรับบางคนอาจชื่นชอบการกินไข่ดิบเพราะรสชาติ บางคนเลือกกินแต่ไข่ดิบเพราะเข้าใจว่าประโยชน์ไข่ดิบช่วยเพิ่มพลัง แต่ที่จริงการกินไข่ไม่สุกจะได้สารอาหารเพียง 50 % ลดลงไปถึงครึ่งหนึ่งเลยทีเดียว เพราะร่างกายไม่สามารถดูดซึมสารอาหารไข่ดิบได้เต็มที่ และยังเสี่ยงต่อการติดเชื้อซาลโมเนลลา (Salmonella) ที่เป็นเชื้อแบคทีเรียที่มักจะมีอยู่ในตัวแม่ไก่ หากเราทานไข่ที่มีเชื้อซาลโมเนลลา จะทำให้เรามีอาการปวดท้อง ท้องเสีย เป็นไข้ หนาวสั่น อาเจียน เวียนศีรษะ ถ้าผู้ที่มีสุขภาพแข็งแรงอาจฟื้นตัวได้ภายใน 23 วัน แต่ถ้ามีอาการนานเกิน 7 วัน ควรไปพบแพทย์  หากผู้ติดเชื้อเป็นเด็ก ผู้สูงอายุ หรือมีภูมิคุ้มกันบกพร่อง มีไข้สูง ถ่ายเป็นเลือด หรือมีภาวะขาดน้ำ ควรรีบพาไปพบแพทย์ เพราะหากติดเชื้อในกระแสเลือดอาจรุนแรงจนถึงขั้นเสียชีวิตได้

ไข่ต้มกินได้วันละกี่ฟอง? 

บางคนก็ต้มไข่กินเพื่อสุขภาพ บางคนกินไข่ต้มทุกเช้าเพื่อลดน้ำหนัก บางคนก็ชอบแบบไข่ต้มยางมะตูม หรือต้มไข่ออนเซ็น เป็นอาหารเร่งด่วนที่ให้คุณค่าอาหารได้อย่างดี เหมาะมากๆกับทานเป็นมื้อเช้าช่วงเวลาเร่งรีบ อย่างต้มไข่ใส่โจ๊กอิ่มอร่อยและได้ประโยชน์ ทานได้ทุกวัย สามารถทานได้วันละ 12 ฟอง แต่บางคนก็อาจทานไข่ต้มวันละ 34 ฟอง ซึ่งก็ทานได้ตามวัยและกิจกรรมที่ทำ เช่นเป็นนักกฬายกน้ำหนัก เป็นนักเพาะกาย ออกกำลังกายเพื่อเล่นกล้าม 

 

ไข่ต้มควรกินตอนไหน?

การทานไข่ต้มสามารถทานได้ทุกช่วงเวลา แต่ดีที่สุดคือควรทานไข่ต้มตอนเช้า เนื่องจากประโยชน์ของไข่ต้มคือมีโปรตีนสูงแต่ให้ไขมันอิ่มตัวต่ำ ทำให้อิ่มนาน ทำให้คุณมีความอยากอาหารมันๆทอดๆน้อยลงในช่วงระหว่างวัน ไข่มีโคลีนสูงถึง 30 % ของปริมาณร่างกายที่ต้องการ ซึ่งเป็นตัวช่วยอย่างดีในเรื่องของความจำ และไข่ยังมีลูทีน ซีแซนทีน ที่ช่วยในเรื่องของการบำรุงสายตา ลดความเสี่ยงโรคสายตา-ความเสื่อมสภาพของดวงตา ดังนั้นการทานไข่ตอนเช้าก่อนไปเรียน หรือก่อนไปทำงานที่ต้องใช้ความจำ ใช้สายตาจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์ตลอดเวลา อีกทั้งยังช่วยเรื่องความอยากอาหารของผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก จึงเป็นการตอบโจทย์ที่ดี 

ต้มไข่กี่นาทีจึงจะได้แบบที่ต้องการ?

การต้มไข่เหมือนจะง่าย แต่ก็ไม่ได้ง่ายนักหากต้องการระดับไข่สุกให้ได้ดั่งใจ เช่น ไข่ลวกกี่นาที ไข่ออนเซ็นต้มกี่นาที ฯลฯ แต่ถ้ารู้เทคนิคก็จะเป็นเรื่องง่ายทันที เพียงแค่จับเวลาในการต้มไข่ เริ่มจากการต้มไข่ลวกใช้เวลา 2 นาที การต้มไข่ยางมะตูมใช้เวลา 4 นาที ไข่เกือบสุกใช้เวลา 6 นาที ไข่สุกนิ่มใช้เวลา 8 นาที ไข่สุกมากเต็มที่ใช้เวลา10 นาที ส่วนวิธีการต้มไข่ออนเซ็นจะต่างออกไปคือ ตั้งน้ำให้เดือดแล้วปิดไฟเตาหรือยกหม้อลงพักไว้ 1 นาที นำไข่ที่แช่เย็นลงไปในหม้อประมาณ 12 นาที แล้วตักไข่ใส่ลงในน้ำเย็นหรือน้ำที่มีน้ำแข็ง 5 นาที เพียงเท่านี้ก็จะได้ไข่ออนเซ็นแบบญี่ปุ่นที่ไม่ใช่ไข่แข็งแบบไข่ต้ม 

 

ไข่ลดไขมัน ลดน้ำหนักได้จริงไหม? 

ผลจากการวิจัยจากศูนย์ Rochester Centre of Obecity in America และมหาวิทยาลัยลุยเซียนาในสหรัฐฯ การกินไข่เป็นอาหารเช้าช่วยจำกัดปริมาณแคลอรี่ตลอดทั้งวัน ได้ประมาณ 400 กิโลแคลอรี่ การกินไข่ช่วยทำให้อิ่มนาน ไม่หิวบ่อย แต่ให้พลังงาน 85 กิโลแคลอรี่ / ฟอง ส่งผลให้การลดน้ำหนักมีประสิทธิภาพ โดยการกินไข่วันละ 2 ฟอง ติดต่อกัน 1 สัปดาห์ จะช่วยลดความอยากอาหาร เมื่อทานได้น้อยลงน้ำหนักก็ลดลง แต่ถ้าผู้ที่เป็นเบาหวานทานไข่วันละ 2 ฟองติดต่อกัน 12 สัปดาห์หรือว่า 3 เดือน เมื่อทำการตรวจน้ำตาลจะพบว่า ระดับน้ำตาลในกระแสเลือดลดลง แต่ไขมันดี (HDL) เพิ่มขึ้น ในขณะที่ไขมันเลวลดลง ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิดสำหรับผู้มีภาวะเบาหวานหรือไขมันในเลือดสูง 

 

ประโยชน์ของการกินไข่มีอะไรบ้าง?

ประโยชน์จากไข่มีมากมายดังต่อไปนี้   

  • ไข่มีโอเมก้า 3 ที่ร่างกายคนเราไม่สามารถสร้างเองได้ การทานไข่จะได้รับโอเมก้า3 ช่วยในการลดไขมันและความดันโลหิต ที่เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อโรคหัวใจและอัมพาต ช่วยบำรุงสมอง ช่วยบำรุงสายตา ช่วยลดอาการอักเสบ เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน โดยเฉพาะคนเป็นภูมิแพ้  
  • ไข่มีโปรตีนและกรดอะมิโน ไข่ 1 ฟองมีโปรตีนสูงถึง 6 กรัม ช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อ ส่วนกรดอะมิโนช่วยให้ร่างกายสามารถนำโปรตีนมาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากใครได้รับบาดคุณสมบัติของไข่จะช่วยให้แผลซ่อมแซมตัวเองได้เร็วขึ้น 
  • ไข่เพิ่มคอเลสเตอรอลดี (HDL) ที่ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจ โรคหลอดเลือดในสมอง และทำให้ร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์มากกว่าผู้ที่ไม่กินไข่ 
  • ไข่มีสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยชะลอความแก่ชรา ลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคอัลไซเมอร์ โรคความจำเสื่อม โรคมะเร็ง 
  • ไข่มีลูทีน ปกติในดวงตาของคนเราจะมีลูทีนที่ช่วยปกป้องเรติน่า การรับประทานอาหารที่ช่วยบำรุงสายตาเช่นไข่จะช่วยเพิ่มลูทีนเพื่อลดความเสี่ยงต่อโรคจอตาเสื่อม โรคทางสายตา และภาวะตาบอด 
  • ไข่มีแคลเซียม ช่วยบำรุงกระดูก ข้อต่อ ฟัน และเล็บ ลดการอักเสบของข้อต่อกระดูก
  • ไข่แดงมีธาตุเหล็ก ประโยชน์ไข่แดงช่วยสร้างเม็ดเลือดแดง ลดภาวะโลหิตจาง บำรุงผิว
  • ไข่มีวิตามินเอที่ช่วยในการมองเห็น ช่วยรักษาโรคไทรอยด์เป็นพิษ และโรคผิวหนังบางชนิด ไข่มีวิตามินดี ที่ช่วยดูดซึมแคลเซียมและวิตามินซีเข้าสู่ร่างกาย เสริมภูมิต้านทานให้กับร่างกายเมื่อเจ็บป่วย ช่วยลดความเสี่ยงการเกิดโรคมะเร็ง และยังช่วยบำรุงสมอง 

แต่ละวัยควรกินไข่กี่ฟอง?

ต้องยอมรับว่าไข่เป็นอาหารที่อยู่ในทุกช่วงวัยจริงๆ ตั้งแต่เด็กๆก็กินข้าวกับไข่ กินข้าวกับไข่ต้มบ้าง กินข้าวกับไข่เจียวบ้าง โดยวัยเด็กจะเริ่มตั้งแต่เด็กอายุประมาณ 78 เดือน สามารถกินไข่ได้ครึ่งฟอง โดยอาจนำไข่บดกับข้าวให้กิน ส่วนเด็กที่อายุ1ขวบขึ้นไปจนถึงวัยทำงานทานไข่ได้ 12 ฟอง แต่สำหรับผู้มีสุขภาพแข็งแรงหรือออกกำลังกายก็อาจทานได้มากกว่านั้นตามกิจกรรมประจำวันแต่อย่ามากเกินไป เพราะไข่ก็มีโปรตีนอยู่แล้ว และถ้าทานร่วมกับเนื้อสัตว์อื่นร่วมอีก อาจทำให้มีปริมาณโปรตีนมากเกินกว่าที่ร่างกายกำหนด โดยโปรตีนนี้เมื่อทำการเผาผลาญจะเกิดเป็นของเสียที่เรียกว่าแอมโมเนีย และเปลี่ยนไปเป็นยูเรียก่อนที่จะถูกขับออกทางปัสสาวะโดยไต เมื่อร่างกายมีของเสียมากเกินไปก็จะทำให้ไตทำงานหนัก ส่วนผู้สูงวัยหากมีสุขภาพปกติก็สามารถทานได้วันละ1ฟองหรือแบบวันเว้นวัน 

เลือกไข่อย่างไรให้สดใหม่เหมือนเพิ่งออกจากฟาร์มไข่ไก่

การเลือกไข่ไก่ที่สดใหม่จะต้องมีหลักการเลือกซื้อไข่ไก่จาก เปลือกไข่สะอาด ไม่มีรอยปริหรือแตกร้าว มีน้ำหนัก ไม่เบาจนเกินไป เปลือกของไข่จะต้องมีสีนวลเหมือนมีแป้งบางๆติดอยู่ จับแล้วรู้สึกสากๆมือ ไข่ไก่ที่สดเมื่อนำไปส่องแสงจะโปร่งแสง และเมื่อเราหมุนไข่ ไข่แดงจะหมุนตามด้วย ไข่สดจะจมน้ำ และไข่ที่มีลักษณะกลมมนจะมีไข่แดงเยอะกว่าไข่ขาว ส่วนไข่รูปร่างเรียวจะมีไข่ขาวมากกว่าไข่แดง

เกรดไข่ไก่ต่างกันอย่างไร

เวลาที่เราไปเลือกซื้อไข่ไก่แน่นอนว่าจะต้องมีหลายขนาดให้เลือก จะมีตั้งแต่ขนาดไข่เบอร์ ไข่เบอร์ 1 ไข่เบอร์ 2 ไข่เบอร์ 3 แน่นอนว่าที่เขาขายตามขนาดแบบนี้ ไข่เบอร์ 0 จะมีขนาดใหญ่สุด และไล่ลำดับลงมา แต่ถ้าพูดเรื่องเกรดไข่ไก่จะเป็น ไข่เกรด AA ซึ่งมีได้หลายขนาดแต่จะเป็นเกรดที่ดีที่สุด มีเปลือกแข็งแรง มีไข่แดงที่กลมและเนื้อของไข่ขาวแน่น  ไข่ไก่เกรดA มีคุณภาพลดหลั่นลงมาและเป็นเกรดที่สามารถหาซื้อได้ทั่วไป ไข่ไก่เกรดB จะมีไข่แดงมากกว่าไข่ขาว แต่อาจมีรอยเปื้อนด่าง หรือตำหนิเล็กน้อย และไข่ไก่เกรดC จะมีไข่ขาวเหลวเป็นน้ำ เป็นไข่เกรดต่ำสุด ซึ่งจะมีราคาถูกสุด 

 

มีข้อไหนที่ตรงกับความสงสัยของใครกันบ้าง และได้คำตอบแล้วหรือยังเอ่ย หวังว่าบทความนี้จะได้ให้ประโยชน์เรื่องของไข่ๆให้ผู้ที่รักการทานไข่ หรือต้องการทานไข่แต่มีข้อจำกัดที่ไม่มั่นใจจะทานไข่ดีหรือไม่ จะทานเท่าไรยังไงดี ก็หวังว่าจะได้คำตอบจากบทความนี้ไม่มากก็น้อย อยากอ่านเรื่องอะไรอีกนั้นก็ลองแสดงความคิดเห็นไว้ได้นะคะ เผื่อจะได้นำไปเขียนในบทความต่อไปมาให้ได้อ่านกันอีก แล้วอย่าลืมเคล็ดดีๆในการเลือกซื้อไข่ไก่ไปซื้อไข่ในครั้งต่อไปนะคะ เพื่อจะได้ทานไข่ไก่ที่มากประโยชน์อย่างอร่อยค่ะ ……