อาการ “ปวดฟัน” เป็นกันได้ทุกเพศทุกวัยและเกิดขึ้นได้หลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเกิดจากโรคปริทันต์ การมีเหงือกอักเสบ หรือโรคฟันผุก็ตาม ไม่ว่าจะปวดด้วยเพราะสาเหตุอะไรและมากน้อยแค่ไหน ปวดฟันกราม ฟันคุด ฟันฉีก หรือฟันซี่ไหนก็ตาม นอกจากจะปวดทรมานแล้วยังรำคาญและหงุดหงิดได้ง่าย ยิ่งถ้าปวดแบบฉับพลันขณะที่ต้องทำงานก็ยิ่งหงุดหงิดทำงานไม่ได้ไปกันใหญ่ ถ้าอย่างนั้นเราลองมาหาวิธีแก้ปวดฟันด้วยสิ่งรอบตัวแบบชั่วคราวกันก่อนดีกว่าว่าจะมีวิธีไหนช่วยได้บ้าง 

1.ทำความสะอาด เป็นวิธีแรกๆที่ต้องตรวจสอบว่าในช่องปากและฟันเรานั้นมีเศษอาหารติดตามซอกหรือร่องฟันอยู่หรือไม่ แล้วทำความสะอาดด้วยการแปรงฟันกับแปรงที่มีขนอ่อนนุ่ม ไม่แข็งหยาบ 

2.ไหมขัดฟัน การปวดฟันบางกรณีก็เกิดจากความสะอาดไม่เพียงพอ เช่น ตามร่องฟันอาจมีเศษอาหารที่ทำความสะอาดออกไม่หมดติดอยู่และสะสม การรักษาความสะอาดนอกเหนือจากการแปรงฟันอาจต้องใช้ไหมขัดฟันช่วยในส่วนที่แปรงสีฟันเข้าซอกซอนไม่ถึง 

3.บ้วนปากด้วยน้ำเกลือ ใช้เกลือที่เราไว้ปรุงอาหารที่มีติดครัวนี่ล่ะค่ะ ผสมกับน้ำอุ่นแล้วอมกลั้วปากให้ทั่ว โดยเฉพาะบริเวณที่ปวด เพราะนอกจากการอักเสบแล้ว อาการปวดฟันก็อาจเกิดได้จากการติดเชื้อ กลั้วทั่วปากแล้วก็บ้วนทิ้ง ทำได้บ่อยๆจนกว่าจะรู้สึกดีขึ้น 

4.เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เช่น บรั่นดี วิสกี้ วอดก้า เพราะในเหล้าที่ยิ่งแรงก็ยิ่งมีแอลกอฮอล์ค่อนข้างสูง มีฤทธิ์ให้รู้สึกชาเมื่อถูกสัมผัส ช่วยบรรเทาอาการปวดฟันจากการติดเชื้อได้ในระดับนึงเลยทีเดียว โดยการเทเหล้าลงบนผ้าฝ้ายหรือสำลีแล้วเช็ดเบาๆบริเวณที่ปวด ทาได้บ่อยครั้งแต่ถ้าเหงือกแดงขึ้นก็หยุด หรือจิบเหล้าเล็กน้อยแล้วกลั้วข้างที่ปวดก่อนบ้วนทิ้ง

5.น้ำมันมะพร้าว หรือน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็นที่สาวๆใช้บำรุงผม-ผิวนี่แหล่ะค่ะ นำน้ำมันมะพร้าวกลั้วปากประมาณ 20-30 วินาทีเป็นประจำ จะช่วยลดแบคทีเรียในช่องปาก ช่วยบรรเทาอาการปวดฟันลงได้ 

 

6.น้ำแข็งประคบ  นำผ้าห่อน้ำแข็งแล้วประคบแนบแก้มข้างที่ปวดไว้สักพัก อย่านำน้ำแข็งประคบกับฟันที่ปวดโดยตรงเพราะจะทำให้เพิ่มความปวดมากขึ้น

 

7.งดรับประทานอาหารร้อนจัดหรือเย็นจัด เช่น น้ำเย็นจัด น้ำแข็ง ไอศกรีม การรับประทานอาหารร้อนๆ หรือดื่มน้ำร้อน ชาร้อน กาแฟร้อน

 

8.งดรับประทานอาหารที่มีความเหนียวแข็งต้องใช้แรงฟันขบ อาหารที่มีความแข็งหรือเหนียว แต่ให้ทานอาหารอ่อนๆที่ไม่ต้องใช้แรงในการเคี้ยวมาก เช่น ข้าวต้ม  โจ๊ก เป็นต้น

 

9.ยาแก้ปวด เป็นวิธีที่ง่ายสุดและเร็วสุดหากว่าใครมียาแก้ปวดอยู่แล้ว เช่น พาราเซตามอล แอสไพริน หรือ ไอบูโพรเฟน ก็สามารถทานยาแก้ปวดได้เลยเพื่อบรรเทาอาการปวดฟันขั้นต้น โดยทานครั้งละ 1-2 เม็ดหรือตามคำแนะนำบนฉลาก ทุก 4-6 ชั่วโมง แต่ไม่ควรทายาติดต่อกันเป็นเวลานาน เพราะอาจจะเป็นการสะสมและส่งผลต่อระบบอื่นภายในได้ 

 

10.ยาบรรเทาอาการปวดเฉพาะที่ เป็นยาที่ใช้เฉพาะที่บนฟันหรือเหงือกที่มีอาการปวด มีตัวยาสำคัญ เบนโซเคน ซึ่งเป็นยาชาที่ใช้ลดความเจ็บปวด เช่น แผลในปาก บรรเทาการปวดฟัน ปวดเหงือก โดยใช้ในปริมาณตามคำแนะนำบนฉลาก แต่ไม่ควรใช้ยานี้กับเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 2 ปี 

 

11.ประคบด้วยน้ำแข็ง เชื่อว่าหลายๆบ้านหรือแม้แต่บางบริษัทมีตู้เย็นที่มีช่องฟรีซสำหรับทำน้ำแข็งได้ แต่ถ้าไม่มี ก็สามารถซื้อตามร้านค้าได้ สามารถใช้น้ำแข็งได้ทุกชนิดไม่ว่าจะก้อนเล็กหรือใหญ่ เพียงใช้ผ้าห่อน้ำแข็งแล้วนำประคบแก้มฝั่งที่ปวดฟันไว้สักพัก อย่านำน้ำแข็งประคบกับฟันที่ปวดโดยตรงเพราะจะทำให้เพิ่มความปวดมากขึ้น

 

12.ประคบร้อน กรณีฟันผุทะลุถึงโพรงประสาทฟันและเป็นหนองปลายรากฟัน มีอาการบวมอย่างเห็นได้ชัด การใช้ความร้อนประคบบริเวณที่บวมจากภายในช่องปากจะช่วยระบายหนองได้ดีขึ้น ทำให้ช่วยบรรเทาความปวดได้

 

13.ใช้ถุงชาประคบ เช่น ชาดำ ชาคาโมมายด์  นำถุงชาที่เราชงดื่มาแล้ว วางบนบริเวณที่มีอาการปวดแล้วขบไว้เบาๆค้างไว้จนกว่าความปวดทุเลาลง

 

14.กานพลู สมุนไพรที่มีฤทธิ์ทำให้เกิดอาการชาและฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ให้นำกานพลูทั้งดอกมาเคี้ยวแล้วอมไว้ตรงบริเวณที่ปวด หรือนำดอกไปตำให้พอแหลกผสมกับเหล้าขาวพอชุ่ม จากนั้นใช้สำลีจุ่มแล้วนำไปอุดหรือวางบนฟันที่ปวด 

 

15.เมล็ดผักชี ต้มเมล็ดผักชีกับน้ำแล้วใช้อมบ้วนปากบ่อยๆ 

 

16.ว่านหางจระเข้ นอกจากจะช่วยในเรื่องการสมานแผลแล้ว ว่านหางจระเข้ยังสามารถฆ่าเชื้อโรคได้ ในเรื่องของการปวดฟันก็เช่นกัน โดยการหั่นว่านหางจรเข้เป็นชิ้นเล็กๆ แล้วเหน็บไว้บริเวณซอกฟันที่ปวด หรือนำสำลีพันปลายไม้จุ่มน้ำวุ้นว่านหางจระเข้มาป้ายบริเวณที่ปวด เพื่อช่วยบรรเทา่อาการปวดชั่วคราว

 

17.น้ำมันกระเทียม ไม่เพียงแต่กระเทียมสดจะมีประโยชน์สารพัด แม้แต่น้ำมันกระเทียมก็ยังเป็นประโยชน์ต่อการช่วยบรรเทาอาการปวดฟันได้ชั่วคราวด้วย เพียงนำสำลีชุบน้ำมันกระเทียมทาบริเวณที่ปวดฟันทิ้งไว้สักพัก อาการปวดก็จะทุเลาลง แต่วิธีนี้จะช่วยได้เพียงชั่วคราวเท่านั้น 

17 ข้อที่กล่าวมานี้ เป็นการรักษาอาการปวดฟันเบื้องต้นและช่วยได้เพียงชั่วคราวเท่านั้น ทางที่ดีเมื่อทำทุกวิธีแล้วยังไม่ดีขึ้น รวมถึงมีอาการไข้ร่วมด้วย ควรไปพบทันตแพทย์เพื่อทำการหาสาเหตุและรักษาได้ถูกต้อง เพราะอาจเป็นไปได้ว่า…

 

  1. ฟันผุหรือวัสดุอุดฟันหลุด ทันตแพทย์จะทำการรักษาโดยอุดฟันให้
  2. รากฟันเสียหาย ฟันเสียหายแต่ยังไม่หลุด เนื้อเยื่ออักเสบ ฟันร้าว หรือฟันติดเชื้อรุนแรง ท้นตแพทย์อาจจำเป็นต้องใช้วิธีครอบฟันเพื่อทำการรักษารากฟัน หรือวิธีอื่นๆที่ถูกต้องได้ทันท่วงที เพื่อให้ยังคงเก็บฟันซี่นั้นได้ต่อไปโดยไม่ต้องทำการถอน
  3. กรณีฟันคุด ทันตแพทย์อาจต้องทำการถอนฟันซี่นั้นออก เพราะฟันคุดไม่ได้มีผลดีในการใช้งานเรื่องเคี้ยวอาหารแต่อย่างใด และจะทำให้เสี่ยงกับอาการปวดรุนแรงหรือติดเชื้อได้ถ้าไม่ถอนฟันคุดที่เป็นสาเหตุออ
  4. เหงือกร่อน เป็นสาเหตุทำให้มีอาการปวด ทันตแพทย์จะแนะนำวิธีรักษาเหงือกให้อย่างถูกวิธี แต่ถ้าเป็นในกรณีที่รุนแรง ทันตแพทย์จะทำการส่งต่อให้กับศัลยแพทย์ช่องปาก เพื่อทำการปลูกถ่ายเนื้อเยื่อจากเพดานปากไปปลูกถ่ายตรงเหงือกที่เสียหาย
  5. ฟันสึก ทันตแพทย์จะแนะนำวิธีการดูแล อาจให้ยาทาลดอาการเสียวฟัน หรือทำการอุดฟัน
  6. เนื้อเยื่อโพรงประสาทฟันหรือปลายรากฟันอักเสบเป็นหนอง ทันตแพทย์จะประเมินว่ารักษาคลองรากฟันหรือทำการถอนฟัน ซึ่งขึ้นอยู่กับสภาพของเนื้อฟันที่เหลืออยู่
  7. ติดเชื้อแบคทีเรียในเนื้อฟันหรือรากฟัน ซึ่งมักจะเกิดจากฟันผุหรือการบาดเจ็บ ทำให้เหงือกมีอาการบวมหรืออาจมีหนองร่วมด้วย ทันตแพทย์จำเป็นต้องใช้ยาปฎิชีวนะรักษาทันที เพื่อไม่ให้เชื้อลุกลามไปยังจุดอื่น โดยยาที่นิยมใช้จะเป็นในกลุ่มยา อะม็อกซีซิลลิน (Amoxicillin) ร็อกซิโทรมัยซิน (Roxithromycin) หรือ อิริโทรมัยซิน (Erythromycin) ซึ่งยากลุ่มเหล่านี้ต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์หรือเภสัชกร
  8. โรคปวดเส้นประสาทใบหน้า หากสาเหตุปวดฟันที่เกิดขึ้นเนื่องมาจากโรคประสาทบนใบหน้า ทันตแพทย์จะให้ยาคาร์บามาซีปีน(Carbamazepine) หรือส่งต่อไปพบแพทย์เฉพาะทาง
  9. อาการปวดร่วมจากโรคอื่นๆ หากเกิดอาการปวดฟันเพราะสาเหตุมาจากอวัยวะหรือโรคอื่นๆ ทันตแพทย์จะส่งตัวไปยังแพทย์สาขาอื่นๆเพื่อทำการรักษาได้อย่างเหมาะสมกับสาเหตุที่แท้จริง 

สำหรับคนที่เคยต้องประสบกับอาการปวดฟันย่อมรู้ดีว่ามันทรมานและน่ารำคาญแค่ไหน แม้ว่าจะดูแลรักษาดีเพียงไร แต่ความเจ็บปวดที่ว่านี้ก็ยังอุตส่าห์มาเยือนในบางช่วงเวลา ทั้งเจ็บทรมานและค่ารักษาแต่ละครั้งก็ไม่ใช่น้อยๆ แต่เราก็ต้องพยายามดูแล ณ เบื้องต้นให้ดีที่สุด ส่วนปลายทางก็ต้องทำตามคำแนะนำทันตแพทย์ค่ะ 

 

สถานการณ์โควิดระบาดหนักรอบ3 แบบนี้ ข่าวที่ได้รับรู้ในแต่ละวัน ยอดผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นทุกวัน ยิ่งตรวจก็ยิ่งเจอ คนที่ติด Covid-19 แต่ไม่มีอาการก็มีมากขึ้น ไม่รู้ว่าตัวเราเองติดเชื้อหรือยัง แต่จะให้ไปที่จุดตรวจโควิดแต่ละที่ก็คนเยอะเหลือเกิน กลัวจะไปตรวจแล้วเสี่ยงติดโควิดกลับมาแทน แต่ถ้าไม่ตรวจก็ไม่รู้ว่าตัวเองติดเชื้อแล้วหรือยัง จะตรวจเองก็ตรวจไม่ได้อีก

ตั้งแต่โควิดระบาดมารอบแรกๆ สิ่งที่เราเรียกร้องกันมาตลอดอีกหนึ่งสิ่ง นอกจากวัคซีนดีๆแล้ว ก็คือ การได้ชุดตรวจหาเชื้อโควิดกันเองที่บ้าน อย่างที่หลายๆประเทศเขาแจกจ่ายประชาชนในประเทศ แม้จะรอกันมาจนครบวาระได้ 1 ปีกว่าๆ จนในที่สุด ทางการไทยก็ปลดล็อคให้เราได้ใช้ชุดตรวจเชื้อCovid-19 ได้แล้ว นั่นคือชุดตรวจ Rapid Antigen Test แล้วเจ้าชุดตรวจที่ว่านี้คืออะไร ต้องใช้แบบไหน จะได้ผลอย่างไร หากผลออกมาว่าติดเชื้อ ต้องทำยังไงต่อไป

 

Rapid Antigen Test คือ ชุดตรวจหาเชื้อโควิดที่ให้ผลตรวจได้อย่างรวดเร็ว โดย Rapid Test จะมีอยู่ 2 แบบ ได้แก่ … 

  1. ตรวจหาเชื้อ (Antigen) โดยเก็บตัวอย่างจากทางจมูกหรือคอ ซึ่งต้องรับเชื้อมาแล้ว 5-14 วัน จึงจะได้ผลแม่นยำ ตอนนี้มียี่ห้อชุดตรวจ  Rapid Antigen Test ที่ขึ้นทะเบียนกับ อย.แล้ว 24 ยี่ห้อ โดยราคาRapid Antigen Test คาดว่าน่าจะประมาณ 300-400 บาท
  2. ตรวจหาภูมิคุ้มกัน (Antibody) โดยการเก็บตัวอย่างจากการเจาะเลือด ซึ่งจะตรวจพบภูมิคุ้มกันต่อเชื้อในวันที่10 เป็นต้นไป จนกระทั่งหายป่วยแล้ว

 

ขณะนี้ชุดตรวจที่กระทรวงสาธารณสุขอนุมัติให้ใช้ตรวจเองตามบ้านได้คือ Rapid Antigen Test ชุดตรวจหา Antigen ส่วนที่เป็นชุดตรวจหา Antibody หรือภูมิคุ้มกัน จะเปิดให้ทดสอบและใช้ได้ตามโรงพยาบาล

ก่อนใช้ชุดตรวจ Rapid Antigen Test ต้องทำอย่างไรบ้าง 

บริการสุขภาพแห่งชาติของสหราชอาณาจักร (NHS) ได้มีคำแนะนำข้อควรรู้ก่อนใช้ตรวจหาเชื้อด้วย Rapid Antigen Test ดังต่อไปนี้ 

 

  • งดอาหารและน้ำก่อนทำการตรวจอย่างน้อย 30 นาที 
  • หากมีเลือดกำเดาไหลไปก่อนนี้ใน 24 ชม. ให้รอก่อน หรืออาจตรวจจากรูจมูกข้างที่ไม่มีเลือดกำเดา 
  • หากมีการเจาะจมูก ให้ทำการตรวจข้างที่ไม่ได้เจาะ แต่ถ้าเจาะทั้ง 2 ข้าง ให้ถอดห่วงจมูกข้างที่ต้องการจะตรวจออกก่อน 
  • ชุดตรวจใช้ได้แค่ครั้งเดียวต่อหนึ่งคน 
  • กรณีที่ทำการตรวจทางคอไม่ได้ เช่น อาจมีการเจาะคอ ให้ตรวจทางจมูกแทน 

ชุดตรวจ Rapid Antigen Test มีอะไรบ้าง 

อ้างอิงจากการแถลงการณ์ของกระทรวงสาธารณสุขเมื่อวันที่ 12 ก.ค. 2564 ได้ระบุไว้ว่า ในชุดตรวจ Rapid Antigen Test จะต้องมีสิ่งต่อไปนี้ 

  • ตลับทดสอบ
  • ก้านสำลีสำหรับ swab
  • หลอดใส่น้ำยาสกัด 
  • ฝาหลอดหยด
  • เอกสารกำกับชุดตรวจ

 

วิธีใช้ Rapid Antigen Test 

  • ทำความสะอาดพื้นผิวที่จะวางชุดตรวจให้สะอาด ควรใช้แอลกอฮอล์ฆ่าเชื้อด้วย 
  • ล้างมือฟอกสบู่ให้สะอาดหรือใช้เจลล้างมือ เพื่อรักษาความสะอาดของมือที่จะหยิบจับอะไร 
  • วิธีเก็บตัวอย่าง ให้ทำตามคำแนะนำที่มากับชุดตรวจอย่างเคร่งครัด โดยแต่ละชุดจะมีรายละเอียดแตกต่างกันไป  เช่น การเก็บตัวอย่างจากการแหย่จมูก แหย่จมูกถึงคอหอย หรือเก็บตัวอย่างจากการเข้าทางปากถึงคอหอย เป็นต้น 
  • เมื่อเสร็จสิ้นการเก็บตัวอย่าง ให้เตรียมอุปกรณ์ต่อไปตามคู่มือการใช้งาน
  • นำก้านสำลีมาหมุนใส่หลอดที่มีสารละลายตรวจหาเชื้อ โดยหมุนวนอย่างน้อย 5 ครั้ง หรือประมาณ15 วินาที แล้วบีบสำลีให้แห้งผ่านหลอด โดยห้ามไม่ให้มือสัมผัสกับก้านสำลีหรือสารที่เก็บเชื้อ
  • นำก้านสำลีทิ้งใส่ซีล และหยดสารละลายลงในแท่นตรวจตามจำนวนหยดที่ชุดตรวจกำหนดไว้แล้วรอผลประมาณ 15-30 นาที 

วิธีอ่านค่าผลตรวจ

หลังจากรอประมาณ 30 นาที ให้อ่านค่าผลตรวจ โดยอักษร C หมายถึง แถบควบคุม และตัวอักษร T หมายถึง ทดสอบ มีวิธีการอ่านผลตรวจดังนี้

 

  • หากมีเพียงขีดเดียวตรงตัวอักษร C หมายถึงผลตรวจเป็นลบ คือไม่ติดเชื้อ
  • หากมี 2 ขีดตรงตัวอักษร C และ T หมายถึงผลตรวจเป็นบวก คือติดเชื้อ
  • หากไม่มีขีดที่ตัว C แต่มีตรงที่แค่ตัว T หรือไม่มีขีดเลย นั่นเป็นผลตรวจที่ใช้ไม่ได้ ต้องทำการตรวจหาเชื้อใหม่อีกครั้ง ซึ่งต้องทำตามคำแนะนำในคู่มืออย่างเคร่งครัด 

 

หากผลตรวจพบว่าติดเชื้อ ควรทำอย่างไร

  • ติดต่อแจ้งหน่วยใกล้บ้านทันที 
  • ให้คนที่อยู่ใกล้ชิดทำการตรวจหาเชื้อ
  • แยกตัวจากผู้อื่นเพื่อทำการกักตัว
  • ไม่ใช้ของส่วนตัวร่วมกัน
  • แยกการใช้ห้องน้ำในกรณีอยู่บ้านร่วมกับคนอื่น 
  • สวมหน้ากากอนามัยอยู่เสมอ ยกเว้นกรณีที่อยู่ลำพัง
  • เลี่ยงการสัมผัสสัตว์เลี้ยง 
  • หากมีอาการหายใจไม่สะดวก หายใจติดขัด ให้รีบทำการติดต่อขอรับการรักษา 
  • กรณีไม่ติดเชื้อแต่เป็นผู้มีความเสี่ยงสูง ควรทดสอบอีกครั้งใน 3-5 วัน และทำการแยกกักตัวจากผู้อื่น และถ้ามีอาการคล้ายจะติดโควิด ให้ทำการทดสอบอีกครั้ง 

วิธีทิ้งชุดตรวจ Rapid Antigen Test 

เมื่อเสร็จสิ้นการใช้ชุดตรวจแล้ว ควรแยกทิ้งจากขยะทั่วไปและติดสัญลักษณ์หรือเขียนกำกับเพื่อให้รู้ว่าเป็ฯขยะอันตราย ขยะติดเชื้อ หรือใส่ถุงขยะสีแดงหรือถุงสำหรับขยะติดเชื้อ เพื่อเพิ่มความระวังให้กับพนักงานเก็บขยะ และป้องกันเชื้อฟุ้งกระจายและแพร่สู่ผู้อื่น 

 

ทีนี้ก็พอได้รู้กันไปแล้วว่า Rapid Antigen Test คืออะไร และต้องใช้อย่างไร จะได้ลดความแออัดและความเสี่ยงในการไปที่จุดตรวจ สำหรับใครที่ได้ใช้ชุดตรวจนี้กันไปบ้างแล้ว ก็หวังว่าให้ผลออกมาเป็นลบกันทุกคนนะคะ แต่ถ้าพลาดติดเชื้อไปแล้ว ขอให้รักษาจิดใจไว้ก่อนพร้อมๆกับการรักษากาย เพราะความเครียดมีผลในการไปกดภูมิในร่างกายได้ อาจทำให้ทรุดได้ง่าย ดูแลทั้งใจและกายตัวเองให้อย่างเต็มที่ที่สุด เราจะต้องผ่านวิกฤตินี้ไปให้ได้ 

 

เหตุไฟไหม้โรงงาน บ.หมิงตี้เคมิคอล จำกัด ที่ผลิตเม็ดโฟม ในซอยกิ่งแก้ว21 อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ ช่วงค่ำวันที่ 5 ก.ค. 2564 ที่ผ่านมานั้น เป็นเหตุให้เกิดความเสียหายอย่างมากต่อชีวิตและทรัพย์สิน ผู้คนในรัศมีใกล้โรงงานต้องหนีตายและอพยพกันวุ่นวาย เนื่องจากเป็นโรงงานสารเคมี ทำให้เกิดสารพิษรั่วไหลจากการเกิดระเบิดและเผาไหม้ เป็นกลุ่มควันใหญ่ลอยล่องขึ้นสู่อากาศ ลอยเป็นกลุ่มใหญ่ปกคลุมกระจายทั่วบริเวณ เจ้าหน้าที่ต้องทำการระดมและแจ้งให้ผู้คนในรอบบริเวณใกล้เคียงอพยพอย่างเร่งด่วน เพราะเกรงจะเกิดเหตุระเบิดรอบสองและอันตรายจากสารสไตรีนโมโนเมอร์ 

หากติดตามข่าวต่อเนื่องจะทราบว่า กว่าเจ้าหน้าที่จะควบคุมเพลิงได้จนเพลิงสงบลงนั้นใช้เวลาค่อนข้างยาวนานเลยทีเดียว เนื่องจากบริเวณที่เกิดไฟไหม้เป็นโรงงานเกี่ยวกับสารเคมีที่ไวไฟและง่ายต่อการระเหย อีกทั้งยังเกิดระเบิดซ้ำจนเป็นเหตุให้ต้องมีการสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินหลายครัวเรือน และสารสไตรีนมอนอเมอร์คืออะไร อันตรายแค่ไหน ทำไมต้องทำการอพยพผู้คนอย่างเร่งด่วน ….

 

สารสไตรีนโมโนเมอร์คืออะไร 

สารสไตรีนโมโนเมอร์ คือ ของเหลวใส แต่มีความข้นเหนียว มีสูตรเคมี C8H8 น้ำหนักโมเลกุล104.16  ไม่ละลายน้ำแต่ละลายในเมทธานอล อีเธอร์ อะซีโตน และเอทธานอล สามารถระเหยกลายเป็นไอได้อย่างรวดเร็วและกระจายเป็นวงกว้าง หากได้รับอุณหภูมิเพิ่มขึ้น ถ้าอุณหภูมิสูงถึง 31องศาเซลเซียสขึ้นไปจะติดไฟและกลายเป็นสารอินทรีย์ระเหยง่าย หากถูกเผาไหม้จะกลายเป็นก๊าซคาร์บอนมอนอกไซต์จำนวนมาก ที่ก่อให้เกิดอันตรายต่อระบบทางเดินหายใจ 

 

สารนี้จะใช้ในงานอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ที่มีพลาสติกหรือยางสังเคราะห์เป็นองค์ประกอบ การทำเรซิน ฉนวนโฟม การทำยาง การทำสารละลาย 

พิษของสารสไตรีนอันตรายอย่างไร 

เนื่องจากสารสไตรีนเป็นสารระเหย หากทำการสูดดมสารนี้เข้าไปจะเกิดการระคายเคืองต่อระบบทางเดินหายใจและลำคอ เกิดอาการปวดศีรษะ คลื่นไส้ อ่อนเพลีย ระคายเคืองและอักเสบต่อผิวหนัง ทำให้ผิวแตกแห้ง การหายใจเข้าไปแม้จะในความเข้มข้นต่ำแต่เป็นระยะเวลานาน จะส่งผลต่ออาการทางสายตา การได้ยินและการตอบสนองจะเสื่อมลง ถ้าได้รับในปริมาณสูงอาจทำให้ชักและเสียชีวิตได้ และองค์การอนามัยโลกจัดว่าสารสไตรีนอาจเป็นสารก่อมะเร็งในมนุษย์

 

สารสไตรีนเข้าสู่ร่างกายโดยการสูดดมไอ การสัมผัสทางผิวหนังและถูกดูดซึม สไตรีนจะถูกขับออกจากร่างกายทางปัสสาวะ แต่ในปริมาณที่ได้รับระยะเวลานานหรือปริมาณเกินขีดค่าจำกัด สามารถก่อให้เกิดพิษเฉียบพลันต่อระบบทางเดินหายใจ ทำให้รู้สึกอิดโรย เบื่ออาหาร ง่วงซึม อ่อนเพลียแบบไม่รู้สาเหตุ ระบบประสาทส่วนกลางเสียสมดุล ผิวหนังมีผื่นแดง คัน อักเสบ ส่วนผลระยะยาวทำให้มีอันตรายต่อระบบเลือด ตับ ไต อาจเป็นมะเร็งปอดและมะเร็งเม็ดเลือดขาวได้

 

การดับเพลิง 

ในการดับเพลิงกรณีเกิดเหตุไฟไหม้บริเวณที่มีสารสไตรีน ควรใช้น้ำยาประเภทคาร์บอนไดออกไซด์หรือเคมีแห้งปกคลุม ห้ามฉีดน้ำเป็นลำไปยังถังที่ถูกเพลิงไหม้โดยตรง แต่ให้ฉีดเป็นละอองฝอยเพื่อควบคุมควันแทน 

ค่าขีดจำกัดการรับสารเคมีในระยะเวลา 1 ชั่วโมง คือ

  • ระดับที่1 ไม่เกิน 20 พีพีเอ็ม หากเกินนี้จะมีผลต่อสุขภาพเล็กน้อย 
  • ระดับที่ 2 ไม่เกิน 130 พีพีเอ็ม หากเกินนี้จะส่งผลสุขภาพอย่างมาก อาจทำให้หมดสติไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ ต้องมีอพยพออกจากบริเวณนั้นทันที
  • ระดับที่ 3 ไม่เกิน 1,100 พีพีเอ็ม หากสูงกว่านี้ จะส่งผลต่อสุขภาพอย่างรุนแรงถึงขั้นอาจทำให้เสียชีวิตได้ 

อุปกรณ์สำหรับป้องกัน

สำหรับผู้ที่อยู่ในบริเวณที่มีสารระเหยสไตรีน หรือเจ้าหน้าที่ควรใช้หน้ากากชนิดป้องกันไอระเหย หน้ากากดูดซับผงถ่าน หรือชุด PPE เพื่อป้องกันไอระเหยของสารในการสูดดม หากไม่มีชุดพีพีอี ก็ควรใส่ชุดที่ปิดร่างกายมิดชิด เพื่อป้องกันการดูดซึมสารสไตรีนจากทางการสัมผัสผิวหนัง

 

สรุป

จะเห็นได้ว่าสารสไตรีนมีพิษต่อร่างกายอย่างรุนแรง อีกทั้งสารนี้ยังสามารถปะปนได้ในน้ำ หากเกิดฝนตกในบริเวณที่มีสารสไตรีนรั่วไหล พยายามอย่าให้โดนน้ำฝนเพราะอาจเกิดพิษและการระคายเคืองได้ โดยเฉพาะอย่าให้เข้าตาเด็ดขาด อย่าเข้าไปในบริเวณดังกล่าว และควรอพยพไปให้มากถึง 10 กิโลเมตรจะดีที่สุดและไม่ควรกลับเข้าไป แม้ต้องการเข้าไปตรวจสอบความเสียของบ้านก็ตาม หากเจ้าหน้าที่ยังไม่อนุญาต เพราะสารพิษอาจยังตกค้างอยู่

เป็นอีกเหตุการณ์ที่ให้บทเรียนและอุทาหรณ์กับคนไทยในหลายด้าน ที่คนไทยต้องจดจำและนำมาตระหนัก หนึ่งในนั้นคือเรื่องการเลือกที่อยู่อาศัย หากเป็นไปได้พยายามอย่าเลือกอยู่ในบริเวณหรือใกล้โรงงานสารเคมี แต่หากมีข้อจำกัดที่ไม่สามารถเลือกได้ ควรระมัดระวังให้เป็นพิเศษ คอยสังเกตดิน-น้ำในบริเวณรอบๆ และอากาศ เพราะสารเคมีหลายชนิดละลายปนเปื้อนในน้ำได้ หรือแม้แต่ระเหยลอยอยู่ในอากาศ อาจมีการสูดดมเข้าไปเป็นอันตรายต่อชีวิตหรือส่งผลต่อสุขภาพในระยะยาวอย่างเช่น สารสไตรีนโมโนเมอร์ 

ตั้งแต่ฝุ่น PM2.5 จนมาถึงโควิด-19 ต้องยอมรับว่าหลายๆคนเริ่มหันมาดูแลสุขภาพกันมากขึ้น เพื่อรับมือกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นและป้องกันตัวเองเท่าที่จะทำได้มากที่สุด โดยการดูแลสุขภาพนั้นมีทั้งเรื่องอาหารการกิน การออกกำลังกาย และในเรื่องของอาหารเสริม ซึ่งคนให้ความสนใจกันมากที่สุดจะเป็น “วิตามินซี” 

 

วิตามินซีคือวิตามินที่ละลายน้ำได้และร่างกายไม่สามารถสร้างเองได้ จะต้องรับประทานเข้าไป โดยพบมากในผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว เช่น อะเซโรล่า ส้ม ฝรั่ง มะนาว สัปปะรด ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ มะเขือเทศ ผักใบเขียว พริก พริกหวาน มันฝรั่ง มันเทศ ถั่วฝักเขียว ดอกกะหล่ำ บลอกโคลี่ ผักปวยเล้ง เป็นต้น

 

บางคนเข้าใจว่าวิตามินซีแก้หวัด ซึ่งไม่ใช่!! เพราะวิตซีไม่ใช่ยา แต่เพียงช่วยลดอาการรุนแรงและระยะเวลาการเป็นหวัดให้หายเร็วขึ้น เพราะผู้ที่ทานวิตามินซีอยู่เสมอจะช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน และช่วยระบบการทำงานของเม็ดเลือดขาวให้ทำงานได้มีประสิทธิภาพดีขึ้น แต่สำหรับผู้ที่ออกกำลังกายและทานวิตามินซีควบคู่เป็นประจำจะยิ่งช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นหวัดได้มากกว่าคนที่ทานวิตามินซีอย่างเดียว 

 

วิตามินซีช่วยอะไร

 

Vitamin C หรือ Ascorbic Acid คือ กรดแอสคอร์บิก เป็นสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกาย เพราะช่วยต้านอนุมูลอิสระ ป้องกันความเสียหายของเซลล์ ช่วยสร้างและเพิ่มประสิทธิภาพเม็ดเลือดขาวในการกำจัดสิ่งแปลกปลอมในร่างกาย เสริมระบบภูมิคุ้มกัน มีฤทธิ์ต้านการอักเสบ ช่วยบำรุงผิวพรรณ ช่วยซ่อมแซมในส่วนที่สึกหรอ  ช่วยในกระบวนการสร้างคอลลาเจน ซึ่งเป็นโปรตีนชนิดหนึ่งในกระดูก กระดูกอ่อน กล้ามเนื้อ และหลอดเลือด ช่วยสมานแผลให้หายเร็วขึ้น ช่วยให้ร่างกายดูดซึมธาตุเหล็กได้ดี ผู้ที่ขาดวิตามินซีก็ส่งผลให้ขาดธาตุเหล็กไปด้วย อาจมีเลือดออกตามไรฟัน อ่อนเพลีย เป็นหวัดและติดเชื้อได้ง่ายแต่หายช้า เลือดกำเดาไหลบ่อย ปวดตามข้อ มีผื่นแดง 

 

กลไกที่วิตามินซีมีส่วนสำคัญในการเสริมภูมิคุ้มกันอย่างแรกเลยคือ วิตามินซีช่วยสร้างเซลล์เม็ดเลือดขาวลิมโพไซต์และฟาโกไซต์ เพิ่มประสิทธิภาพให้เม็ดเลือดขาวมากขึ้น อย่างที่สองคือวิตามินซีช่วยปกป้องการทำลายเซลล์เม็ดเลือดขาว เพราะเมื่อติดเชื้ออาจเกิดการอักเสบได้เนื่องจากมีการต่อสู้ระหว่างเม็ดเลือดขาวและกับเชื้อโรค ทำให้เกิดอนุมูลอิสระที่ถูกปล่อยออกมาเพื่อทำลายเม็ดเลือดขาว วิตามินซีจะช่วยกำจัดอนุมูลอิสระไม่ให้ไปทำลายเซลล์เม็ดเลือดขาว 

ทานวิตามินซีควรกินตอนไหนดีที่สุด 

 

สำหรับคำถามที่ว่าวิตามินซีควรกินตอนไหน หากต้องการประโยชน์วิตามินซีดีสุดต่อร่างกายคือการรับประทานหลังอาหารเช้า เนื่องจากร่างกายของเราจะมีอนุมูลอิสระเพิ่มขึ้นได้ตลอดเวลา จากกิจกรรมหรือการทำงานระหว่างวัน อีกทั้งมีการดื่มน้ำเรื่อยๆ ทำให้มีการขับวิตามินออกทางปัสสาวะมากกว่าตอนกลางคืนที่ปัสสาวะจะค้างอยู่ในกระเพาะปัสสาวะเป็นเวลานาน เสี่ยงต่อการเกิดโรคนิ่วได้ 

และควรทานวิตามินซีหลังอาหารหรือระหว่างการทานอาหาร เพื่อให้ร่างกายดูดซึมได้ดี และลดการระคายเคืองต่อกระเพาะอาหาร เพราะวิตามินซีมีฤทธิ์เป็นกรดอ่อนๆ จึงไม่แนะนำให้ทานก่อนอาหารหรือตอนท้องว่าง ผู้มีปัญหาเรื่องโรคกระเพาะควรปรึกษาแพทย์ และในการรับประทานวิตามินขนาดสูงก็เช่นกัน 

 

นายแพทย์ ฆนัท ครุฑกูล แพทย์โรงพยาบาลรามาธิบดี เปิดเผยว่า การออกกำลังกายและทานวิตามินซีประจำ เพื่อให้ร่างกายมีความแข็งแรงและสร้างภูมิต้านทานภูมิแพ้ ไข้หวัดและโควิด-19 ยิ่งทำให้หลายคนสนใจและหาซื้อวิตามินซีกันเพิ่มมากขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับยอดซื้อในหลายๆปีที่ผ่านมาก่อนที่ไวรัสโควิดจะระบาด

 

วิตามินซีในท้องตลาดที่หาซื้อได้ทั่วไปจะพบว่ามี วิตามินซีธรรมชาติ(Natural vitamin C) ที่ได้จากผักผลไม้  วิตามินซีสังเคราะห์ (Synthetic vitamin C) ทั้งแบบวิตซีเม็ด วิตามินซีแบบอม วิตามินซีแบบเคี้ยว วิตามินซีน้ำ วิตามินซีผิวใส แบบที่มีไบโอฟลาโวนอยด์ที่ช่วยเพิ่มในการดูดซึม วิตามินซี Ascorbic Acid  วิตามินซี citrus ที่เป็นวิตามินซีจากพืชตระกูลส้ม และวิตามินซี acerola cherry 

 

ทานวิตามินซีวันละเท่าไรดีที่สุด 

 

จากการศึกษาวิจัยจากสถาบันทางการแพทย์ได้พบว่า การที่เราทานวิตามินซี 500 มิลลิกรัม วิตามินซีจะถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้ 70 ไมโครโมล ถ้าหากทานวิตามิน ซี 1000 มิลลิกรัม ร่างกายจะดูดซึมได้ 75 ไมโครโมล และถ้าเราทานขนาด 2000 มิลลิกรัม ร่างกายจะรับวิตามินซีได้ประมาณ 78 ไมโครโมล ซึ่งจะเห็นว่าแทบไม่แตกต่างกันมากนัก ฉะนั้นทานวิตามินซี 500 mg ก็พอเหมาะสม

 

แต่เนื่องจากปัจจุบันมีทั้งฝุ่น มลภาวะ อีกทั้งCOVID-19 ที่กำลังระบาด ร่างกายจึงต้องการเสริมภูมิคุ้มกันที่มากขึ้น การทานวิตามินซีในปริมาณ1000-2000 มิลลิกรัม จะดีกว่าสำหรับในสถานการณ์ ณ ตอนนี้ และถ้าเทียบราคาวิตามินซีระหว่าง 500 mgและวิตามินซี 1000 mg ราคาก็ต่างกันไม่มากนัก โดยอาจแบ่งเป็นการทาน เช้า-เย็น 

วิตามินซีแบบไหนดีที่สุด

 

จะเลือกทานแบบไหนก็ได้ที่สะดวก ไม่ว่าจะเป็นวิตามินแคปซูล วิตามินซีเด็ก         เม็ดฟู่วิตามินซี ฯลฯ วิตามินซีที่ดีที่สุดคือวิตามินที่ผลิตจากวัตถุดิบมีคุณภาพ ร่างกายก็ได้ประโยชน์เช่นกัน แต่ข้อดีข้อเสียของวิตามินแต่ละชนิดก็แตกต่างกันไป

 

  1. วิตามินซีอัดเม็ด ส่วนใหญ่จะมีขนาดค่อนข้างใหญ่จึงอาจมีปัญหาในการกลืนบ้างสำหรับบางคน เมื่อทานแล้วต้องดื่มน้ำตามมากๆ เพราะวิตซีชนิดนี้ต้องใช้น้ำช่วยในการแตกตัวมากกว่าชนิดอื่น 

 

  1. วิตามินซีเม็ดอม เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาเรื่องกลืนเม็ดยายากหรือไม่ชอบการกลืนแบบเม็ด วิตามินซีอมเล่นจะช่วยให้ทานง่ายขึ้น จะมีวิตามินซีปริมาณตั้งแต่ 25-500 มิลลิกรัม แต่การอมวิตามินซีบ่อยๆ ฤทธิ์กรดจากวิตามินซีจะกัดกร่อนสารเคลือบฟันให้บางลงได้ จึงควรทานแต่พอดี 

 

  1. วิตามินซีแคปซูล มีทั้งแบบแคปซูลแข็งและแคปซูลนิ่ม มีปริมาณวิตามินซี 500 มิลลิกรัม ทานและกลืนง่าย แต่มีราคาสูงกว่าแบบเม็ด

 

  1. วิตามินซีแบบเคี้ยวหรือเยลลี่วิตามิน ส่วนใหญ่จะมีปริมาณวิตามินซีประมาณ 30 มิลลิกรัม มีการแต่งสีและรสชาติค่อนข้างเยอะโดยเฉพาะน้ำตาล เพื่อให้ทานง่ายและมีรสที่ชวนทาน เหมาะเป็นวิตามินซีสำหรับเด็ก หรือผู้ที่ทานแบบเม็ดใหญ่ลำบาก แต่ควรเลือกซื้อแบบที่ไม่เติมสารกันบูดและมีปริมาณวิตามินซีที่เพียงพอต่อร่างกายในแต่ละวัน

 

  1. วิตามินซีเม็ดฟู่ เป็นวิตามินซีเม็ดขนาดใหญ่ โดยวิธีการทานคือนำเม็ดฟู่ไปละลายน้ำจนหมดฟองแล้วจึงดื่ม เพราะฟองอาจทำให้เกิดการแน่นท้องได้ มักจะมีปริมาณ 500-1000 มิลลิกรัม เหมาะกับผู้ที่กลืนยาเม็ดยาก ผู้ที่มีปัญหาการดูดซึมยาก เช่น ผู้สูงอายุ 

 

  1. วิตามินซีแบบฉีด จะมีปริมาณวิตามินซี 500 มิลลิกรัม แต่ฉีดวิตามินซีแบบนี้จะต้องทำการปรึกษาแพทย์ก่อน โดยวิตามินซีแบบสารละลายจะออกฤทธิ์เร็ว ร่างกายสามารถนำไปใช้ซ่อมแซมร่างกายได้เลย ไม่ต้องผ่านกระบวนการย่อยจากกระเพาะก่อน จึงมักถูกนำไปใช้กับผู้ป่วย หรือผู้ที่ไม่สามารถทานยาเองได้ 

 

  1. วิตามินซีแบบชง สามารถนำไปละลายน้ำได้ทำให้ทานง่าย เหมาะกับคนที่ทานยายากหรือไม่ชอบกลืนแบบเม็ด แต่ควรเลือกซื้อวิตามินซีแบบผงที่ปราศจากน้ำตาล เพราะบางยี่ห้อก็ใส่น้ำตาลในปริมาณมาก 

 

วิตามินซีกลุ่ม Ascorbic Acid 100% อาจระคายเคืองต่อกระเพาะ โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคกระเพาะอาหารได้ และร่างกายอาจดูดซึมได้ไม่เต็มที่ ดังนั้นควรเลือกกลุ่มที่เป็น Ascorbic Acid ร่วมกับ Citrus Bioflavonoids  กลุ่ม Ascorbic Acid ร่วมกับ Bioflavonoids หรือ กลุ่ม Acerola cherry เพราะไบโอฟลาโวนอยด์จะช่วยเพิ่มการดูดซึมวิตามินซีให้ออกฤทธิ์ได้ดีและอยู่ในร่างกายได้นานขึ้น อีกทั้งยังช่วยเพิ่มการดูดซึมของวิตามินซีได้ถึง 35% ช่วยเสริมการทำงานของวิตามินซี รวมไปถึงสามารถอยู่ในร่างกายได้นานขึ้นด้วย 

 

เคยสงสัยไหมว่า Acerola cherry คืออะไร อะเซโรล่า เชอร์รี่ เป็นผลไม้เมืองร้อนที่มีวิตามินซีสูงมากกว่าผลไม้สูงกว่าที่พบในส้มถึง 30-80 เท่า และมากกว่าผักผลไม้อีกหลายชนิด มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง ช่วยยับยั้งสารไนโตรซามีนจากการรับประทานอาหารปิ้งย่างที่ไหม้เกรียม ช่วยดูดซึมซิลิเนียมในลำไส้ ช่วยยับยั้งสารฮีสตามีนที่ก่อให้เกิดโรคภูมิแพ้ และช่วยลดความเสี่ยงการเกิดเชื้อราบนผิวหนัง

โทษของวิตามินซี 

 

สามารถทานวิตามินซีได้อย่างต่อเนื่อง เพราะวิตามินซีเป็นวิตามินละลายในน้ำ ร่างกายจะขับออกทางปัสสาวะตลอด ทำให้ไม่มีการสะสมในร่างกาย แต่ต้องระมัดระวังสำหรับผู้ที่มีภาวะโรคไต เพราะวิตามินซีก่อนจะถูกขับออกจะเปลี่ยนเป็นกรดออกซาลิก เมื่อรวมกับแคลเซียมจะเกิดผลึกแคลเซียมออกซาเลต ทำให้เกิดก้อนนิ่วหรือการอุดตันในระบบทางเดินปัสสาวะ ซึ่งผู้ที่เป็นโรคไตหากรับประทานวิตามินซีอาจเสี่ยงต่อการเกิดนิ่วในกระเพาะปัสสาวะได้มากกว่าผู้ป่วยด้วยกันที่ไม่ทานวิตามินซี แต่การจะเกิดก้อนนิ่วก็เป็นไปได้ด้วยหลายสาเหตุ ไม่ใช่เพียงเพราะการทานวิตซีส้มเท่านั้น ดังนั้นควรปรึกษาแพทย์ดีที่สุด 

 

การเลือกซื้อวิตามินซี

 

  • มีเลขจดแจ้งทะเบียนของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา(อย.) 
  • แจ้งวันเดือนปีที่ผลิตและหมดอายุ 
  • บริษัทที่ผลิตหรือนำเข้ามาจำหน่ายจะต้องระบุสถานที่ มีเบอร์โทรติดต่อได้
  • ฉลากบนบรรจุภัณฑ์ต้องมีข้อมูลรายละเอียดของวิตามินซีใน 1 เม็ดประกอบด้วยอะไรบ้างอย่างชัดเจน 
  • ต้องอยู่ในบรรจุภัณฑ์ทึบแสง เพราะแสงแดดและความร้อนมีผลให้วิตามินเสื่อมคุณภาพเร็ว 

 

วิตามินซียี่ห้อไหนดี / วิตามินซี 1000 mg ยี่ห้อไหนดี

 

เราไม่ได้สรุปว่าวิตามินซียี่ห้อไหนดีกว่า ยี่ห้อไหนดีที่สุด แต่จะนำยี่ห้อวิตามินซีที่หาซื้อได้ในประเทศไทย มีเลยจด อย. ถูกต้อง เป็นยี่ห้อที่ได้รับความนิยม และมียอดซื้อยอดขายกันมากติดอันดับที่ถูกพูดถึง เพื่อเป็นข้อมูลคร่าวๆสำหรับใครที่ต้องการจะเลือกซื้อวิตามินซีไว้ทานแต่ยังไม่รู้จะซื้อยี่ห้อไหนดี หรือต้องการเปลี่ยนยี่ห้อวิตามินซี

 

  1. แนทซี (NAT C) ผลิตโดยบริษัท MEGA We care ที่เป็นโรงงานผลิตยาแห่งแรกและแห่งเดียวในไทยที่ผ่านการรับมาตรฐานการผลิตระดับสากล (GMP) ถึง 2 สถาบันจากออสเตรเลียและเยอรมัน กระปุกพลาสติกทึบแสง ฝาแบบเกลียวหมุนปิดได้แน่นสนิทดี nat c ราคา 230 บาท กระปุก 30 เม็ด 

 

  1. วิตามินซีvistra เป็น Acerola Cherry 1000 mg มีความเป็นธรรมชาติมากที่สุดและยังที่ช่วยดูดซึมได้ดี วิตามินซีวิสตร้าเป็นอีกแบรนด์ที่รู้จักและคุ้นเคยกันดี อยู่ในรูปแบบอาหารเสริมไม่ใช่ยาวิตามินซี ราคาไม่แพง ใน Acerola Cherry 1000 mg. มี Vitamin C ไม่เกิน 60 mg. และ Grape Seed 40 mg จึงช่วยในเรื่องผิวพรรณได้ดี ขวดแก้วสีชาไม่ทึบแสง ฝาเกลียวหมุนปิดแน่นสนิท vistraราคาประมาณ 260 บาท กระปุกละ 45 เม็ด แต่บางร้านอาจหาซื้อได้ถูกกว่า ก็ต้องแล้วแต่ละร้าน ขวดหนึ่งก็ทานได้เดือนนิดๆ 

 

  1. วิตามินซี blackmore วิตามินซีสัญชาติออสเตรเลีย มี 31เม็ดในขวดแก้วสีชาไม่ทึบแสง มองเห็นเม็ดวิตามินได้ เม็ดใหญ่พอประมาณ แต่อาจกลืนยากสำหรับคนมีปัญหาการกลืนเม็ดยา ฝาขวดเปิดปิดแบบสุญญากาศ เป็นยี่ห้อแรกๆที่เข้ามาเปิดตลาดอาหารเสริมจำหน่ายในไทย เป็นวิตามินซีมาตรฐานสากล ที่ได้รับความไว้วางใจกันมานาน ราคาประมาณ 300 บาท

 

  1. วิตามินซีDHC วิตามินซีเชื้อชาติญี่ปุ่นปริมาณ 500 mg ที่มาในรูปของซองซิปทึบแสง แบ่งทานเช้า-เย็น จะได้วิตามินซี 1000 mg  วิตามินซีdhc ใน1ซอง มี 60 เม็ด ทานได้ 30วัน ราคาประมาณ 195-200 บาท 

 

  1. วิตามินซีเกาหลี Eundan Vitamin C 1000 mg หรือ วิตามินซีอึนดัน วิตามินสัญชาติเกาหลีที่การันตีว่าสกัดจากธรรมชาติ 100% เป็นวิตามินซียอดฮิตในเรื่องการบำรุงผิวกระจ่างใส นุ่มเด้ง ลดรอยสิว และยังช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกายด้วย 1ซอง มี 60 เม็ด ราคาประมาณ 350 บาท ทานวันละ 1- 2 เม็ด พร้อมอาหาร เช้า-เย็น 

 

  1. วิตามินซีองค์การเภสัช วิตามินซีแบรนด์ไทยขององค์การเภสัชฯ เป็นวิตามินซีขนาด 500 mg โดยฉลากข้างขวดแจ้งวิตามินซี 500 มิลลิกรัม ไม่มีแจ้งส่วนประกอบอื่น และข้อบ่งใช้คือ สำหรับรักษาอาหารขาดวิตามินซี แม้จะดูไม่มีรายละเอียด แต่เพราะเป็นผลิตภัณฑ์ขององค์การเภสัชฯ จึงทำให้ยังดูเป็นที่น่าเชื่อถือได้ ที่สำคัญคือ ราคาสบายกระเป๋า ถูกบรรจุในขวดสีชาที่มองเห็นเม็ดวิตซีข้างในได้ ขนาดเม็ดจะเล็กกว่าบางยี่ห้อ ด้วยขนาดปริมาณวิตามินซีเพียง 500 mg เท่านั้น ทานง่าย โดยวิธีการทานคือ วันละ 2 เม็ด  แบ่งทาน เช้า-เย็น ครั้งละ 1 เม็ด แต่ข้อเสียคือ หาซื้อยากสักหน่อย หากซื้อที่องค์การเภสัชฯเลย หรือร้านขายยาราคาส่งแถวอนุสาวรีย์ฯ ข้างรพ.รามาฯ จะมีร้านยาราคาย่อมเยา จะได้ราคาไม่ถึงร้อยบาท แต่ถ้าร้านอื่นๆ หรือซื้อตามออนไลน์ เดี๋ยวนี้ราคาจะอยู่ประมาณ ร้อยกว่าบาทแล้ว โดย 1 ขวด บรรจุ 100 เม็ด 

 

นอกจากนี้ยังมีผลิตภัณฑ์วิตามินซีที่เป็นรูปแบบน้ำ เปิดปุ๊บดื่มปั๊บ ง่ายและสะดวกสำหรับคนยุคปัจจุบัน ที่ผลิตออกมาจำหน่ายแข่งขันกันมากมาย เช่น วิตอะเดย์ วิตามินวอเตอร์  วิตซี ฯลฯ และรูปแบบชงครั้งเดียวต่อดื่มอีกหลายยี่ห้อ การดูแลเอาใจใส่ตัวเองนั่นดี ยิ่งสถานการณ์ ณ ตอนนี้ ที่รายล้อมไปด้วยฝุ่นควัน มลพิษที่เพิ่มขึ้น และ covid-19 โรคภูมิแพ้ที่มีอัตราผู้ป่วยเพิ่มขึ้น ยิ่งต้องใส่ใจสุขภาพตัวเองมากขึ้น แต่ต้องศึกษาและเลือกให้ดี เพราะของแท้มากคุณภาพมีให้เลือกซื้อ แต่ของปลอมของเลียนแบบก็มีปะปนมากเช่นกัน 

 

สำหรับผู้มีสุขภาพแข็งแรงไม่มีโรคประจำตัวสามารถหาซื้อทานได้โดยอาจไม่มีผลกระทบใดๆ แต่สำหรับผู้มีโรคประจำตัวควรศึกษาและปรึกษาแพทย์ก่อนเสมอ และอย่ารีบหลงเชื่อที่ว่า วิตามินช่วยไม่ให้เป็นโควิด19 ได้ เพราะขนาดผู้ที่มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง รวมไปถึงนักกีฬาก็ยังติดเชื้อได้ตามที่เราได้ยินข่าวแล้ว แต่วิตามินซีช่วยให้เม็ดเลือดขาวทำงานในการต่อสู้โรคได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เป็นผู้ช่วยในการเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน ไม่ใช่ยาป้องกันหรือรักษาโรคได้ขนาดนั้น และจากที่แพทย์ออกมาแนะนำแล้วว่า ควรทานพร้อมกับการออกกำลังกายสม่ำเสมอ เพื่อช่วยให้ร่างกายมีภูมิที่ดี ท้ายนี้ก็ขอให้ทุกคนมีสุขภาพแข็งแรง เพราะ “การไม่มีโรคคือลาภอันประเสริฐ”

เคยเจอปัญหาที่ไม่รู้จะซื้อกาแฟสดคั่วแบบไหนดี  จะเลือกซื้อเมล็ดกาแฟยังไง  เมล็ดกาแฟยี่ห้อไหนดีที่สุด ซื้อกาแฟคั่วบดมาแล้วจะถูกใจเราหรือเปล่า  บทความนี้อาจช่วยคุณได้…

เข้าใจถึงสายพันธุ์ของกาแฟกันก่อน

กาแฟที่ถูกค้นพบในโลกนี้มีอยู่หลากหลายสายพันธุ์แต่หลักๆจะมี 4 สายพันธุ์ คือ เอ็กเซลซ่า ,ลิเบอริก้า ,โรบัสต้า และ อราบิก้า  แต่ที่ได้รับการยอมรับจากคอกาแฟทั่วโลกและนิยมปลูกนั้นจะเป็นโรบัสต้าและอราบิก้า 

1.อราบิก้า(Arabica) เป็นสายพันธุ์ที่นิยมปลูกมากที่สุดของโลก เมล็ดยาวรี เส้นผ่ากลางคด รสหวานละมุน คาเฟอีนต่ำ มีความเป็นกรดสูง ตัวบอดี้ต่ำ เมล็ดกาแฟอราบิก้าจะให้กลิ่นหอมละมุน รสชาตินุ่มและกลมกล่อม ได้รับความนิยมในร้านกาแฟสดทั่วโลก ชอบอากาศเย็นราวๆ15-25องศาฯ ต้องปลูกในที่สูง1,000เมตรขึ้นไปจากระดับน้ำทะเล นิยมปลูกทางภาคเหนือในไทย เช่น เชียงใหม่ เชียงราย ลำปาง เป็นต้น ส่วนใหญ่จะนิยมปลูกสายพันธุ์ คาร์ติมอร์ ซึ่งราคาเมล็ดกาแฟก็จะแตกต่างกันไป

2.โรบัสต้า(Robusta) มีรสชาติที่ขมเข้มแบบสายฮาร์ดคอร์ กลิ่นหอมฉุน เมล็ดกลมอวบอ้วน หลังนูนหลังเต่า เส้นผ่ากลางตรง กลิ่นไม่หอม รสขมฝาด คาเฟอีนสูง มีความเป็นกรดต่ำ ตัวบอดี้สูง จึงทำให้นิยมนำไปผลิตเป็นกาแฟสำเร็จรูป หรือ Instant coffee และ นำไปใช้เป็นกาแฟเบลนด์ (Blend Coffee) คือนำไปผสมกาแฟอื่นๆนั่นเอง ชอบอากาศร้อนชื้น ปลูกได้ในพื้นที่ระดับความสูงตั้งแต่ 500-600เมตร เหนือระดับน้ำทะเล มีลูกดก ไม่ค่อยมีโรคหรือแมลงรบกวน นิยมปลูกกันมากในทวีปเอเชียและอัฟริกา ส่วนในไทยก็จะเป็นทางภาคใต้ เช่น นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี ชุมพร 

3.เอ็กเซลซ่า(Excelsa) มีความเข้มข้นใกล้เคียงกับโรบัสต้าแต่เมื่อเมล็ดสุกจะให้รสชาติใกล้เคียงกับอราบิก้าแต่ไม่ได้รับความนิยม ยกเว้นชาวอัฟริกันที่รักในรสชาติของเอ็กเซลซ่ามาก สายพันธุ์นี้ปลูกง่าย และยังทนแล้งทนโรคได้ดี 

4.ลิเบอริก้า(Liberica) มีรสชาติที่ใกล้เคียงอราบิก้าแต่ให้ความเปรี้ยวอมหวานเบอร์รี่มากกว่า ชอบอากาศร้อนชื้นและทนโรคได้ดีกว่า นิยมนำไปเป็นกาแฟเบลนด์กับสายพันธุ์อื่นๆ 

กรดกาแฟกับบอดี้กาแฟคืออะไร

กรด(Acidity)ในกาแฟก็เหมือนกับกรดในผลไม้ที่มีความเปรี้ยวธรรมชาติ ส่วนบอดี้ (Body) คือ รสสัมผัสเวลาดื่ม เหมือนที่เวลาเราดื่มนมก็จะรู้สึกถึงรสสัมผัสมากกว่าน้ำเปล่า

กาแฟจัดว่าเป็นผลไม้ตระกูลเบอร์รี่(Berry)ที่มีรสเปรี้ยว เมล็ดกาแฟที่ยังไม่คั่วเรียกว่า กาแฟดิบ หรือ กาแฟเขียว (green bean)  ซึ่งยังนำมาชงไม่ได้ ต้องนำไปแปรรูปด้วยการผ่านความร้อนด้วยกระบวนการคั่ว

 

“เมล็ดกาแฟสดคั่ว” หรือ “กาแฟคั่ว” คือ กาแฟที่ผ่านการผลิตแล้วนำไปคั่วตามสูตรของแต่ละยี่ห้อ 

 

ระดับการคั่วกาแฟแตกต่างอย่างไรและมีผลกับรสชาติหรือไม่?ชนิดการคั่วหรือระดับการคั่วของกาแฟมีผลต่อรสชาติกาแฟเป็นอย่างมาก รวมไปถึงสีและกลิ่นของกาแฟ ดังนั้นกระบวนการคั่วกาแฟทุกขั้นตอนจึงต้องอาศัยความชำนาญและประสบการณ์เป็นอย่างมาก 

ระดับการคั่วกาแฟ (Roast Level) 

 

-เมล็ดกาแฟคั่วอ่อน (Light Roast) และ คั่วอ่อนมาก (Cinnamon Roast) การคั่วระดับนี้คุณสมบัติดั้งเดิมกาแฟยังมีอยู่มาก มีรสชาติที่เปรี้ยวฝาดผลไม้ หอมกลิ่นสมุนไพรหรือดอกไม้ เหมาะกับการทำกาแฟแบบ Filter โดยเฉพาะการดริป (drip) หรือกาแฟเมนูร้อน 

 

-เมล็ดกาแฟคั่วกลาง(Medium Roast  ,City Roast ) เมื่อคั่วนานขึ้น เมล็ดกาแฟจะเกิดการ caramelize มีกลิ่นคล้ายถั่ว คาราเมล หรือ ช็อกโกแลต รสชาติจะเปรี้ยวน้อยลง มีรสขมปนหวานและเปรี้ยวนิดหน่อย เหมาะทำกาแฟเมนูร้อนและเย็น โดยเฉพาะเมนู อเมริกาโน่ หรือ กาแฟดำ 

 

-เมล็ดกาแฟคั่วเข้ม (Medium Dark Roast) การคั่วระดับนี้จะได้เม็ดสีน้ำตาลเข้ม รสชาติขมปนหวานเล็กน้อย เหมาะกับการทำกาแฟเย็นที่ต้องการรสเข้มข้น ซึ่งได้ทั้งเมนู อเมริกาโน่ และ เมนูเย็นที่ผสมนมหรืออื่นๆ

 

-เมล็ดกาแฟคั่วเข้มมาก (Dark Roast) สีที่ได้จะเข้มมากจนถึงดำ ได้กลิ่นและรสชาติการคั่วชัดเจน รสขมเข้มแทบไม่เหลือความเปรี้ยว การคั่วระดับนี้จะนิยมใช้ชงกับเครื่องชงเอสเพรสโซ่(Espresso Machine) ทำให้มีรสชาติที่หอมเข้มข้น ทำได้ทั้งเมนูร้อน-เย็น และเมนูที่ผสมกับนมหรืออื่นๆ โดยเฉพาะเมนูเอสเพรสโซ่เย็นจะเหมาะมากๆ

 

ต่อให้เป็นเมล็ดกาแฟดิบชนิดเดียวกันแต่เมล็ดกาแฟคั่วอ่อนจะมีรสเปรี้ยวมากกว่าเมล็ดกาแฟคั่วเข้ม และให้ประโยชน์ต่อร่างกายมากกว่า เพราะกรดที่มีประโยชน์ยังไม่ทันถูกทำลายด้วยความร้อนขณะที่คั่ว

 

การบด (Grinding) เป็นอีกขั้นตอนที่สำคัญสำหรับการชงกาแฟสด เพราะเป็นตัวแปรที่กำหนดทิศทางรสและกลิ่นของกาแฟอีกตัวนึงก็ว่าได้ การบดมีหลายระดับเช่นเดียวกับการคั่วดังนี้…. 

 

กาแฟบดหยาบ (Coarse Grind) ยังมีความหยาบคล้ายดินปลูกต้นไม้ เหมาะกับเมล็ดกาแฟคั่วอ่อนและปานกลาง เพราะจะทำให้ได้รสชาติที่อ่อนและไม่หนักเกินไป มักใช้ในการชงแบบ French Press และยังนิยมชงแบบสกัดเย็น (Cold Brew)

 

กาแฟบดปานกลาง (Medium Grind) มีขนาดเล็กคล้ายเม็ดทราย เหมาะกับเมล็ดกาแฟคั่วอ่อนไปจนถึงคั่วกลาง มักจะใช้กับการชงแบบดริป

 

กาแฟบดละเอียด (Medium Fine Grind) มีความเล็กละเอียดแบบเกลือ เหมาะกับการคั่วเข้ม ทำให้ได้รสชาติเข้มข้น มักใช้กับการชงแบบ Moka Pot

 

กาแฟบดละเอียดมาก (Fine Grind) มีความละเอียดกว่าน้ำตาลเล็กน้อย เหมาะกับเมล็ดกาแฟคั่วเข้มหรือเมล็ดกาแฟคั่วเข้มมาก นิยมใช้ชงกับเครื่อง Espresso Machine มากที่สุด

แต่เดี๋ยวก่อน..ถ้าคุณไม่อยากยุ่งยากในการบดกาแฟเองหรืออาจไม่สะดวกกับการบดกาแฟที่บ้าน กาแฟคั่วบดสำเร็จรูปสามารถช่วยประหยัดเวลาให้คุณได้ แต่จะเลือกอย่างไรในเมื่อไม่มีให้ชิม เราเก็บข้อมูลเมล็ดกาแฟและกาแฟคั่วบดตัวท็อปๆที่คอกาแฟสดมักคุ้นกันดีมาฝากในบทความนี้แล้ว

               

เมล็ดกาแฟเอธิโอเปีย (Ethiopia)  เป็นกาแฟ single origin อันดับต้นๆของโลก จะให้รสชาติและกลิ่นหอมคล้ายผลไม้รสเปรี้ยวแต่เข้มข้น ดื่มแล้วจะกระปรี้กระเปร่าคลายง่วงดีมาก ถ้าใส่น้ำตาลยิ่งได้รสที่กลมกล่อม และถ้าชงแบบ ดริปกลิ่นจะลอยแตะจมูกสุดๆ acidity ที่ได้จะเป็นตระกูลเบอร์รี่ต่างๆ เช่น เชอร์รี่  สตรเบอร์รี่ หรืออาจมี กีวี่ เมล่อน แอบกระซิบนิดนึงว่า ถ้าทำเอสเพลสโซ่ ,ลาเต้ คาปูชิโน่ จะนุ่มมาก 

 

เมล็ดกาแฟเคนยา (Kenya) single originที่เป็นกาแฟรสชาติเปรี้ยวไปทางผลไม้ตระกูลเบอร์รี่เช่นเดียวกับเอธิโอเปีย แต่จะมีความเข้มข้นน้อยกว่า และรสชาติจะออกไปทางไวน์แดงเสียมากกว่า ทำให้ถูกใจคอกาแฟหลายๆคนเลยทีเดียว 

 

เมล็ดกาแฟปานามา (Panama) กาแฟปานามา หรือ ปานามา เกอิชา (Panama Geisha) เป็นอีกหนึ่งในเมล็ดที่แพงที่สุดในโลก ที่จริงแล้วสายพันธ์เกอิชามีปลูกหลายประเทศ ทั้งที่ปานามา เอธิโอเปีย คอสตาริก้า และ กัวเตมาลา รสชาติกาแฟปานามาจะมีความคล้ายผลไม้รวม เปรี้ยวและหอมหวาน มี texture ที่ซับซ้อนแต่คงความนุ่มนวล

 

เมล็ดกาแฟโคลัมเบีย (Columbia) กาแฟโคลัมเบียมีรสชาติที่หลากหลายมาก ทั้งที่รสชาติเข้มข้น รสช็อกโกแลต และ ถั่ว มีกลิ่นหอมผลไม้อมเปรี้ยวนิดๆ แอบคล้ายๆกาแฟไทย เป็นอีกตัวเลือกที่ดีสำหรับผู้ที่เริ่มต้นลองเปิดโลกกาแฟมุมใหม่ๆ มี Acidity น้อย  Body ดีมาก จึงมักถูกนำไปเป็น Base ของ Blend โดยไม่รบกวนรสกาแฟอื่นๆที่เติมลง Flavor และ  Aroma 

 

เมล็ดกาแฟเม็กซิโก (Mexico)  กาแฟเม็กซิโกจะให้รสชาติผลไม้แบบเผ็ดปร่า เข้มแต่ละมุน ขมแต่น่าหลงไหล ดื่มได้เรื่อยๆ มีความเป็นกรด acidity และ body กลางๆ 

 

เมล็ดกาแฟอินโดนีเซีย (Indonesia) กาแฟอินโดนีเซียจะให้กลิ่นที่หอมหวานเหมือนสมุนไพรแต่มีความเข้มข้น ส่วนใหญ่จะผ่านกรรมวิธีแบบตากแห้ง (Dry Process) ทำให้โดดเด่นในเรื่องความเข้มข้น 

 

เมื่อเราได้วัตถุดิบชั้นเลิศแล้ว ต่อไปก็เป็นการชง ซึ่งการชงกาแฟสดนั้นมีหลายวิธีมาก แต่ต่อไปนี้จะพูดถึงการชงกาแฟที่ทำได้เองที่บ้านโดยไม่ต้องใช้เครื่องชง

 

 ชนิดการชงกาแฟยอดฮิตระดับโลก 

  • French Press เป็นวิธีการชงที่ง่ายมาก  ใส่กาแฟบดชนิดหยาบลงในเครื่องชงเฟรนช์เพรสแล้วเติมน้ำร้อน(อุณภูมิที่93องศาฯกำลังดี) แล้วใส่ตัวกดครอบด้านบน การชงแบบนี้เหมาะกับเมล็ดกาแฟบดหยาบ

 

  • Drip ดริป คือ การใช้น้ำร้อนหรือหยดน้ำร้อนผ่าน เมล็ดกาแฟคั่วอ่อน หรือ เมล็ดกาแฟคั่วกลาง ที่เป็นเมล็ดกาแฟบดหยาบ หรือตามขนาดของดริปเปอร์(dripper) ได้รสที่เปรี้ยวอมหวาน ไม่ขม ยังคงไว้ของรสชาติและกลิ่นกาแฟ

 

  • Cold Brew หรือ การสกัดเย็น ซึ่งดีต่อสุขภาพ กรดกาแฟต่ำ เป็นกาแฟรสไม่ขม ดื่มง่าย ช่วยเผาผลาญไขมัน ทำให้เหมาะกับผู้ที่ออกกำลังกาย ลดน้ำหนัก และผู้ที่เป็นกรดไหลย้อน การทำก็ง่ายมาก แค่นำกาแฟแช่น้ำเย็นแล้วใส่ตู้เย็นประมาณ12 ชั่วโมงแล้วกรองออก จะได้กาแฟดำที่ดีต่อสุขภาพและยังเก็บได้หลายวันอีกด้วย

 

  • Aero Press วิธีนี้จะเป็นการใช้แรงดันจากมืออัดเพื่อดันน้ำลงไปในกระบอกสูญญากาศ จะได้รสที่เข้มข้นแต่ก็ไม่เท่าเครื่องเอสเพรสโซ่ 

 

  • Moka Pot จะเรียกหม้อต้มกาแฟก็ไม่น่าจะผิดอะไร เป็นการชงแบบใช้แรงดันจากน้ำร้อน ทำให้ได้กาแฟที่รสเข้มข้นกว่าใน 4 วิธีที่กล่าวมาแล้ว แต่ก็ยังไม่เท่ากับการชงด้วยเครื่องเอสเพรสโซ่ แต่ถ้าใครชื่นชอบการดื่มกาแฟอเมริกาโน่ร้อน ถือว่าตัวนี้ตอบโจทย์ได้ดีทีเดียว 

 

รู้ไหมว่าเมล็ดกาแฟหมดอายุได้  ส่วนใหญ่เมล็ดกาแฟสดหลังจากเปิดถุงแล้ว เก็บไว้ในที่มืดอุณภูมิปกติก็จะเก็บรักษาความสดได้ประมาณ 1 อาทิตย์ การเก็บรักษาเมล็ดกาแฟสดและกาแฟคั่วบด ให้ได้นานขึ้นก็คือ การเก็บเมล็ดกาแฟคั่วและเมล็ดกาแฟคั่วบดใส่ภาชนะที่เป็นแก้วที่ปิดได้มิดชิดแล้วไว้ที่ห่างไกลจากความร้อน แสงแดด และความชื้น และถ้าคุณซื้อมาแล้วรีบใส่ช่องฟรีซเลยทันที จะเก็บได้นานขึ้นนับเดือนเลยทีเดียว แต่เพื่ออรรถรสที่ดีในการดื่ม ควรรีบชงดื่มให้หมดภายใน1เดือน หรืออย่าเก็บไว้นานเกินไปจะดีกว่า เพราะยิ่งเก็บไว้นาน ความสดจะหายและอาจได้รสชาติปนกลิ่นหืนแทน

 

การเลือกซื้อเมล็ดกาแฟที่ดี ให้สังเกตถุงที่เป็นบรรจุภัณฑ์ด้วย เพราะเมล็ดกาแฟควรจะถูกเก็บในถุงที่มีระบบการระบายอากาศที่บีบเอาอากาศในถุงออกมาได้และปิดได้สนิทเพื่อไม่ให้อากาศภายนอกเข้าไปได้เช่นกัน ยิ่งมีฟอยล์เป็นตัวช่วยป้องกันแสงแดดและความชื้นได้ยิ่งดี  หากข้างซองระบุว่าเป็น Single Origin พร้อมชื่อเมืองต่างๆ นั่นคือเมล็ดกาแฟจากเมืองนั้น แหล่งซื้อเมล็ดกาแฟคั่วก็สำคัญ การไปเลือกซื้อที่โรงคั่วกาแฟโดยตรงจะดีที่สุด เพราะจะได้ทั้งเมล็ดกาแฟคั่วที่สดใหม่และอาจได้ความรู้ดีๆเกี่ยวกับกาแฟจากคนคั่วกาแฟโดยตรงอีกด้วย  

 

ได้เมล็ดกาแฟดีๆและวิธีการชงสไตล์ที่ชอบแล้ว ทีนี้ก็มาดูเมนูยอดนิยมที่คอกาแฟทั่วโลกสั่งกันมากที่สุด เพื่อนำมาเป็นเมนูแก้วโปรดกันดีกว่า

เมนูยอดนิยมที่สั่งกันมากที่สุด

  • เอสเพรสโซ่(Espresso)กาแฟเอสเพรสโซ่ เหมาะกับการใช้กาแฟคั่วบดละเอียด เป็นกาแฟแบบออริจินัลไม่ใส่องค์ประกอบอื่นเพิ่มเติม ได้กลิ่นและรสเข้มข้นของกาแฟแท้ ให้พลังงานต่ำเหมาะกับผู้ที่ชื่นชอบกาแฟรสเข้มหรือผู้ที่กำลังลดน้ำหนัก ยิ่งไปกว่านั้น เอสเพรสโซ่ยังเป็นหัวใจหลักของเมนูอื่นๆด้วย ไม่ว่าจะเป็น ลาเต้ คาปูชิโน่ มอคค่า และอีกหลายๆเมนู
  • คาปูชิโน่(Cappuccino) เมนูกาแฟแก้วโปรดของใครๆหลายคนที่มีต้นกำเนิดมาจากอิตาลี  เป็นกาแฟเอสเพรสโซ่แต่ใส่นมสดและฟองนม อาจโรยด้วยชินนาม่อนหรือช็อกโกแลตตามชอบ รสไม่เข้มข้นมาก นิยมใช้เมล็ดกาแฟคั่วเข้ม เหมาะกับผู้ที่ไม่ชอบรสขมของกาแฟ
  • มอคค่า(Mocca)มอคค่าเป็นกาแฟอราบิก้าแท้ที่มีรสและกลิ่นคล้ายโกโก้ จะนิยมใช้เมล็ดกาแฟคั่วเข้ม ซึ่งปัจจุบันมีการนำกาแฟเอสเพรสโซ่ผสมกับช็อกโกแลตเพื่อให้ดื่มง่ายขึ้น เหมาะกับผู้ที่ชื่นชอบการดื่มกาแฟแต่ไม่ชอบรสขมเข้ม 
  • ลาเต้ (Latte) ลาเต้ เป็นภาษาอิตาลี แปลว่า “นม” ดังนั้นกาแฟลาเต้ จึงเป็นกาแฟเอสเพรสโซ่ที่เติมนมร้อนลงไปและตกแต่งหน้าตาด้วยฟองนม  มีรสชาติที่เข้มหอมมันกว่ากาแฟเมนูอื่น นิยมใช้เมล็ดกาแฟคั่วเข้ม
  • อเมริกาโน่ (Americano) เป็นเมนูที่มีการชงแบบเติมน้ำร้อนลงไปเจือจางในเอสเพรสโซ่จึงให้รสและกลิ่นที่เข้มและมีความแก่ของกาแฟแต่น้อยกว่า

เอสเพรสโซ่ การดื่มเมนูนี้จะไม่มีการเติมนมหรือน้ำตาลลงไป เหมาะกับผู้ที่ชื่นชอบกาแฟดำ

  • แฟรปปูชิโน่ (Frappuccino) เป็นเมนูที่เกิดจากอเมริกา เป็นการนำคาปูชิโน่ที่เป็นอิตาเลี่ยนมาปั่นรวมกับกาแฟแบบกรีก(Greek Frappe) คือการนำเอสเพรสโซ่หรือกาแฟดำใส่นมข้นหวาน วนิลา ไซรัป ช็อกโกแลต และ วิปครีม หรืออาจมีช็อกโกแลตชิปด้วย เป็นเมนูที่เหมาะสำหรับสาวๆเป็นอย่างยิ่งหรือผู้ที่ชื่นชอบรสหวานละมุนดั่งไอศกรีม
  • แฟลทไวท์ (Flat White)  เป็นเมนูร้อนที่ให้ความสัมผัสนุ่มนวลและดูเผินๆคล้ายกับเมนูลาเต้ แต่จะต่างกันที่ แฟลตไวท์คือเอสเพรสโซ่1ช็อตและนมสตรีมเท่านั้น ไม่มีฟองนม
  • โอเล (Au Lait)เป็นเมนูของประเทศฝรั่งเศสโดยมีความหมายว่า “นมสด” เช่นเดียวกับลาเต้ เป็นเอสเพรสโซ่ที่ผสมนมในปริมาณที่เท่ากัน มีรสชาติที่ดีที่สุดอีกเมนูหนึ่ง
  • ไอริช (Irish coffee) เป็นกาแฟสไตล์ไอริชที่มีส่วนผสมของเหล้า โดยการนำเอสเพรสโซ่ผสมกับไอริชวิสกี้ เหมาะกับผู้ที่ชอบลองเมนูแปลกใหม่ 
  • เอสเพรสโซ่มัคคีอาโต้ (Espresso Macchiato) เป็นกาแฟเอสเพรสโซ่ปริมาณ30ml แล้วเติมฟองนมสตรีมด้านบน
  • คาราเมลมัคคีอาโต้ (Caramel Macchiato) คือการเติมน้ำเชื่อมวนิลาและรินนมสดลงในแก้วก่อน ตามด้วยฟองนมเล็กน้อยแล้วจึงเติมเอสเพรสโซ่ตาม และจบด้วยการวาดลวดลายด้วยคาราเมลซอส ผู้ที่ชื่นชอบรสสัมผัสนุ่มละมุนและความหวานหอมของคาราเมล ไม่ควรพลาดเมนูนี้

สุดท้ายแล้ว หวังเป็นอย่างยิ่งว่าบทความนี้จะช่วยให้ผู้ที่รักกาแฟสดหรือมือใหม่ได้รู้วิธีการเลือกซื้อเมล็ดกาแฟคั่วดีๆได้ถูกปากถูกใจ เพราะสำหรับ coffee lover อะไรจะดีไปกว่าเมื่อตื่นมาตอนเช้าแล้วได้จิบกาแฟถ้วยโปรดพร้อมกลิ่นหอมกรุ่นที่ปลุกพลังให้เราพร้อมลุยงานกันต่อ 

 

คุณรู้จักไฟเบอร์กลาสไหม แล้ว โพลิเอทิลีนล่ะคืออะไร บางคนอาจจะรู้ ยิ่งถ้าผู้ที่ต้องทำงานการผลิตในด้านต่างๆ เกี่ยวกับพวกพลาสติกทั้งโดยตรงหรือเกี่ยวข้องก็ตาม ก็ไม่แปลกใจแปลกหูคำเหล่านี้แน่นอน แล้วคนทั่วๆไปจะรู้บ้างไหมนะ ว่าเจ้า2สิ่งนี้ อยู่รอบตัวเราในชีวิตประจำวันมากๆ ไม่ว่าจะเป็นวัสดุอุปกรณ์ เครื่องใช้ในบ้าน ในสำนักงาน การขนส่ง ฯลฯ แล้วไฟเบอร์กลาสกับโพลีเอทิลีน คืออะไร นำไปใช้ประโยชน์อะไรได้บ้างจนทำให้เป็นที่นิยม 

 

ไฟเบอร์กลาสคืออะไร

ไฟเบอร์กลาส ถ้าจะเรียกเต็มๆก็คือ Fiber Reinforced Plastic (FRP) บางคนอาจรู้จักไฟเบอร์กลาสว่าเป็นพลาสติกเสริมแรง หรือจริงๆแล้วก็คือ “เส้นใยแก้ว” ที่ผลิตจากแก้วเป็นตัวหลัก อาจมีการเติมกรดและสารเติมแต่งอื่นๆ ถูกหลอมในเตาที่มีความร้อนสูงแล้วถูกยืดผ่านรูขนาดเล็กให้เกิดเส้นใย มีน้ำหนักเบากว่าโลหะ ซึ่งจะมี3แบบ 

 

  • แบบผืนผ้า มักจะใช้เป็นวัสดุขึ้นรูปโครงสร้างผสมกับเรซิ่นหรือพอลิเมอร์  
  • แบบเส้นด้าย จะมีขนาดเล็กเหมือนเส้นด้าย เอาไว้เป็นตัวตั้งต้นในการผลิต 
  • ฉนวนใยแก้ว ไว้ใช้เป็นฉนวนกันความร้อน  

 

คุณสมบัติของไฟเบอร์กลาส คือ มีน้ำหนักเบา แข็งแรง ทนทานต่อการกัดกร่อนสารเคมี ไม่เป็นสนิม ไม่เป็นสื่อนำไฟฟ้า ทนต่อสภาพอากาศ ไฟเบอร์กลาสมีอายุการใช้งานยาวนาน และยังติดตั้งง่าย

โพลีเอทิลีนคืออะไร

โพลีเอทิลีน (PE) เป็นโพลิเมอร์ที่จัดอยู่ในเทอร์โมพลาสติก หรือ เรซิ่นไฟเบอร์ คือพลาสติกสังเคราะห์แบบเหลว ที่เป็นพลาสติกใช้ทำไฟเบอร์กลาสและถูกนำไปใช้ในงานอุตสาหกรรมมากที่สุด โพลิเอทิลีน หรือ ที่เราเรียกกันง่ายๆว่า PE จะมีความยืดหยุ่น มีสีขาวขุ่น เหนียว ไม่มีกลิ่น จะใช้ในกลุ่มงานขึ้นรูปในการผลิตไฟเบอร์กลาส งานหล่อ และงานเคลือบ ผลิตสิ่งของที่ใช้ในประจำวัน

คุณสมบัติของโพลิเอทิลีนคือ เป็นฉนวนกันไฟฟ้าได้ดี ทนต่อแรงกระแทก มีความเหนียวยืดหยุ่นดี ทนต่อการกัดกร่อนของสารเคมี มักจะถูกนำไปทำถุงหูหิ้ว ลังเบียร์ ลังใส่ผลไม้ ชิ้นส่วนแบตเตอรี่ ขวดใส่น้ำ  ถังใส่น้ำ-ใส่สารเคมี  ภาชนะต่างๆ ฯลฯ 

 

แล้วไฟเบอร์กลาสกับโพลิเอทิลีนนำไปทำอะไรได้บ้าง…เริ่มจากสิ่งใกล้ตัวเราก่อนเลย

ถังน้ำ / ถังเก็บน้ำ เพื่อรองรับไว้ใช้ทั้งอุปโภคและบริโภค ซึ่งเมื่อก่อนการประปายังไม่มีหรือบางแหล่งชุมชนที่ประปายังเข้าไม่ถึง ก็จะมีการใช้โอ่งเพื่อรองรับน้ำฝนหรือน้ำธรรมชาติไว้ แต่เนื่องจากโอ่งหรือตุ่มน้ำมักจะเกิดตะไคร่น้ำได้ มีสิ่งสกปรกตกลงไปหรือแม้แต่ยุงมักลงไปวางไข่ จึงมีการพัฒนาในการออกแบบวัสดุขึ้นมาทดแทนเพื่อแก้ปัญหาต่างๆเหล่านั้น 

ถังน้ำที่ใช้เก็บน้ำไว้สำรองยามฉุกเฉินเวลาที่น้ำประปาไม่ไหล และยังช่วยระบบปั๊มน้ำให้ทำงานได้ดีในส่วนของอาคารตึกแถวที่มีผู้อาศัยจำนวนมาก เช่น อพาร์ทเม้นต์ หรือ สำนักงาน เป็นต้น  แต่ด้วยถังน้ำสมัยนี้มีหลากหลายให้เลือกเหลือเกิน การเลือกให้เหมาะกับการใช้งานและให้คุ้มค่าจึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม  

 

เราต้องรู้ก่อนว่า ถังเก็บน้ำมีกี่แบบ…ถังเก็บน้ำหรือบางคนก็เรียกว่าแทงก์น้ำนั้นมี 2 แบบ ได้แก่ 

1.ถังเก็บน้ำบนดิน มีส่วนดีในเรื่องของการดูแลรักษาและทำความสะอาดง่าย โยกย้ายสะดวก แต่จะเหมาะกับบ้านหรืออาคารที่มีพื้นที่พอสมควร สำหรับการติดตั้งถังเก็บน้ำบนดินจะมีทั้งแบบติดตั้งชั้นล่างและติดตั้งแบบชั้นบนสุดหรือชั้นดาดฟ้าของอาคาร โดยการติดตั้งแบบชั้นล่างนั้นจะเหมาะกับบ้านที่ไม่เกิน3ชั้น เพราะถ้าสูงกว่านั้นแรงปั๊มน้ำอาจสูบไม่ถึง ดังนั้นการติดตั้งบนดาดฟ้าหรือชั้นบนสุดจะเหมาะกับบ้านหรืออาคารที่มี4ชั้นขึ้นไป ถังแบบนี้จะมีหลายประเภทได้แก่

  • ถังเก็บน้ำสเตนเลส มีความสวยเงางาม แข็งแรง ทำความสะอาดง่าย น้ำหนักเบา เคลื่อนย้ายสะดวก แต่เหมาะกับการเก็บน้ำประปาหรือน้ำสะอาด ไม่เหมาะกับการเก็บน้ำบาดาล น้ำกร่อย หรือ น้ำที่มีความเป็นกรด-ด่างสูง เพราะถังน้ำประเภทนี้ไม่ทนต่อการกัดกร่อน มักจะเกิดสนิมตามรอยข้อต่อต่างๆของถัง และ มีราคาค่อนข้างสูงกว่าถังน้ำประเภทอื่น

 

  • ถังเก็บน้ำพลาสติกทั่วไป ถังประเภทนี้บรรจุน้ำได้หลายชนิด มีให้เลือกหลากหลาย แต่เพราะไม่ใช่ชนิดทึบแสงทำให้แสงสามารถลอดผ่านและเกิดตะไคร่น้ำ รวมไปถึงแบคทีเรียต่างๆได้ จึงทำให้ไม่เหมาะกับการใช้งานแบบถาวร ยิ่งถ้านำไปใช้กลางแจ้งนานๆ อายุการใช้งานก็จะสั้นลง 

 

  • ถังเก็บน้ำโพลีเมอร์ เป็นถังแบบทึบแสง ป้องกันยูวี สีไม่ซีดจาง ทำให้น้ำมีความสะอาดปลอดภัยจากตะไคร่น้ำและแบคทีเรีย มีอายุการใช้งานยาวนาน ทนทาน ไม่แตกหักหรือเปราะง่าย ได้รับความนิยมสำหรับครัวเรือน ราคาไม่สูงมากถ้าเทียบกับถังน้ำสเตนเลส แต่ต้องเลือกซื้อกับบริษัทที่เชื่อถือได้และเลือกที่มีการรองรับมาตรฐาน มอก. ไม่เช่นนั้นอาจได้สินค้าที่ไม่มีคุณภาพ  มีการหลุดร่อนของสีหรือสารปรอทปนเปื้อนได้

 

  • ถังเก็บน้ำไฟเบอร์กลาส สามารถเก็บกักน้ำได้ปริมาณมากทั้งแบบติดตั้งบนบกและติดตั้งแบบฝังดินโดยไม่ต้องมีบ่อปูน คุณสมบัติถังไฟเบอร์กลาสมีความแข็งแรงทนทาน รองรับแรงอัดได้ดี สามารถบรรจุน้ำได้ทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นน้ำดื่ม-น้ำใช้ น้ำบาดาล ตลอดไปจนถึงสารเคมีต่างๆ  ปลอดสนิม ไม่เกิดตะไคร่น้ำเพราะเป็นแบบทึบแสง ซ่อมแซมได้ และมีราคาถูกกว่าสเตนเลส

 

  • ถังเก็บน้ำคอนกรีตเสริมเหล็ก หรืออาจเรียกว่า ถังคอนกรีต เหมาะกับบ้านหรืออาคารที่มีบริเวณกว้างขวาง เนื่องจากมีขนาดที่ไหญ่พอสมควร มีความแข็งแรงมาก ติดตั้งได้ทั้งบนบกและฝังดิน ต้องใช้ความระมัดระวังอย่างมากในระหว่างทำการติดตั้ง และต้องทำระบบกันน้ำซึมรองรับเพื่อไม่ให้เกิดน้ำรั่วซึมในภายหลัง 

ถังเก็บน้ำใต้ติน 

ถังเก็บน้ำใต้ดินทำจากวัสดุที่สะอาด รองรับแรงกระแทกได้ดี ถังเก็บน้ำประเภทนี้เหมาะกับบ้านหรืออาคารที่มีพื้นที่น้อย หรือต้องการประหยัดพื้นที่ในการทำประโยชน์ด้านอื่นๆ แต่มีข้อเสียคือ มีรูปทรงที่จำกัด จึงต้องเตรียมโครงสร้างบริเวณใต้ดินไว้รองรับ ต้องมีความแข็งแรงมากพอ เพื่อกันไม่ให้เกิดการทรุดได้ ต้องวางแผนและออกแบบที่ตั้งให้เรียบร้อยก่อน เพราะเมื่อติดตั้งเสร็จแล้วจะไม่สามารถเคลื่อนย้ายได้ ต้องใช้ความระมัดระวังอย่างมากระหว่างทำการติดตั้ง จึงใช้เวลานานกว่าถังเก็บน้ำบนดิน และดูแลรักษาหรือทำการซ่อมแซมยาก

 

ถังเก็บน้ำบนดินหรือฝังดินดี

กรณีบ้านเดี่ยวที่มีบริเวณมากพอ ก็อาจจัดตั้งถังเก็บน้ำวางบนดิน เพื่อที่จะได้ทำความสะอาดได้ง่าย และสามารถเห็นรอยรั่วหรือน้ำซึมในกรณีที่มีการชำรุด จะได้ซ่อมแซมทันที แต่ถ้าเป็นตึกแถวอาคารที่มีบริเวณจำกัด อาจเลือกเป็นถังเก็บน้ำฝังดินแทน 

 

ปัญหาหลักๆของการติดตั้งถังเก็บน้ำ 

1.ความยุ่งยากในการติดตั้ง(ต้องติดตั้งปั๊ม น้ำ-เปลืองพื้นที่-เกะกะ-สกปรก)

2.เสียงดังรบกวน(เวลาที่ปั๊มทำงาน)

3.พื้นที่ลุ่ม มีน้ำขัง หรือเคยถูกน้ำท่วม (ต้องการต่อขาปั๊ม)

 

ปัญหาเหล่านี้มักจะเจอกันแทบทุกบ้าน ดังนั้นต้องวางแผนและขอคำแนะนำวิศวกรผู้ออกแบบหรือพนักงานที่เราติดต่อซื้อขายให้ดีก่อนทำการจัดตั้งจะดีกว่า จะได้ไม่มีปัญหากวนใจทีหลัง

หลักเกณฑ์การเลือกซื้อต้องมีอะไรบ้าง 

1.มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม(มอก.)รับรองสินค้าว่ามีความปลอดภัยต่อการใช้งาน 

2.ระยะเวลาการรับประกันสินค้า(warranty) 

3.มีขนาดที่เหมาะสมกับจำนวนผู้ใช้งาน

4.วัสดุตัวถังมีความแข็งแรงทนทานไร้รอยรั่ว

5.ขนาดและประเภทของถังเหมาะสมกับพื้นที่ที่จะทำการติดตั้ง

6.บริษัทหรือผู้จำหน่ายมีความน่าเชื่อถือได้

7.มีบริการและรับประกันก่อน-หลังการขาย มีผู้เชี่ยวชาญให้คำปรึกษาและช่างซ่อมบำรุง

เดี๋ยวนี้มีร้านมากมายที่จำหน่ายถังเก็บน้ำไฟเบอร์กลาสมือสองราคาถูก หรือจะติดต่อโรงงานผลิตถังไฟเบอร์กลาสโดยตรง ก็อาจจะได้ถังน้ำมือสองที่ยังมีคุณภาพดีแทบจะเทียบเท่าถังใหม่ได้เลย

https://safefiberglasstank.com  

ถังเก็บน้ำเสมือนเป็นส่วนหน้าบ้าน เราไปกันต่อในส่วนหลังบ้าน ที่มีความจำเป็นไม่น้อย

หน้ากันเลย นั่นคือ “ห้องน้ำ-ห้องส้วม” แต่ที่จะเขียนถึงนี้ มันต่อจากห้องส้วมต่างหาก นั่นคือ “บ่อบำบัดน้ำเสีย” 

 

เมื่อก่อนเราจะคุ้นเคยกับคำว่า”บ่อเกรอะ-บ่อซึม” ที่นำถังซีเมนต์เรียงซ้อนกัน โดยมักจะขุดและทำบ่อไว้ใกล้ๆห้องน้ำหรือหลังบ้าน แต่ระบบนี้มักจะเกิดปัญหาที่ตามมาคือ ของเสียในบ่อเกรอะมักย่อยสลายไม่หมด ทำให้ส้วมตัน น้ำล้น หรือมีกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์ จึงได้มีการพัฒนาผลิตถังบำบัดน้ำเสียสำเร็จรูป เพื่อแก้ปัญหาเหล่านี้ และก็ได้รับการตอบรับที่ดีจนเป็นที่นิยมแพร่หลาย 

 

ถังบำบัดน้ำเสียสำเร็จรูป

ถังบำบัดน้ำเสียสำเร็จรูปจะมี 2 ประเภท ได้แก่ แบบเติมอากาศ และ แบบไร้อากาศ  โดยรูปลักษณ์ภายนอกของถัง 2 ประเภทนี้ แทบจะเหมือนกันทุกประการ หรือกระทั่งระบบภายในถังก็เป็นการนำระบบบ่อเกรอะและบ่อซึมมารวมกันไว้ในถังเดียว คือ มีระบบแยกเป็น 2 ช่อง โดยช่องแรกจะเป็นช่องเกรอะไว้แยกตะกอนและย่อยสลายสิ่งปฏิกูล ส่วนช่องที่2 จะเป็นช่องเติมอากาศที่ใช้หัวเชื้อจุลินทรีย์บำบัด และการใช้เครื่องเติมอากาศ ทำให้น้ำที่ผ่านกระบวนการมีความสะอาดเพียงพอที่จะปล่อยลงสู่ท่อสาธารณะ 

ความแตกต่างระหว่างถังบำบัดน้ำเสียสำเร็จรูปแบบเติมอากาศและไร้อากาศ คือ ถังบำบัดน้ำเสียแบบเติมอากาศนั้นจะมีท่อเติมอากาศในตัวถังเข้ามาเพื่อให้จุลินทรีย์ทำหน้าที่ย่อยสลายของเสียได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมไปถึงค่า BOD (ค่าวัดความเน่าเสียของน้ำก่อนปล่อยลงสู่แหล่งธรรมชาติ) ที่มีค่าต่ำไม่เกิน 20ml / liter ทำให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่าแบบไร้อากาศ แต่มีราคาที่สูงกว่า เพราะในส่วนของค่าการเติมอากาศและค่าไฟฟ้า

 

เคยเจอปัญหาท่อตันบ่อย ส้วมเต็มไว จะแก้ยังไงกับกลิ่นห้องน้ำใช่ไหม…

เรื่องกลิ่นเจอกันได้บ่อยและไม่ไหวจะรับ แต่แก้ได้ด้วยการลดหรือเลิกใช้น้ำยาล้างห้องน้ำที่มีสารเคมีเข้มข้นเกินไปราดลงโถสุขภัณฑ์ ลองเปลี่ยนมาใช้น้ำส้มสายชูผสมเบกกิ้งโซดาในสัดส่วน 2:1 ทำความสะอาดโถส้วมแทน  เพราะความเป็นกรดด่างที่สูงเกินไปอาจไปทำลายจุลินทรีย์บางตัวที่ช่วยสลายของเสียและขจัดกลิ่น ส่วนในกรณีที่กดน้ำไม่ลงรวมไปถึงส้วมตันบ่อยนั้น อาจเป็นไปได้ว่า การติดตั้งที่ผิดวิธี, บริเวณใกล้บ้านมีน้ำท่วมขัง หรือ การเลือกขนาดถังเล็กกว่าจำนวนคนใช้จริงในบ้านก็เป็นอีกสาเหตุได้เช่นกัน ดังนั้น การเลือกขนาดถังบำบัดน้ำเสียก็มีความสำคัญ แก้ไขได้ด้วยการเพิ่มจำนวนถัง หรือ ก่อนซื้อและทำการติดตั้ง ควรคำนวณจำนวนสมาชิกในบ้านหรือผู้อาศัยกับขนาดของถังโดยการสอบถามผู้ผลิตหรือร้านจัดจำหน่ายที่ไปซื้อให้เรียบร้อยเสียก่อน

 

**การเลือกซื้อถังบำบัดน้ำเสียสำเร็จรูปก่อนทำการติดตั้งก็มีวิธีคล้ายๆกับการเลือกซื้อถังเก็บน้ำ เพียงแต่ให้ดูที่มีการรับรองมาตรฐาน ISO (องค์การระหว่างประเทศว่า

ด้วยการมาตรฐานสำหรับอุตสาหกรรม)

ห้องน้ำเคลื่อนที่ / ห้องส้วมเคลื่อนที่ 

เคยไปงานเทศกาลประจำปีของจังหวัดหนึ่ง ตอนเที่ยวก็เพลิดเพลินดี แต่ตอนที่อยากทำธุระนี่สิ ห้องน้ำเจ้ากรรมมีไม่พอ ต่อแถวกันยาวเป็นกิโลฯ แทบจะได้โรคท่อปัสสาวะอักเสบกลับบ้านเลยทีเดียว นี่ก็เป็นสาเหตุหนึ่ง ที่ทำให้ต้องเขียนถึงห้องน้ำเคลื่อนที่

ห้องน้ำสำเร็จรูป ที่ผลิตขึ้นมาก็เพื่อแก้ปัญหาการหาเข้าห้องน้ำยากและมีห้องน้ำไม่พอสำหรับผู้ใช้ จนกระทั่งมีผู้ผลิตห้องส้วมเคลื่อนที่ขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาเหล่านี้ และมีการตอบรับที่ดีมาก

ห้องน้ำเคลื่อนที่ในปัจจุบันมีหลากหลายรูปแบบ ทั้งที่เป็นรถห้องสุขาเคลื่อนที่ ห้องน้ำตู้คอนเทนเนอร์ ห้องน้ำโพลีเอทิลีน ห้องน้ำไฟเบอร์กลาส  ถือว่าเป็นธุรกิจที่ทำเงินได้ไม่น้อย ดูได้จากสิงคโปร์ ที่มีการขยายธุรกิจห้องน้ำเคลื่อนที่อย่างจริงจัง เนื่องจากเป็นประเทศที่เป็นเกาะและมีพื้นที่จำกัด 

 

ข้อดีและประโยชน์ของส้วมเคลื่อนที่มีอะไรบ้าง

  1. แก้ปัญหาเรื่องห้องน้ำไม่เพียงพอ
  2. เคลื่อนย้ายได้สะดวก
  3. ถอดประกอบติดตั้งง่ายและเก็บง่ายเมื่อต้องการเลิกใช้
  4. มีความแข็งแรงทนทานต่อสภาพอากาศ
  5. มีอายุการใช้งานได้ยาวนาน
  6. เหมาะกับการจัดงานต่างๆทุกรูปแบบ งานบุญ งานราชการ งานคอนเสิร์ต ฯลฯ
  7. ติดตั้งได้ทั้งชั่วคราวและถาวร
  8. ใช้ในยามฉุกเฉินหรือเกิดอุบัติภัยได้ เช่น น้ำท่วม

เรือท้องแบนและเรือกู้ภัย 

เหตุการณ์น้ำท่วมที่เราดูในข่าวบ่อยๆจะเห็นว่ามีหน่วยงานต่างๆ ไม่ว่าจะหน่วยราชการ หน่วยกู้ภัย หรือ ผู้มีจิตอาสา จะนำของกินของใช้ทั้งอุปโภคและบริโภคไปแจกจ่ายแก่ผู้ประสบภัย แน่นอนว่าการที่จะเข้าไปช่วยเหลือได้นั้นไม่สามารถเข้าถึงได้ด้วยพาหนะทางบกเช่นรถยนต์ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องใช้เรือ 

 

“เรือท้องแบน หรือ “เรือกู้ภัย” ส่วนใหญ่ที่เราเห็นๆใช้กันทั่วไปนั้น จะผลิตด้วยไฟเบอร์กลาส เพราะจะให้ความแข็งแรงมีความทนทานสูง ทนต่อการกัดกร่อน และไม่นำไฟฟ้า เพราะการเข้าไปยังสถานที่ประสบภัยบางแห่งอาจมีการรั่วไหลของไฟฟ้า และน้ำก็เป็นสื่อกลางอย่างดี เรือที่เป็นพาหนะจึงต้องมีความปลอดภัยสูงต่อผู้โดยสารด้วย

อ่างปลา / บ่อปลา / บ่อเพาะพันธ์สัตว์น้ำ / สระน้ำ / สระว่ายน้ำ 

มีหลายๆบ้าน หรือ แม้แต่ร้านอาหาร โรงแรม ที่พัก หลายๆแห่ง นิยมเลี้ยงปลาเพื่อความสวยงามและสร้างความเพลิดเพลินใจให้กับผู้พักอาศัย อ่างปลาที่นิยมจะมีหลากหลายแบบหลายชนิด ทั้งแบบกลมแบบเหลี่ยม แบบที่ทำจากปูน ก่อจากอิฐ แต่ถ้าถามผู้เลี้ยงปลาส่วนใหญ่จะแนะนำใช้อ่างหรือบ่อไฟเบอร์กลาส (FRP) เพราะให้พื้นผิวเรียบ น้ำหนักเบา เคลื่อนย้ายได้สะดวก มีหลายขนาดให้เลือก ป้องกันการขีดข่วนได้ดี มีความทนทาน ลดการเกิดตะไคร่น้ำ ไร้สนิมและคราบต่างๆ อีกทั้งมีอายุการใช้งานได้นานกว่าอ่างชนิดอื่นๆ เหมาะกับผู้ที่ชื่นชอบเลี้ยงปลาหรือเพาะพันธ์สัตว์น้ำขาย ซึ่งบางบ้านก็นำไปดัดแปลงเป็นสระว่ายน้ำเป็นที่ถูกอกถูกใจสมาชิกหลายๆคนในบ้าน

 

“สภาวะเรือนกระจก” เกิดจากหลายๆสาเหตุ แต่ใครรู้บ้างว่า หนึ่งในนั้นมาจาก ก๊าซมีเทน(CH4) และ ก๊าซไข่เน่า ทำไมถึงได้กล่าวเรื่องนี้ขึ้นมา นั้นเพราะกำลังจะพูดถึงถัง”กำจัดก๊าซมีเทน” นั่นเอง

 

ก๊าซมีเทน และ ก๊าซไข่เน่า หากนำไปผ่านกระบวนการบำบัดให้ดี สามารถนำไปผลิตเป็นพลังงานที่ให้ความร้อนและผลิตไฟฟ้าได้ เหตุนี้ตามโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ ตลอดไปจนถึงภาคเกษตรกรรม ที่มีส่วนในการทำให้เกิดก๊าซเหล่านี้ จำเป็นต้องหันมาให้ความใส่ใจในการกำจัดหรือบำบัดเพื่อนำไปแปรสภาพเป็นพลังงานทดแทน 

ถังกำจัดก๊าซมีเทน / ถังบำบัดก๊าซ

ถังกำจัดก๊าซมีเทน (Biogas Scrubber Tank) เป็นถังที่ผลิตมาเพื่อกำจัดและบำบัดก๊าซชีวภาพให้บริสุทธิ์ก่อนจะปล่อยสู่ชั้นบรรยากาศหรือบำบัดให้เป็นก๊าซที่นำไปใช้เป็นพลังงานทดแทนต่อไป ถ้าพูดถึงก๊าซชีวภาพ หรือ ไบโอก๊าซ เป็น ก๊าซที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติจากการย่อยสลายของสารอินทรีย์ ไม่ว่าจะเป็นเศษอาหาร สิ่งปฏิกูลต่างๆ ซากขยะ ฯลฯ โดยก๊าซชีวภาพมีองค์ประกอบก๊าซหลายชนิดด้วยกัน แต่เราจะมาพูดถึงเพียง 2 ชนิดต่อไปนี้

 

  • ก๊าซมีเทน ถือได้ว่าเป็นอันดับ 2 รองจากคาร์บอนไดออกไซด์ ที่มีผลกระทบกับสภาวะเรือนกระจก ซึ่งเกิดทั้งจากธรรมชาติและฝีมือมนุษย์ ก๊าซมีเทนเป็นก๊าซที่ไม่มีสีไม่มีกลิ่นและยังสามารถติดไฟง่าย เป็นก๊าซที่ถูกนำไปเป็นแหล่งให้พลังงานความร้อนตั้งแต่อดีต และปัจจุบันได้นำมาผลิตเป็นพลังงานไฟฟ้าให้คนทั่วโลก แต่ขณะเดียวกัน ก๊าซมีเทนก็มีอันตรายอยู่ดี จึงต้องมีความระมัดระวังในการใช้งานทั้งในเรื่องของการเกิดอัคคีภัย และหากได้สูดดมเข้าไปในจำนวนมากก็เป็นอันตรายถึงชีวิต  
  • ก๊าซไข่เน่า หรือทางวิทยาศาสตร์เรียกว่าไฮโดรเจนซัลไฟด์(H2S)เป็นก๊าซที่ไม่มีสีแต่มีกลิ่นเหม็นเหมือนไข่เน่า ติดไฟง่ายและเป็นอันตรายต่อชีวิตหากมีการสูดดมไปในปริมาณเข้มข้นเพียงในไม่กี่วินาทีได้เช่นเดียวกับก๊าซมีเทน เหมือนที่เราเคยได้ยินข่าวคนงานตกไปในถังบำบัดของเสียที่ห้างสรรพสินค้าแล้วเสียชีวิต แต่ในขณะเดียวกันก็สามารถนำไปปรับใช้เป็นพลังงานได้ด้วย เช่น ในฟาร์มหมูก็มักจะมีก๊าซไข่เน่าและปศุสัตว์ก็นำไปแปลสภาพไว้ใช้เป็นก๊าซหุงต้ม

 

ส่วนประกอบเครื่องบิน

ไฟเบอร์กลาสยังถูกนำไปเป็นส่วนประกอบตัวเครื่องและส่วนปีกเครื่องบินบางรุ่น อย่างเช่นเครื่องบินของอังกฤษ หรือรุ่น AD-1 ที่ถูกออกแบบโดยนักขับเครื่องบินชาวอเมริกัน Leander Rutan หรือ เบิร์ท โดยเขานำวัสดุที่มีเทคโนโลยีขั้นสูงเช่นพลาสติกเสริมไฟเบอร์กลาสมาใช้ในการออกแบบตัวเครื่องและส่วนปีกเครื่องบิน ทำให้มีโครงสร้างที่เบากว่าเครื่องบินทั่วไปและเป็นแบบปีกหมุนจนสร้างชื่อเสียงให้กับตัวเขาและสร้างกำไรมหาศาล และยังเป็นต้นแบบเครื่องบินเจ็ทอีกหลายรุ่นต่อมา 

 

ด้านโลจิสติกส์

ไปรษณีย์ไทยได้มีการนำกล่องไฟเบอร์กลาสมาใช้บรรจุพัสดุ เพื่อเพิ่มความแข็งแรงและความปลอดภัยของพัสดุก่อนที่ลูกค้าจะได้รับ และอีกหลายๆบริษัทที่ทำการขนส่ง ก็มีการนำกล่องไฟเบอร์กลาสมาใช้กันมากขึ้น เพื่อยกระดับระบบขนส่ง 

ระบบนาซ่า(NASA) ดูได้จากชุดนักบินอวกาศที่เดินทางไปสำรวจนอกโลกจะมีการนำไฟเบอร์กลาสเป็นส่วนประกอบที่เป้นักบินอวกาศด้านหลังด้วย ทำให้เสริมความแข็งแรงและความปลอดภัยของชุดมากขึ้น และการนำไปประกอบในชิ้นส่วนต่างๆของยานและอุปกรณ์การบินสำรวจของนาซ่า

ที่จริงแล้วยังมีวัสดุอุปกรณ์อีกมากที่ผลิตจากไฟเบอร์กลาส ไม่ว่าจะเป็นหลังคารถ เรือน้ำ ท่อร้อยสายไฟ ฯลฯ ตลอดไปถึงเป็นวัสดุทดแทนทั้งในด้านวิศวกรรมและสถาปัตยกรรม แต่อะไรบ้างนั้น ถ้าจะให้พูดถึงทั้งหมดก็คงได้ลากยาวจนหาบทจบคอนเทนต์นี้ไม่ได้สักทีแน่ๆ เท่านี้ก็คงจะพอช่วยให้หลายๆท่านหายข้องใจและพอจะทราบบ้างแล้วว่า ทำไมไฟเบอร์กลาสและโพลีเอทิลีนถึงถูกนำไปใช้ในวงกว้างและเป็นที่นิยมในปัจจุบัน

ช่วงวันหยุดหรืออากาศดีๆ ชอบไปนั่งร้านอาหารที่ตลาดรถไฟใกล้บ้านบ่อยมาก  ด้วยความที่ชอบในความสวยแปลกตาของร้าน เขานำตู้คอนเทนเนอร์มือสองมาดัดแปลงเป็นร้านได้ทั้งเท่ทั้งอาร์ต แล้วยังจะมีตู้คอนเทนเนอร์สำเร็จรูปอื่นๆรวมไปถึงห้องน้ำที่ทำมาจากตู้พวกนี้เช่นกัน ทำให้ถ่ายรูปอัพลงไอจีเพลินมาก แล้วก็เกิดสนใจอยากรู้ขึ้นมาว่า จริงๆแล้วเจ้าตู้พวกนี้มีที่มายังไง แล้วทำไมถึงได้มีความนิยมนำมาทำเป็นที่อยู่อาศัยกันมากขึ้น แล้วตู้คอนเทนเนอร์อาศัยอยู่ได้จริงไหม แข็งแรงหรือไม่ ซื้อที่ไหน และสารพัดคำถามที่อาจมีตามมา ถ้าอย่างนั้นไปรู้กันเลยดีกว่า

 

แต่เดิมตู้คอนเทนเนอร์(container)ใช้เพียงเพื่อบรรจุสินค้าในระบบการขนส่งเท่านั้น แต่ด้วยในปัจจุบันผู้คนให้ความนิยมในนวัตกรรมที่มีดีไซน์แปลกใหม่ การผสมผสาน mix & match ทำให้สถาปนิกทั่วโลกให้ความสนใจนำตู้คอนเทนเนอร์มาประยุกต์ใช้ในงานสถาปัตยกรรมมากขึ้น เพื่อทดแทนสิ่งก่อสร้างและสามารถอาศัยอยู่ได้จริง 

 

ตู้คอนเทนเนอร์คืออะไร 

ตู้คอนเทนเนอร์ คือ ตู้หรือกล่องขนาดใหญ่ที่มีโครงสร้างภายนอกเป็นวัสดุที่ทำจากเสาเหล็กหรืออลูมิเนียม มีคานเหล็กรัดรอบตู้เพิ่มความแข็งแรงตามมุม ส่วนผนังจะเป็นเหล็กที่เป็นลอนคลื่นแนวตั้ง เคลือบด้วยสีพ่นกันสนิม เราจึงเห็นตู้มีหลากสีสัน ส่วนภายในจะโล่งกว้างสำหรับบรรจุสินค้า ตู้ส่วนใหญ่จะมีประตู2บาน สามารถวางซ้อนกันได้ถึง10ชั้น โดยการวางซ้อนกันนั้นจะมีการยึดตู้แต่ละตู้ติดกันและมีที่ล็อกประตูเพื่อให้ปิดได้อย่างมิดชิดและปลอดภัย สามารถรับน้ำหนักได้ถึง 20-30 ตัน

 

วัตถุประสงค์แรกที่ตู้นี้ถูกผลิตขึ้นก็เพื่อใช้บรรจุสินค้าในการขนส่งทางเรือ  โดย “มัลคอม แม็คลีน” หนุ่มชาวอเมริกันวัย 24 ปี เขาเป็นคนขับรถบรรทุกส่งฝ้ายจาก รัฐนอร์ธแคโรไลน่า ประเทศอเมริกา ไปลงเรือที่รัฐนิวเจอร์ซีย์  เป็นระยะทางกว่า 900 กิโลเมตร ปัญหาที่เขาเจอทุกครั้ง คือการที่ต้องใช้เวลารอในการโหลดของลงเรือสินค้าที่จะไป อิสตันบูล ประเทศตุรกี นานเป็นวันๆ เพราะการโหลดสินค้าลงเรือสมัยนั้นต้องแยกเป็นชิ้นๆโดยใช้แรงงานคน กว่าจะได้คิวโหลด กว่าจะโหลดสินค้าเสร็จ ทำให้เขาเบื่อหน่ายและมักจะบ่นเสมอว่า “น่าจะมีวิธีที่ดีกว่าการขนของขึ้นเรือทีละชิ้น ควรจะมียกรถขึ้นเรือไปทั้งคันเลยแล้วก็นำไปช้งานต่อได้เลย”   เขาได้ไอเดียใช้ “กล่องขนาดใหญ่” หรือ “Big Box” ประยุกต์มาจากตู้บรรทุกสินค้าของรถไฟ แล้วนั่นก็เป็นต้นแบบของตู้คอนเทนเนอร์ที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน 

 

มัลคอม ได้ปล่อยเรือคอนเทนเนอร์ลำแรกออกจากท่าเรือ Newark เมือง New Jersey มุ่งสู่เมือง Houston ได้สำเร็จในเรือนเมษายน ปี 1956 การขนส่งด้วยตู้คอนเทนเนอร์ทำให้ขนสินค้าได้รวดเร็วกว่าแบบเดิมมาก แบะบดต้นทุนการขนส่งไปได้มากกว่า 90% ทำให้เขาถูกขนานนามว่าเป็น “บุคคลแห่งศตวรรษ“ หรือ “บิดาแห่งตู้คอนเทนเนอร์” 

ตู้คอนเทนเนอร์สำคัญยังไงกับการขนส่ง

การขนส่งทางทะเลมีความสำคัญมากอีกช่องทางหนึ่ง เพราะสามารถขนส่งสินค้าได้คราวละมากๆแต่มีราคาต่ำสุดถ้าเทียบกับการขนส่งในช่องทางอื่นๆ และยังสามารถส่งผ่านน่านน้ำได้แทบทั่วโลก ดังนั้นวัสดุที่จะใช้ขนสินค้าเพื่อทำการขนส่งทางทะเลจะต้องมีความแข็งแรงและบรรจุสินค้าให้ได้มากที่สุด 

และขนส่งทางเรือค่อนข้างจะใช้เวลานาน ประมาณ14-15วันขึ้นไป ตู้คอนเทนเนอร์จึงต้องมีหลายประเภทเพื่อให้เหมาะสมกับชนิดของสินค้าที่บรรจุ โดยจะมี5ประเภทหลักๆได้แก่ 

 

1. ประเภท Dry Cargoes  

เป็นตู้คอนเทนเนอร์มาตรฐานใช้บรรทุกของแห้งที่ไม่ต้องควบคุมอุณภูมิขณะที่ทำการขนส่ง มีหลายขนาด แต่ขนาดที่นิยมใช้จะมี 3 ขนาด คือ ขนาด 20 ฟุต ,ขนาด 40 ฟุต และ ขนาด 40 ฟุตไฮคิวบ์  น้ำหนักสูงสุดที่บรรทุกได้อยู่ที่ประมาณ 28 ตัน นิยมนำมาสร้างเป็น บ้านตู้คอนเทนเนอร์ ออฟฟิศคอนเทนเนอร์ ร้านค้าต่างๆ เพราะหาซื้อง่าย ไม่ต้องดัดแปลงอะไรมาก แค่เพียงนำมาปรับปรุงเล็กน้อยเท่านั้น

 

2. ประเภท Refrigerator Cargoes เป็นตู้ที่ใช้บรรทุกสินค้าที่ต้องควบคุมอุณหภูมิ เช่น สินค้าสด อุปกรณ์ทางการแพทย์หรือวัคซีนที่ต้องมีอยู่ในอุณหภูมิต่ำๆ สามารถลดอุณหภูมิได้ถึง -25องศาเซลเซียส

 

3. ประเภท Garment Container เป็นตู้ที่ไว้บรรจุสินค้าประเภทแฟชั่น โดยมีราวสำหรับแขวนผ้า

 

4. ประเภท Open top เป็นตู้ที่ไม่มีหลังคาและด้านบนจะเปิดโล่งเพื่อขนสินค้าขนาดใหญ่ที่ไม่สามารถขนผ่านประตูได้ เช่น เครื่องจักรอุตสาหกรรม

เครื่องมือการก่อสร้าง 

 

5.  TANK ป็นตู้สำหรับบรรจุของเหลวแทบทุกชนิด เช่น สารเคมีในอุตสาหกรรม โดยมีโครงคอนเทนเนอร์ครอบอยู่โดยสามารถจุได้ถึง11,000 ลิตร ถึง 26,000 ลิตร

 

ตู้คอนเทนเนอร์ไม่ได้เป็นแค่กล่องเหล็กที่ไว้สำหรับการขนส่งสินค้าเท่านั้น แต่สามารถนำกลับมาใช้หรือผลิตใหม่เพื่อใช้งานได้หลากหลายมากขึ้น เช่น บ้านเคลื่อนที่ บ้านสำเร็จรูป รีสอร์ทสำเร็จรูป ร้านค้าสำเร็จรูป ตู้สำนักงาน ฯลฯ

ตู้คอนเทนเนอร์นำมาใช้ในด้านสถาปัตยกรรมอะไรได้บ้าง

 

บ้านตู้คอนเทนเนอร์ หลังเล็กๆสักหลัง ถ้าคุณมีพื้นที่จำกัดและงบประมาณไม่มากนัก ตู้คอนเทนเนอร์มือสองที่เคยมีการต่อเติมมาบ้างแล้ว จะช่วยประหยัดค่าตกแต่งไปได้บ้าง และก็มีหลายแบบให้เลือกตามขนาดพื้นที่จัดตั้งด้วย ซึ่งเดี๋ยวนี้ก็มีบ้านตู้คอนเทนเนอร์แบบประกอบ ที่แยกชิ้นส่วนแล้วสามารถเคลื่อนย้ายไปประกอบหรือติดตั้งในสถานที่ลูกค้าต้องการได้อย่างง่ายและรวดเร็ว เหมาะสมกับสภาพปัจจุบันเป็นอย่างมากเลยทีเดียว เพราะประหยัดทั้งเวลา ใช้งานได้เร็วทันใจและขายต่อได้ง่าย ด้วยเหตุที่สามารถเคลื่อนย้ายไปให้ผู้ที่ต้องการต่อได้นั่นเอง จะเรียกว่า โมบายโฮม ก็ได้ โดยมีห้องที่ค่อนข้างจำกัดตามขนาดของตู้ที่นำมาสร้าง เช่น ห้องนอน ห้องน้ำ ห้องครัว ถ้าตู้ที่มีขนาดใหญ่ขึ้นก็อาจเพิ่มในส่วนของระเบียงบ้านได้

 

แปลงร่างเป็นสระว่ายน้ำ  ถ้าคุณไม่เคยคิดว่าตู้คอนเทนเนอร์จะช่วยเนรมิตสระว่ายน้ำส่วนตัวได้ คุณจะประหลาดใจและพบว่ามันวิเศษมากๆ เพราะไม่ต้องทำการขุดใดๆ ทำให้สระว่ายน้ำตู้คอนเทนเนอร์ราคาถูกและจ่ายน้อยกว่าสระว่ายน้ำทั่วไป

 

รีสอร์ท โรงแรม หรือ บ้านพักตากอากาศสวยๆ เดี๋ยวนี้พวกโรงแรม รีสอร์ท และ บ้านพักต่างๆ มีการแข่งขันที่สูงมากๆ เพราะการท่องเที่ยวก็เป็นเศรษฐกิจอันดับต้นๆ และเมื่ออาศัยความเป็นเอกลักษณ์ของตู้คอนเทนเนอร์มาปรับแต่งให้เป็นโรงแรมเท่ๆ ที่สามารถเรียกลูกค้าเข้ามาพักได้เพิ่มขึ้น จึงไม่แปลกใจที่เราจะเห็นตู้คอนเทนเนอร์รีสอร์ท หรือ โรงแรมที่่พักต่างๆถูกสรรสร้างด้วยตู้เหล่านี้แทบทั่วมุมโลก  

 

ตู้คอนเทนเนอร์สำนักงาน / ออฟฟิศคอนเทนเนอร์  เมื่อก่อนสำนักงานคอนเทนเนอร์มักถูกใช้งานในภาคสนาม  แต่ปัจจุบันก็ใช้กันแพร่หลายในหลายรูปแบบ เพราะติดตั้งและรื้อถอนง่าย รวดเร็วต่อการใช้งาน  ส่วนใหญ่ในกรณีของการนำมาดัดแปลงเป็นสำนักงานหรือออฟฟิศ มักจะเป็นในรูปแบบของการเช่าตู้คอนเทนเนอร์ หรือ ตู้ออฟฟิศมือสองเสียมากกว่า เพราะเมื่อจบงานหรือต้องการเลิกใช้ก็ไม่ต้องยุ่งยากกับปัญหาเรื่องไม่มีที่เก็บตู้ อัตราค่าเช่าจะเริ่มกันที่  5,000 บาท / ตู้ / เดือน และมีค่าขนส่งไป-กลับด้วย ราคาดังกล่าวอาจมีเพิ่มค่าประกันความเสียหาย เช่น การเก็บล่วงหน้าตามระยะเวลาที่ตกลงกัน

 

ร้านกาแฟคอนเทนเนอร์ / ร้านอาหารคอนเทนเนอร์ / คอนเทนเนอร์มินิมาร์ท   หากคุณเคยฝันจะมีร้านเล็กๆเป็นของตัวเองแต่กังวลเรื่องค่าใช้จ่ายที่บานปลาย ตู้คอนเทนเนอร์อาจเป็นคำตอบให้คุณได้ ไม่ว่าจะเป็นร้านค้าในหมู่บ้าน  ร้านกาแฟคอนเทนเนอร์  หรือคอนเทนเนอร์ร้านอาหาร แค่ตกแต่งเพิ่มเล็กน้อยตามที่คุณต้องการ ก็พร้อมเปิดร้านได้เลย 

Mature woman working indoors in home office in container house in backyard, using smartphone.

ห้องน้ำคอนเทนเนอร์เคลื่อนที่ / ห้องส้วมคอนเทนเนอร์สาธารณะ

เคยไปตามงานอีเว้นท์ต่างๆ ก็เริ่มเห็นห้องน้ำเคลื่อนที่หลายแห่งที่ดัดแปลงมาจากตู้เหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นแบบยาวที่มีหลายห้อง หรือแบบแยกห้องเดี่ยวเป็นส้วมสาธารณะ ทราบมาว่ามีทั้งแบบซื้อขาดและให้เช่าห้องน้ำคอนเทนเนอร์ 

 

ตู้รปภ.คอนเทนเนอร์ 

ตู้รปภ.หรือออฟฟิศหน่วยรักษาความปลอดภัย ที่มักอยู่ด้านหน้าตามสำนักงาน  ออฟฟิศ โรงแรม หรือ คอนโดต่างๆ เดี๋ยวนี้ก็มักจะดัดแปลงมาจากเจ้าตู้เหล่านี้และมีการสีทับหลากหลายสวยแปลกตาอยู่เหมือนกัน 

บ้านพักคนงาน / บ้านพักไซต์งานก่อสร้าง

เป็นบ้านชั่วคราวให้กับคนงานหรือแม้แต่สำนักงานชั่วคราวตามไซต์งานการก่อสร้างหลายแห่ง 

 

แล้วราคาตู้คอนเทนเนอร์แพงไหมนะ…

 

ตู้คอนเทนเนอร์ราคาเท่าไร

ราคาตู้คอนเทนเนอร์มือสอง ราคาจะขึ้นอยู่กับสภาพความเก่า-ใหม่ของตู้เป็นหลัก ราคาตู้คอนเทนเนอร์มือสอง 25,000 – 28,000บาท สภาพตู้อาจต้องปรับแต่งมากหน่อย ขยับขึ้นมาแบบสถาพดีพอใช้ราคาก็ราวๆ 35,000 บาท แต่ถ้าตู้ยังดูสวยมากแทบไม่เห็นตำหนิเลย ส่วนใหญ่จะเป็นตู้คอนเทนเนอร์ขนาด 20ฟุต  (ตู้มารีน) ราคาประมาณ 50,000 ขึ้นไป ซึ่งจะได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก เพราะส่วนใหญ่ตู้มือสองมักจะมีการดัดแปลงมาบ้างแล้ว ทำให้ต่อเติมเพิ่มแต่งอีกเล็กน้อยหากต้องการ ทำให้ลดค่าตกแต่งลงไปอีก อย่างเช่น ตู้คอนเทนเนอร์ร้านกาแฟมือสอง เป็นต้น 

 

ราคาตู้คอนเทนเนอร์ใหม่ เริ่มต้นจะอยู่ประมาณ 130,000 บาท แต่ถ้าเป็นราคาตู้คอนเทนเนอร์ออฟฟิศสำเร็จรูปจะอยู่ที่ประมาณ 80,000-100,000 บาทขึ้นไป 

 

ราคาขายสำนักงานตู้คอนเทนเนอร์ โดยส่วนใหญ่ถ้าไม่รวมแอร์ก็จะเริ่มราคาประมาณ 100,000บาท/ตู้ ในกรณีจะเพิ่มแอร์ จะมีค่าใช้จ่ายที่เพิ่มเข้ามาซึ่งจะเป็นราคาแล้วแต่ตามตกลงกัน

 

จะหาซื้อตู้คอนเทนเนอร์ได้ที่ไหน

โดยแหล่งซื้อขายตู้คอนเทนเนอร์อาจหาได้ตามท่าเรือขนส่งสินค้า หรือถ้าจะหาในกรุงเทพฯ สามารถดูได้ตามเว็บไซต์ Contatiner Knockdown โดยราคาจะมีขึ้นลงตลอด 

 

ขณะที่ทำการหาข้อมูล ก็ได้เห็นคำถามหรือปัญหาที่มีคนให้ความสนใจเกี่ยวกับตู้คอนเทนเนอร์เยอะมาก แต่คำถามยอดฮิตที่เจอมาและคิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์กับใครๆอีกหลายคนก็จะมีดังนี้

มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมแอบแฝงหรือไม่ 

การต่อเติมไฟฟ้า การเจาะหน้าต่าง-ประตู  การจัดส่ง รวมไปถึงการขอใบอนุญาต สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ยิ่งคุณต้องการเพิ่มส่วนรายละเอียดมากเท่าไรก็ยิ่งมีการเพิ่มยอดจ่ายมากขึ้น แต่อย่างไรก็ตามก็ยังมีอีกหลายๆคนเห็นว่า บ้านหรืออาคารจากตู้คอนเทนเนอร์ถูกกว่าการสร้างที่อยู่อาศัยแบบทั่วไป

 

บ้านตู้คอนเทนเนอร์ร้อนไหม อาคารที่ทำจากคอนเทนเนอร์จะเปลืองค่าแอร์หรือเปล่า ด้วยวัสดุที่เป็นเหล็กและอลูมิเนียม แน่นอนว่าคุณสมบัติของมันคือ ผลิตง่าย ดูดี ทนทานต่อการรับน้ำหนัก ไม่แตกหักง่าย และเมื่อสัมผัสกับอากาศจะเกิด อลูมิเนียมออกไซต์ เคลือบบริเวณผิววัสดุ สามารถป้องกันการกัดกร่อนได้และมันก็ยังเป็นตัวนำความร้อนได้ดีมากและมากกว่าเหล็กธรรมดาถึง3เท่า ดังนั้นต้องใส่ฉนวนกันความร้อนด้านในของตู้ก่อนเพื่อช่วยลดปัญหาความร้อนและอาจเสริมส่วนที่ช่วยบังแดด เช่น ทำหลังคา ทำระแนงบังแดด

 

จะเลือกฉนวนกันความร้อนใส่บ้านทั้งที แต่ความรู้เรื่องนี้ไม่มี ทำไงดี…

 

ฉนวนกันความร้อนทั่วไปแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลักๆ ดังนี้

1.ฉนวนกันความร้อนแบบแผ่น จะติดตั้งไว้บนฝ้าเพดานหรือใต้หลังคา หาซื้อได้ง่ายและมีหลายราคาให้เลือก โดยฉนวนกันความร้อนแบบแผ่นมี4ชนิด ได้แก่ ฉนวนกันความร้อนอลูมิเนียมฟรอยล์ , ฉนวนกันความร้อนโฟมโพลีเอทิลีน , ฉนวนกันความร้อนใยแก้ว และ ฉนวนกันความร้อนโพลีสไตรีนโฟม

 

2.ฉนวนกันความร้อนแบบพ่น หรือ ที่เรียกว่าโฟมกันความร้อน ด้วยเป็นชนิดแบบพ่นจึงเข้าถึงได้ทุกซอกทุกมุมที่ต้องการ แต่มีราคาค่อนข้างสูง เนื่องจากมีความยุ่งยากและต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญโดยเฉพาะ มักเป็นที่นิยมสำหรับอาคารและ

โรงงาน โฟมชนิดนี้ได้แก่ ฉนวนกันความร้อนเซรามิคโค้ดติ้ง และ ฉนวนกันความร้อนเยื่อกระดาษ 

 

ฉนวนกันความร้อนที่ได้รับความนิยมในขณะนี้ 

ฉนวนกันความร้อนโฟมโพลียูรีเทน (PU FOAM) หรือ โฟมเหลือง เป็นฉนวนกันความร้อนที่มีทั้งแบบแผ่นและแบบพ่นให้เลือกตามความต้องการ ข้อดีของพียูโฟม คือ ช่วยลดความร้อนใต้หลังคาได้มากถึง 15-35 องศา ช่วยเก็บความเย็นภายในอาคารทำให้ประหยัดค่าแอร์ได้ดีเยี่ยม ลดเสียงจากภายนอกได้ 20-40เดซิเบล จึงป้องกันเสียงรบกวนได้ดี ทนต่อกรด-ด่าง ไม่ดูดซับน้ำ มีอายุการใช้งานได้มากกว่า 20 ปี โดยไร้ปัญหาพียูโฟมหลุดร่อน ประหยัดทั้งเวลาและค่าใช้จ่ายในการติดตั้ง

 

ตู้คอนเทนเนอร์มีอายุการใช้งานนานแค่ไหน 

ปกติตู้คอนเทนเนอร์ มักจะมีอายุการใช้งานไม่ต่ำกว่า 30 ปี นับจากวันที่ผลิต แต่ก็ขึ้นอยู่กับสภาพการใช้งานจริงด้วย อาจต้องลงน้ำยากันสนิม และ คอยตรวจสอบอย่างสม่ำเสมอ

 

กันสนิมอย่างไรให้ตู้คอนเทนเนอร์อยู่กับเรานานๆ 

ปัจจุบันมีน้ำยาหยุดสนิม Anti rust ที่ใช้ทาบนโลหะที่เป็นสนิมเพื่อหยุดการแพร่กระจายของสนิมได้ โดยทาลงบริเวณที่เป็นสนิมแล้วรอให้แห้งทิ้งไว้ประมาณ 8 ชม. วิธีนี้จะช่วยหยุดการแพร่กระจายได้ หากต้องการทาสีทับก็ใช้ผ้าเช็ดคราบน้ำยาให้แห้งแล้วทาสีทับได้เลย

 

วางตู้บนพื้นดินเลยได้หรือไม่ การวางตู้บนพื้นดินเลยโดยไร้สิ่งใดรองรับจะมีปัญหาเรื่องความชื้นและตู้คอนเทนเนอร์เองก็ค่อนข้างหนัก ถ้าวางตู้บนพื้นที่มีความอ่อนตัวอาจจะทำให้ตัวตู้หรืออาคารทรุดได้ ฉะนั้นควรต้องมีฐานรองรับตู้ โดยปรึกษาวิศวกรผู้ชำนาญจะดีที่สุด

 

เจาะประตู-หน้าต่าง ตู้คอนเทนเนอร์ ได้แค่ไหน

การที่จะเจาะประตูหรือหน้าต่างต้องมีการเสริมเหล็กบริเวณขอบทั้ง4ด้านของช่องที่เจาะ ให้ช่วยรับน้ำหนักแทนส่วนของผนังที่ถูกเจาะหายไป จึงจำเป็นต้องใช้ช่างที่ชำนาญโดยเฉพาะ เพราะต้องใช้ไฟในการเจาะ โดยทั่วไปเวลาที่ซื้อตู้กับบริษัทชั้นนำหรือที่เขาจำหน่ายตู้คอนเทนเนอร์ก็จะมีวิศวกร และ ช่างซ่อมบำรุงอยู่แล้ว สามารถแจ้งให้เขาดำเนินการได้เลย

 

การสร้างบ้านคอนเทนเนอร์ต้องขออนุญาตหรือไม่ ถึงแม้จะเป็นการสร้างบ้านจากตู้คอนเทนเนอร์ แต่ก็ยังต้องมีการคำนวนโครงสร้างทางวิศวกรรม รวมไปถึงส่วนของกฏหมายด้านอาคารต่างๆ เพราะตู้คอนเทนเนอร์จะกลายเป็นบ้านหรือที่อยู่อาศัยประเภทหนึ่ง ดังนั้นจึงต้องมีการขออนุญาตก่อนก่อสร้างเหมือนการสร้างอาคารทั่วไปนั่นเอง

 

อะไหล่ตู้คอนเทนเนอร์หาซื้อได้ที่ไหน 

โดยปกติแล้วตู้คอนเทนเนอร์จะไม่ได้มีอะไหล่ขายทั่วไป ต้องเป็นร้านที่จำหน่ายเฉพาะ หรือ โรงงานที่ผลิตคอนเทนเนอร์โดยตรง ก็จะได้อะไหล่ที่ตรงสเป็คและราคาไม่แพงเกินไป และปัจจุบัน 

 

ทำไมตู้คอนเทนเนอร์ถึงขาดแคลน 

เนื่องจากสถานการณ์โควิด-19 ที่ทำให้ผู้คนกักตัวอยู่บ้านกันมากขึ้น จึงมีการสั่งซื้อของในระบบออนไลน์มากขึ้นตามไปด้วย สินค้าส่งออกส่วนใหญ่มักจะใช้บริการตู้คอนเทนเนอร์ ก็ได้รับผลกระทบนี้ไปด้วย ไม่วาจะเป็นในเรื่องของความต้องการใช้ตู้เปล่าในการบรรจุสินค้า หรือ อัตราค่าระวางเรือที่ปรับตัวสูงขึ้น ทำให้เกิดเหตุการณ์ ตู้คอนเทนเนอร์ขาดแคลน 

 

ในประเทศไทยเองก็ได้รับผลกระทบนี้เช่นกัน เนื่องจากตู้ที่ถูกตีกลับไปฝั่งทางอเมริกา-ยุโรป แล้วติดช่วงโควิดอีก และ ทางฝั่งจีนเจ้าพ่อส่งออกตู้คอนเทนเนอร์ก็ถูกกักไว้ในประเทศเพราะข่าวเรื่องเชื้อโควิดนั่นเอง 

 

จึงสรุปได้ว่า ตู้คอนเทนเนอร์สามารถอาศัยอยู่ได้จริง มีการยอมรับและขยายไปอย่างกว้างขวางทั่วโลก ในการนำตู้คอนเทนเนอร์มาปรับใช้ให้เป็นนวัตกรรมทางเลือกในปัจจุบัน ทั้งช่วยประหยัดเวลาในการก่อสร้าง เคลื่อนย้ายง่าย ราคาถูก และ มีความโมเดิร์น แล้วยังเป็นการ reuse นำสิ่งของกลับมาใช้ใหม่ ช่วยลดขยะให้กับโลกอีกด้วย 

 

 

 

Objectively whiteboard extensible products and distinctive content. Credibly brand plug-and-play opportunities before adaptive convergence. Interactively customize proactive synergy and superior markets. Collaboratively harness future-proof “outside the box” thinking through unique platforms. Professionally coordinate interactive innovation before efficient innovation.

Holisticly productivate customer directed sources with best-of-breed technologies. Efficiently monetize global ROI without premium infrastructures. Assertively formulate equity invested leadership through viral infrastructures. Proactively seize interdependent models before 24/365 technologies. Energistically generate proactive e-tailers for error-free infrastructures.

Credibly fashion emerging platforms whereas team building supply chains. Appropriately matrix global alignments without high-quality products. Seamlessly strategize viral technologies rather than equity invested processes. Progressively reconceptualize bleeding-edge collaboration and idea-sharing and tactical partnerships. Efficiently productize covalent e-tailers through sticky benefits.

Credibly enhance fully researched functionalities vis-a-vis interactive initiatives. Completely administrate enterprise-wide ROI vis-a-vis cross-media growth strategies. Authoritatively streamline customer directed imperatives via open-source processes. Objectively enable client-centered total linkage rather than leveraged synergy. Intrinsicly network magnetic human capital with orthogonal infomediaries.

Authoritatively administrate long-term high-impact e-business via parallel web services. Synergistically synergize equity invested infrastructures whereas integrated infrastructures. Globally whiteboard customer directed resources after multimedia based metrics. Assertively strategize standardized strategic theme areas vis-a-vis impactful catalysts for change. Details

Objectively whiteboard extensible products and distinctive content. Credibly brand plug-and-play opportunities before adaptive convergence. Interactively customize proactive synergy and superior markets. Collaboratively harness future-proof “outside the box” thinking through unique platforms. Professionally coordinate interactive innovation before efficient innovation.

Holisticly productivate customer directed sources with best-of-breed technologies. Efficiently monetize global ROI without premium infrastructures. Assertively formulate equity invested leadership through viral infrastructures. Proactively seize interdependent models before 24/365 technologies. Energistically generate proactive e-tailers for error-free infrastructures.

Credibly fashion emerging platforms whereas team building supply chains. Appropriately matrix global alignments without high-quality products. Seamlessly strategize viral technologies rather than equity invested processes. Progressively reconceptualize bleeding-edge collaboration and idea-sharing and tactical partnerships. Efficiently productize covalent e-tailers through sticky benefits.

Credibly enhance fully researched functionalities vis-a-vis interactive initiatives. Completely administrate enterprise-wide ROI vis-a-vis cross-media growth strategies. Authoritatively streamline customer directed imperatives via open-source processes. Objectively enable client-centered total linkage rather than leveraged synergy. Intrinsicly network magnetic human capital with orthogonal infomediaries.