ใกล้ถึงวันแม่แล้ว คนส่วนใหญ่จะนึกในฐานะลูก ว่าจะทำอะไรเพื่อเป็นการระลึกถึงบุญคุณน้ำนมแม่ แต่ในขณะเดียวกัน วันนี้ก็เป็นอีกวันสำคัญของผู้ที่อยู่ใน ฐานะพ่อ-แม่ ที่มีลูกเช่นกัน เพราะบทบาทนี้เป็นปฐมบทที่จะปลุกปั้นเด็กคนหนึ่ง ให้เติบโตเป็นลูกที่ดี เป็นคนดีในสังคม และจะเป็นพ่อแม่ที่ดี ที่สืบทอดกันรุ่นต่อรุ่น ในอนาคตต่อไป Details

ปฏิเสธไม่ได้ว่า ไฟฟ้า เป็นสิ่งอำนวยความสะดวกที่จำเป็นของการดำรงชีวิตทุกคน และมีการใช้ไฟฟ้าทุกแห่ง ทุกอาคาร บ้านเรือน แม้ว่าไฟฟ้าจะมีประโยชน์มากมาย แต่เหรียญย่อมมี 2 ด้าน แม้แต่ระบบไฟฟ้าก็เช่นกัน ที่พร้อมจะให้โทษมหันต์ และสร้างความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินให้วอดวายได้ในพริบตา หากขาดความระมัดระวังในการใช้งาน หรือไม่มีการควบคุมระบบไฟฟ้าที่ปลอดภัย และแม้แต่การติดตั้งอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ไม่ได้มาตรฐาน  

เรามักจะได้ยินข่าวไฟไหม้อาคาร บ้านเรือน ห้างสรรพสินค้า สถานที่ในแหล่งชุมชนในหลายๆแห่งที่ผ่านมา ด้วยสาเหตุส่วนใหญ่ที่เกิดจากกระแสไฟฟ้าลัดวงจร กระแสไฟฟ้ารั่ว หม้อแปลงระเบิด เนื่องจากอุปกรณ์ไฟฟ้าไม่ได้มาตรฐานหรือชำรุดและเก่า ยิ่งช่วงนี้อัคคีภัยเกิดถี่มากขึ้น และพื้นที่เกิดเหตุส่วนใหญ่มักเป็นแหล่งชุมชนแออัด หรือมีคนอาศัยอยู่จำนวนมาก โดยเฉพาะย่านการค้าขาย และตึกอาคารพาณิชย์ในกรุงเทพที่มักจะจำหน่ายวัสดุติดไฟได้ง่าย เมื่อเกิดเหตุเพลิงไหม้จึงลุกลามอย่างรวดเร็ว 

ด้วยรูปแบบการอาศัยของวิถีชีวิตคนเมือง ที่ส่วนใหญ่เป็นอาคารตึกสูง และคอนโดมิเนียมจำนวนมาก เมื่อเกิดเหตุไฟไหม้ การใช้รถกระเช้าลำเลียงหัวฉีดน้ำดับเพลิงเข้าที่เกิดเหตุจะใช้เวลานานนาน เนื่องจากการทำงานของกระเช้าต้องใช้พื้นที่มาก แต่คอนโดมิเนียมและตึกสูงส่วนใหญ่จะมีพื้นที่โดยรอบแคบและจำกัด ทำให้กระเช้าเข้าถึงตัวอาคารได้ยาก ก่อให้เกิดความเสียหายมากมาย กว่าที่เจ้าหน้าที่จะทำการควบคุมสถานการณ์ได้  อีกทั้งเหตุเพลิงไหม้ที่มักจะมีผู้เสียชีวิต มักจะเกิดช่วงเวลาที่คนส่วนใหญ่หลับแล้ว โดยผ่านหลังเที่ยงคืนไปแล้ว จึงไม่ได้มีการระวังตัว ทำให้มีการสำลักควันจนเสียชีวิต 

ดังนั้นการติดตั้งอุปกรณ์ไฟฟ้าภายในบ้าน อาคารสถานที่ต่างๆ รวมถึงการติดตั้งอุปกรณ์ไฟฟ้าโรงงาน สำคัญเป็นอย่างมาก เพื่อป้องกันเหตุอันตรายที่จะเกิดขึ้น ไม่เพียงแต่การป้องกันการเกิดเพลิงไหม้เท่านั้น แต่ยังเป็นการปกป้องผู้อาศัย หรือผู้ที่ต้องทำงานในพื้นที่ จากอุบัติเหตุต่างๆที่เกิดจากกระแสไฟ เช่น ไฟช็อต ไฟดูด ไฟรั่ว เป็นต้น ดังนั้นหากใครที่ต้องการจะติดตั้งระบบไฟฟ้า ควรจะต้องคำนึงหลักการต่อไปนี้เสมอ 

หลักการติดตั้งระบบไฟฟ้าให้ปลอดภัย 

1. ใช้อุปกรณ์ตัดวงจรอัตโนมัติ

อุปกรณ์ตัดวงจรอัตโนมัติ อย่าง Circuit Breaker คืออุปกรณ์สำคัญในการป้องกันกระแสไฟฟ้าลัดวงจร ที่จะช่วยปกป้องและเพิ่มความปลอดภัยให้กับผู้อาศัยอยู่ในอาคาร หรือจากการใช้งานไฟฟ้าได้มากขึ้น เพราะเมื่อไรที่มีกระแสไฟฟ้ารั่วไหลจากเครื่องใช้ไฟฟ้า หรือมีการใช้กระแสไฟฟ้าเกิน กระแสไฟฟ้าลัดวงจร หรือกระแสไฟฟ้าไหลลงดิน โดยผ่านตัวนำหรือสื่ออื่นๆ และแม้แต่ผ่านร่างกาย อุปกรณ์นี้จะทำการตัดวงจรกระแสไฟฟ้าทันที ทำให้ไม่เกิดอันตรายกับผู้ใช้งาน 

2. ติดตั้งสายดิน

สายดิน เป็นอุปกรณ์ที่มักจะทำงานคู่กับอุปกรณ์ตัดไฟ โดยสายดินนั้นจะติดตั้งอยู่ที่ตัวเมนไฟ ทำหน้าที่ในการช่วยระบายกระแสไฟฟ้าที่ไหลนอกจากวงจรลงสู่พื้นดิน ทำให้ผู้ใช้งานอุปกรณ์ไฟฟ้า หรือสัมผัสอุปกรณ์ดังกล่าวไม่โดนไฟดูดจนได้รับอันตราย 

3. ติดตั้งตู้คอนโทรล และแยกเบรกเกอร์ของใครของมัน

การติดตั้งระบบไฟฟ้าที่รวมทุกอย่างภายในสวิตซ์เดียวกันหมด เสี่ยงที่จะทำให้เกิดอันตรายจากกระแสไฟฟ้าลัดวงจรเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะถ้าเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ใช้กำลังไฟสูง เช่น คอมพิวเตอร์ เครื่องปรับอากาศ เตาอบขนาดใหญ่ เป็นต้น ซึ่งเครื่องใช้ไฟฟ้าเหล่านี้ควรจะแยกสวิตซ์เป็นส่วนๆไป โดยมีตู้คอนโทรลไฟฟ้าในบ้าน ซึ่งตู้คอนโทรลไฟฟ้า คือ ตู้ที่เป็นจุดศูนย์รวมในการควบคุมระบบไฟฟ้าทั้งหมดภายในอาคาร เพื่อควบคุมระบบการทำงานของไฟฟ้าได้ง่ายขึ้น ซึ่งกรณีที่อยู่อาศัยรูปแบบบ้าน ห้องชุด อพาร์ทเมนท์มักจะใช้ตู้คอนโทรลระบบไฟฟ้าชนิด Consumer Unit ซึ่งนิยมใช้กับไฟ 1 เฟสเท่า หรือ Load Center สำหรับอาคารขนาดกลางไปจนถึงโรงงานขนาดใหญ่ ซึ่งใช้ตู้คอนโทรลไฟฟ้า 3 เฟส จะมีส่วนของสายไฟหลักจากมิเตอร์ไฟฟ้าต่อกับตู้ Breaker อีกที เพื่อเพิ่มความปลอดภัยอย่างสูงสุด นอกจากนี้อุปกรณ์ยังช่วยป้องกันความเสียหายแก่เครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ จากฟ้าผ่าในระดับหนึ่งอีกด้วย 

4. เดินสายไฟภายในท่อร้อยสายไฟเสมอ

การติดตั้งระบบไฟฟ้า ควรเดินสายไฟในท่อร้อยสายไฟ ซึ่งอาจเป็นท่อแข็ง หรือเป็นท่ออ่อนก็ได้ โดยเฉพาะการเดินสายไฟในที่ลับตาเช่น ใต้ผนัง ใต้ฝ้า ฯลฯ จะต้องร้อยท่อเสมอ เพื่อป้องกันการชำรุดและความเสียหายที่อาจเกิดจากสภาพภูมิอากาศ สิ่งแวดล้อมต่างๆ เช่น ฝุ่น น้ำ การกัดแทะของสัตว์และแมลงต่างๆ จนอาจก่อให้เกิดอันตรายจากอุปกรณ์ระบบไฟฟ้าเสื่อมสภาพ หากเป็นสวิตซ์ด้านนอกบ้านควรติดตั้งชนิดมีฝาปิดกันน้ำเพื่อความปลอดภัย 

5. เลือกขนาดสายไฟให้เหมาะกับการใช้งาน

ขนาดสายไฟในแต่ละสถานที่อาคาร จะต้องเลือกให้เหมาะและเพียงพอต่อการใช้งาน หากเลือกสายไฟขนาดเล็กวางระบบในอาคารที่มีการใช้ปริมาณไฟฟ้าสูง เช่นในอาคารขนาดใหญ่ เช่น ห้างสรรพสินค้า โรงแรม หรือ คลังไฟฟ้าโรงงาน จะทำให้สายไฟมีความร้อนสูง เนื่องจากกระแสไฟสูงเกินกว่าขนาดรองรับของสายไฟ ฉนวนกันไฟฟ้าจะเกิดการละลายได้ จนก่อให้เกิดไฟฟ้าลัดวงจรนั่นเอง 

 6. เลือกใช้อุปกรณ์ไฟฟ้ามีคุณภาพ มีมาตรฐาน และปลอดภัยสูงในการติดตั้ง

การติดตั้งระบบไฟฟ้าให้มีความปลอดภัย ก็ต้องคำนึงถึงมาตรฐานของอุปกรณ์ไฟฟ้าด้วย ดังนั้นก่อนจะทำการติดตั้งระบบไฟฟ้า หรือจะเปลี่ยนอุปกร์ไฟฟ้าชนิดใดก็ตาม ไม่ว่าจะเป็น ปลั๊กไฟ สายไฟ คอนซูมเมอร์ ตู้สวิทช์บอร์ด เมนเบรกเกอร์ หรือเบรกเกอร์ย่อย จะต้องเลือกใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าที่มีคุณภาพเสมอ แบรนด์ของสินค้ามีแหล่งผลิต ศูนย์จำหน่ายหรือบริษัทขายอุปกรณ์ไฟฟ้าที่น่าเชื่อถือและไว้ใจได้ เป็นที่รู้จักในวงการและท้องตลาด ยิ่งมีกลุ่มลูกค้าขนาดใหญ่ อย่างกลุ่มโรงงานอุตสาหกรรม ก็ยิ่งมีเครดิตที่น่าเชื่อถือยิ่งขึ้น ช่วยให้มั่นใจถึงคุณภาพและความปลอดภัยของอุปกรณ์ไฟฟ้า ตลอดระยะอายุการใช้งาน

7. ตรวจสอบอุปกรณ์ไฟฟ้าอยู่เสมอ และเลือกช่างติดตั้งที่ไว้ใจได้ 

บ่อยครั้ง ที่อัคคีภัยและอุบัติเหตุจากไฟฟ้า เกิดจากเครื่องใช้ไฟฟ้า หรืออุปกรณ์ไฟฟ้าเก่า และมีอายุการใช้งานนานกว่าที่กำหนด รวมถึงอุปกรณ์ไฟฟ้าเกิดการชำรุด และเสื่อมประสิทธิภาพ ดังนั้นควรมีการตรวจเช็คอยู่เสมอ และทำการเปลี่ยนใหม่ทันทีหากพบส่วนใดมีการชำรุด โดยส่วนใหญ่แล้วสายไฟจะมีอายุการใช้งานประมาณ 6 – 8 ปี หรือถ้ามีความผิดปกติ เช่น กรอบอุปกรณ์แตก สายไฟเปลี่ยนสี หรือสายหุ้มข้างนอกขาดวิ่นจนเห็นขดลวดข้างใน ก็รีบทำการเปลี่ยนทันที อย่าเสียดายแม้จะยังไม่หมดอายุการใช้งานก็ตาม และควรให้ผู้เชี่ยวชาญหรือช่างไฟฟ้าโดยตรงและที่ไว้ใจได้เป็นผู้เปลี่ยนและซ่อมแซมจะดีที่สุด 

มาตรฐานการติดตั้งระบบไฟฟ้าที่ดี ประกอบกับการเลือกใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าที่มีคุณภาพสูง จะช่วยป้องกันอันตรายจากกระแสไฟฟ้าและการเกิดอัคคีภัยได้ และไม่ควรลืมที่จะหมั่นตรวจตราอุปกรณ์ไฟฟ้าอยู่เสมอ เพื่อจะได้ทำการซ่อมแซมหรือเปลี่ยนใหม่ได้ทัน และสำหรับใครที่กำลังมองหาอุปกรณ์ไฟฟ้าคุณภาพดี เพื่อนำไปติดตั้งภายในบ้าน หรือผู้รับเหมาก่อสร้างและช่างติดตั้งระบบไฟให้อาคารต่างๆ ที่ต้องการอุปกรณ์ไฟฟ้าคุณภาพเยี่ยม รวมไปถึงโรงงานอุตสาหกรรมที่ต้องการอุปกรณ์ไฟฟ้าที่สามารถรองรับระบบปริมาณการใช้ไฟฟ้าจำนวนมาก ติดต่อที่ SQD Group ตัวแทนจำหน่ายอุปกรณ์ไฟฟ้าของบริษัทชั้นนำระดับโลก ที่ครบครันอุปกรณ์ไฟฟ้าในที่เดียว และเปิดให้บริการมาอย่างยาวนาน ให้คุณมั่นใจว่าจะได้สินค้าคุณภาพและบริการที่เยี่ยมยอด 

“แมว” ได้ชื่อว่าเป็นสัตว์รักความสะอาด รักสวยรักงาม เลียขนตกแต่งขนทั้งวัน แต่ถึงอย่างนั้น แมว ก็มีต่อม ๆ หนึ่ง ที่ปล่อยกลิ่นเหม็น จนบางทีทาสอย่างเราๆ ไม่อยากจะเชื่อ ว่าบอสใหญ่อย่างน้องแมวของเรา จะเหม็นได้ขนาดนี้ (OMG!) 

ต่อมเหม็นแมวคืออะไร 

เพราะต่อมที่ปล่อยกลิ่นเหม็นที่ว่านี้ ก็คือ “ต่อมก้น” (Anal gland)  หรือทาสแมวทาสหมาหลายคนเรียก ต่อมเหม็น นั่นเอง โดยต่อมนี้จะอยู่บริเวณข้างรูก้นน้องแมวน้องหมา ซึ่งต่อมก้นของน้องแมวจะมีขนาดเท่าเมล็ดถั่ว 2 ต่อมข้างๆ รูก้น โดยต่อมก้นจะทำหน้าที่สร้างสารคัดหลั่ง ซึ่งเป็นสารชนิดหนึ่ง ที่เป็นกลิ่นเฉพาะตัวของน้องหมาน้องแมวตัวนั้น และเมื่อน้องแมวอึ จะมีการเคลื่อนไหวของลำไส้ ต่อมก้นจะปล่อยของเหลวออกมาและติดไปกับอึของน้องแมว ทำให้อึของน้องแมวมีกลิ่นเฉพาะตัว เป็นการแสดงอาณาเขต หรือการทำแลนด์มาร์คอีกแบบหนึ่ง เพื่อสื่อสารต่อแมวตัวอื่นๆ ว่านี่ อึฉัน แถวนี้ฉันคุม! 

 

ต่อมก้นนอกจากจะทำหน้าที่ปล่อยกลิ่น แสดงความเป็นเจ้าของอึแล้ว เวลาที่น้องแมวตื่นเต้น ตกใจ กลัว หรือรู้สึกไม่ปลอดภัย ต่อมก้นก็จะปล่อยกลิ่นที่ว่านี้ออกมา คล้าย ๆ กับตัวสกั๊งค์เลยล่ะ และนอกจากจะมีการปล่อยกลิ่นติดไปกับอึ เพื่อแสดงอาณาเขตแล้ว กลิ่นยังคงติดอยู่ที่ขน รอบๆบริเวณก้นด้วย แต่กลิ่นจะจางหายไปเอง เมื่อผ่านพ้นไปในเวลา 2-3 ชั่วโมง 

จำเป็นต้องบีบต่อมก้นน้องแมวไหม

ต่อมเหม็นแมวคืออีกอวัยวะที่สำคัญของน้องแมว เพราะหากต่อมเกิดการอักเสบ ที่อาจเกิดได้หลายสาเหตุ เช่น การอุดตันของท่อ การติดเชื้อ อายุ เพศ อาหาร หรือแม้แต่แต่การเกิดเนื้องอก และมะเร็ง ก็อาจเกี่ยวโยงกับต่อมก้นนี้ได้ สำหรับการดูแลต่อมเหม็นน้องแมวที่มีสุขภาพปกติ ไม่ได้มีปัญหาหรืออาการอักเสบใดๆ ไม่จำเป็นต้องบีบต่อมก้น แต่เพียงแค่นำสำลีชุบน้ำอุ่น เช็ดก้นน้องแมวบ่อยๆ นอกจากจะช่วยทำความสะอาดให้น้องแล้ว ยังเป็นเหมือนการนวดให้สบายด้วย แต่ถ้ากรณีน้องแมวมีปัญหา ไม่สามารถขับต่อมข้างก้นออกมาได้เอง ทาสอย่างเรา ๆ ก็จำเป็นต้องคอยบีบต่อมเหม็นแมว เพราะหากปล่อยทิ้งให้มีการสะสมนานๆ อาจทำให้น้องแมวเสี่ยงเป็นต่อมข้างก้นอักเสบได้ ซึ่งส่วนใหญ่น้องแมวที่เลี้ยงระบบปิดมักจะเจอปัญหานี้ได้บ่อยกว่าที่เลี้ยงระบบเปิด 

ต่อมเหม็นแมวบวม อักเสบ

หากน้องแมวปล่อยกลิ่นเหม็นมากกว่าปกติ หรือ น้องแมวมีน้ำเหม็นๆออกมาตลอดเวลา หรือมีลักษณะเป็นน้ำหนองปนเลือด ไถก้นกับพื้น มีอาการท้องผูก ซึม มีไข้ อาจมีไตแข็งข้างต่อมก้น บวมแดง และถ้ามีการอุดตันเป็นเวลานาน อาจทำให้ต่อข้างก้นแตกปะทุออกมาทางผิวหนังข้างก้น ซึ่งอาการเหล่านี้อาจบ่งบอกถึงภาวะต่อมเหม็นแมวอักเสบ ที่ไม่ควรปล่อยปละละเลย 

 

ต่อมเหม็นอักเสบ รักษาด้วยการบีบจริงหรือ

การรักษาต่อมเหม็นอักเสบในน้องแมวจะขึ้นอยู่กับอาการ หากอาการไม่รุนแรง อาจช่วยด้วยการบีบเอาของเหลว เลือด และ หนองที่อยู่ในภายในต่อมข้างก้นออก และให้ยาลดอักเสบที่ตามสัตว์แพทย์สั่งจัด เพื่อป้องกันการติดเชื้อ ส่วนกรณีที่ต่อมก้นอักเสบจนฝีแตกออกมาตรงบริเวณผิวภายนอก สัตว์แพทย์จะให้ยาลดอักเสบ และยาปฏิชีวนะ และจะต้องล้างทำความสะอาดแผลทุกวัน จนกว่าแผลจะหายเป็นปกติ แต่ถ้าหากการรักษาไม่สามารถหายได้ด้วยการให้ยา สัตว์แพทย์อาจจะต้องทำการผ่าตัด เพื่อนำต่อมข้างก้นออก 

ผู้เชี่ยวชาญด้านสัตว์เลี้ยง อย่างน้องหมาน้องแมว ได้แนะนำวิธีบีบต่อมเหม็นแมว ต่อมเหม็นสุนัข สามารถทำได้เองง่ายๆ 

  • ยกหางน้องแมว น้องหมาขึ้นให้พ้นรัศมีที่จะบังสายตา หรือกีดขวางขณะที่เราทำการบีบ
  • ใช้นิ้วชี้และนิ้วโป้งค่อยๆกดลง บริเวณด้านข้างของรูก้นน้องแมวเบาๆ กดขึ้น-ลง เบาๆ เพื่อให้น้ำหนอง หรือสิ่งที่คั่งค้างภายในท่อออกมา 
  • ใช้กระดาษทิชชู่หรือผ้านิ่มๆ ชุบน้ำบิดหมาด เช็ดทำความสะอาด 
  • หากทำตอนอาบน้ำจะดีมาก เพราะจะได้ใช้น้ำล้างทำความสะอาดได้เกลี้ยงกว่า

 

การช่วยบีบต่อมเหม็นแมว ต่อมเหม็นหมา จะช่วยลดกลิ่นคาว และช่วยให้สิ่งที่คั่งค้างในท่อได้ระบายออก ลดการอุดตัน ควรทำด้วยแรงเบามือที่สุด เพื่อไม่ให้น้องแมวตื่นตกใจกลัวและรู้สึกเจ็บ จนฝังใจและเครียดทุกครั้งที่ต้องโดนบีบต่อมก้น ทำให้สภาพจิตใจน้องเสียและอาจป่วยได้ ดังนั้นอาจใช้เพียงสำลีชุบน้ำอุ่นเช็ด สลับกับการบีบต่อมก้นเป็นบางครั้งก็เพียงพอ สำหรับในน้องแมวที่มีสุขภาพปกติ แต่ถ้าเป็นกรณีที่น้องแมวป่วย มีอาการของต่อมก้นอักเสบ ต้องรีบพาไปพบสัตว์แพทย์และดูแลรักษาอย่างถูกต้องตามที่แพทย์สั่ง เพื่อให้น้องแมวไม่มีอาการแทรกซ้อน และมีสุขภาพดี อยู่เป็นบอสใหญ่ของเราไปนานๆ ไม่รีบชิงหนีกลับไปดาวแมว 

 

ปฏิเสธไม่ได้ว่า เสื้อผ้า เป็น 1 ใน ปัจจัย 4 ของคนเรา จากเครื่องนุ่งห่มที่จำเป็น สู่ความสวยงามของแฟชั่น และ เอกลักษณ์ของแบรนด์ธุรกิจ รวมถึงลักษณะกิจการอาชีพ ด้วยความหลากหลายในการใช้งานที่แตกต่างกันนี่เอง จึงมีการผลิตเนื้อผ้าแต่ละชนิดขึ้นมา เพื่อให้ตอบโจทย์ต่อการใช้งานมากที่สุด 

ปัจจุบันเนื้อผ้า (fabric) ที่นำมาใช้ตัดเย็บเสื้อผ้า ชุดยูนิฟอร์ม กระเป๋า รองเท้า มีหลากหลายมาก เช่น 

  • ผ้าลินิน  (Linen)
  • ผ้าฝ้าย  (Cotton)
  • ผ้าไหม  (Silk) 
  • ผ้าซาติน (Satin) 
  • ผ้าใยสังเคราะห์ (Polyester) / ผ้า (Nylon) 
  • ผ้าใยผสม : ผ้าโพลีเอสเตอร์ ผสม ฝ้าย ,ผ้าโพลีเอสเตอร์ ผสม ลินิน , ผ้าโพลีเอสเตอร์ ผสม วิสโคส และ ผ้าโพลีเอสเตอร์ ผสม ลูเร็กซ์  เป็นต้น 

 

หากเป็นเสื้อผ้าแฟชั่นหรือชุดลำลอง การเลือกเนื้อผ้าหรือดีไซน์ก็จะขึ้นอยู่กับความชอบส่วนบุคคล แต่สำหรับชุดแต่งกายหรือแบบฟอร์มสำหรับองค์กรและธุรกิจ ย่อมขึ้นอยู่กับการพิจารณาของแบรนด์นั้น ๆ ที่จะต้องมีการเลือกสรรให้ดีที่สุด ทั้งในรูปแบบ ดีไซน์ และเนื้อผ้า เป็นไปในลักษณะทางเดียวกัน และส่งเสริมให้กับภาพลักษณ์ขององค์กร เพราะมีงานวิจัยว่า ชุดยูนิฟอร์ม มีผลต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่มีต่อสินค้าและบริการในแบรนด์ ช่วยเพิ่มยอดขายสินค้า และความน่าเชื่อถือให้กับองค์กร เพราะชุดยูนิฟอร์มช่วยสร้างภาพลักษณ์ของการเป็นมืออาชีพ และมีความเป็นระเบียบเรียบร้อย เรียกได้ว่าองค์กรและแบรนด์ต่าง ๆ สามารถสร้างกำไร และเครดิตชื่อเสียงได้อย่างคุ้มค่าจากยูนิฟอร์มที่ดีนั่นเอง 

ชุดยูนิฟอร์มแต่ละองค์กร แต่ละสถานที่ก็จะมีความแตกต่างกันไป ของรูปแบบดีไซน์ และลักษณะเนื้อผ้า แต่ส่วนใหญ่มักจะเลือกใช้เนื้อผ้าที่มีความคงทน ดูแลง่าย ยับยาก คงรูปทรง น้ำหนักเบา ระบายอากาศได้ค่อนข้างดี และแห้งเร็ว เพราะยูนิฟอร์มจะต้องใช้ใส่กันแทบตลอดวัน และหมุนเวียนใส่ทุกวัน ดังนั้นเนื้อผ้าที่จะนำมาตัดเป็นชุดยูนิฟอร์ม หรือแม้แต่ผ้ากันเปื้อนที่จะต้องใช้ทุกวันในธุรกิจการค้า จะต้องมีคุณสมบัติที่ตอบโจทย์ และอำนวยความสะดวกให้กับผู้สวมใส่ได้เป็นอย่างดี ซึ่งคำตอบส่วนใหญ่มักจะเป็น “ผ้าโพลีเอสเตอร์”

 

ผ้าโพลีเอสเตอร์คืออะไร

หลาย ๆ คนอาจไม่แน่ใจว่า ผ้าโพลีเอสเตอร์ เป็นยังไง เคยได้ยินและเคยเห็นป้ายแท็กบนเสื้อผ้า แต่ไม่รู้แตกต่างจากผ้าชนิดอื่น ๆ ยังไง ผ้าโพลีเอสเตอร์ คือ เส้นใยสังเคราะห์ ที่ผลิตผ่านกระบวนการเคมี 

ผ้าโพลีเอสเตอร์ (Polyester) คือเส้นใยสังเคราะห์ที่ผลิตจากพลาสติก (PET) เพื่อทดแทนการใช้เส้นใยธรรมชาติ ที่มีไม่เพียงพอต่อความต้องการ โดยเป็นปฏิกริยาจากกระบวนการเคมี Ethylene Glycol และ กรด Terephthalic เส้นใยโพลีเอสเตอร์จึงมีความเหนียว ทนทาน  และดูแลง่าย เป็นที่นิยมในการนำไปผลิตเป็นสิ่งทอหลากหลายรูปแบบ ทั้งรองเท้า กระเป๋า และเสื้อผ้า เช่น ยูนิฟอร์ม เสื้อผ้ากีฬา สูท เป็นต้น แต่ถึงแม้ว่าผ้าโพลีเอสเตอร์จะถูกผลิตจากพลาสติก แต่ก็สามารถย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ และนำกลับมารีไซเคิล เพื่อวนต่อการใช้ใหม่ได้ จากเส้นด้ายหรือเศษผ้า จึงนับว่าเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม 

Multi color fabric texture samples

 

คุณสมบัติของผ้าโพลีเอสเตอร์

นอกจากความเหนียว ทนทาน และดูแลง่ายแล้ว ผ้าโพลีเอสเตอร์ ยังมีความยืดหยุ่น สัมผัสนุ่ม ไม่ยับง่าย ทนความร้อน น้ำหนักเบา เนื้อผ้าแห้งเร็วเพราะไม่ดูดซับความชื้น ไม่อมน้ำ ทำให้ไม่เกิดเชื้อรา ระบายอากาศได้ดี ทำให้สวมใส่สบาย และมีความหดตัวน้อยกว่าผ้าจากเส้นใยธรรมชาติ ยิ่งไปกว่านั้น การดูแลรักษาผ้าโพลีเอสเตอร์ ไม่ยุ่งยาก ซักมือและซักเครื่องได้ตามปกติ สามารถทำความสะอาดได้ด้วย ผงซักฟอก สารฟอกขาว หรือ สบู่ และเนื่องจากผ้าโพลีเอสเตอร์ยับยาก จึงไม่จำเป็นต้องรีด หรือรีดด้วยไฟอ่อนๆ ก็เพียงพอ  

 

และเนื่องจากผ้าที่มีส่วนผสมของโพลีเอสเตอร์ เป็นผ้าชนิดเดียวที่สามารถนำมาพิมพ์ลายผ้าระบบซับลิเมชั่น (Sublimation) จึงเป็นที่นิยมอย่างมากในการนำมาตัดเป็นฟอร์มพนักงาน เสื้อผ้าแฟชั่น ผ้าพันคอ ชุดกีฬา เสื้อผ้าออกกำลังกาย เสื้อช็อป และชุดเสื้อผ้าที่ต้องสกรีนชื่อองค์กร แบรนด์ ทีม เป็นต้น 

 

Sublimation หรือ การพิมพ์ผ้าระบบซับลิเมชั่น คือ การพิมพ์ภาพลงบนกระดาษด้วยน้ำหมึกซับลิเมชั่น โดยเริ่มจากพิมพ์ภาพลงบนกระดาษซับลิเมชั่น จากนั้นนำกระดาษที่พิมพ์ไปวางบนเสื้อ แล้วรีดด้วยความร้อนหรือเครื่องรีดโรล โดยการกดทับเพื่อถ่ายเทน้ำหมึกจากกระดาษลงบนเนื้อผ้า ซึ่งเนื้อผ้าที่ใช้ในการพิมพ์ซับลิเมชั่นจะต้องมีส่วนผสมของใยสังเคราะห์ Polyester และหลีกเลี่ยงการใช้ผ้าเส้นใยธรรมชาติ อย่าง ผ้าฝ้าย มาใช้ 

ผ้าโพลีเอสเตอร์ถูกนำไปผลิตหรือผสมกับวัสดุอื่น ๆ เพื่อให้ได้คุณสมบัติและผิวสัมผัสที่แตกต่างกัน และให้ตรงกับประเภทงานที่จะนำไปใช้ ได้อย่างหลากหลายขึ้น เนื้อผ้าที่ทำจากโพลีเอสเตอร์ จึงมีมากมายในวงการถักทอ เช่น 

 

  • ผ้าโซล่อน เป็นผ้าเนื้อหนาปานกลาง มีการทอลายทั้งสองด้าน มีส่วนผสมของ Polyester 100% จึงทำให้ผ้าชนิดนี้ เหมาะกับงานสรีน Sublimation นิยมนำไปตัดเย็บที่หลากหลาย ทั้ง เสื้อ กางเกง เสื้อกาวน์ ชุดสูท ผ้าคลุมต่างๆ เช่น ผ้าคลุมตัว ผ้าปูโต๊ะ ผ้ากันเปื้อน หรือแม้แต่การตัดทำชุดคอสเพลย์ เพราะคุณสมบัติของผ้าโซล่อนคือ อยู่ทรง เน้นท์สีอะคริลิคได้ สามารถทำให้แข็งได้โดยเคลือบแป้งให้หนา และยังสามารถทำให้ผ้าพริ้วหรือนิ่มได้ ด้วยการลดการเคลือบแป้งให้น้อยลง 

 

  • ผ้าลีวาย เป็นผ้าเนื้อหนาปานกลาง มีเส้นใยสังเคราะห์โพลีเอสเตอร์ผสมค่อนข้างมาก ทำให้มีคุณสมบัติที่ดี คือ ฝุ่นไม่ติดเนื้อผ้า สามารถซักทำความสะอาดคราบสิ่งสกปรกออกได้ง่าย แม้จะเลอะคราบเลือดก็ตาม ยับยาก แทบไม่ต้องรีด แต่ถ้าต้องการจะรีด ต้องใช้ไฟอ่อน หริอหาผ้าอื่นมาทับก่อนรีด เพราะไม่เช่นนั้นผ้าจะขึ้นเงา ดูแลรักษาง่าย แต่ไม่ซับเหงื่อ มีสีให้เลือกพอสมควร แต่ส่วนใหญ่จะเป็นโทนสีสุภาพทั่วไป หรือออกไปค่อนข้ามสีเข้ม 

 

  • ผ้าโอซาก้า ผ้าโฟร์เวย์ เนื้อผ้าสวย ไม่แนบเนื้อ สวมสบาย มีน้ำหนักทิ้งตัว ไม่ยับง่าย 

 

  • ผ้าร่ม มีลักษณะเนื้อบางเบา แนบผิว ไม่ซับน้ำ ไม่อุ้มน้ำ แห้งเร็ว เนื้อเส้นด้ายทอแน่น กันฝุ่นได้ดี ซึ่งเรามักจะเห็นผ้าร่มนี้ได้ทั่วไป จากผ้าเสื้อกันลม ชุดกันฝน หรือนำไปทำร่ม 

ด้วยคุณสมบัติเฉพาะของผ้าแต่ละชนิดที่ผลิตจากโพลีเอสเตอร์ มีความแตกต่างกันไปตามลักษณะการใช้งานนี้เอง การ ผู้ประกอบการต่างๆ โดยเฉพาะธุรกิจการทอผ้า หรือผู้รับเหมาตัดเย็บชุด จะต้องมีความรู้ลักษณะ คุณสมบัติ ความแตกต่างของเนื้อผ้า และการนำผ้ามาใช้ให้เหมาะกับงาน เพราะหากนำชนิดผ้าที่มีคุณสมบัติซับน้ำได้ดี ไปทำผ้ากันเปื้อน นั่นเป็นการใช้งานผ้าที่ผิด และทำให้เกิดความเสียหายได้ ไหนๆก็พูดถึงผ้ากันเปื้อนแล้ว หากธุรกิจใดที่ต้องใช้ผ้ากันเปื้อนในการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นระบบองค์ใหญ่ หรือธุรกิจขนาดเล็ก ที่กำลังมองหาชนิดของผ้า เพื่อนำมาใช้สั่งตัดทำผ้ากันเปื้อน สำหรับประกอบในกิจการของตน แต่ยังไม่แน่ใจว่าจะใช้เนื้อผ้าชนิดใดดี เรามีเนื้อผ้า 3 ชนิด ที่เหมาะสำหรับการทำผ้ากันเปื้อนมากๆ และยังเป็นที่นิยมเป็นอันดับต้นๆ ในการทำผ้ากันเปื้อน ได้แก่ 

 

1.ผ้าโซล่อน (Solon fabric)

เนื้อผ้าโซล่อน หนาปานกลาง ประกอบไปด้วยเส้นใยโพลีเอสเตอร์ ( Polyester 100%) โดยมีการทอ เป็นลายทั้งสองด้าน และสามารถทำให้ผ้ามีความแข็งมาก หรือให้มีความพริ้ว อ่อนนุ่ม ก็ได้ จากลักษณะการเคลือบแป้ง หากต้องการให้ผ้าแข็ง ก็เคลือบแป้งให้หนา แต่ถ้าต้องการให้ผ้าพริ้วและนุ่ม ก็ลดการเคลือบแป้งให้น้อยลง อีกทั้งผ้าโซล่อนคุณสมบัติไม่ซับน้ำ จึงเหมาะกับการใช้งานในครัวได้ดี ที่อาจจะต้องมีการโดนน้ำได้ง่าย 

 

2.ผ้าโอซาก้า (Osaka fabric) 

ผ้าโอซากา หรือ ผ้าโฟร์เวย์ ผ้าทอที่มีลักษณะกึ่งแข็ง เป็นผ้าโพลีเอสเตอร์ 100% เช่นกัน เนื้อผ้าสวย ไม่แนบเนื้อ สวมสบาย มีน้ำหนักทิ้งตัว ไม่ยับง่าย ไม่รีด สวมใส่ได้ง่าย มีความทนทาน ไม่ซีดจางง่าย แม้จะสวมใส่บ่อยแค่ไหนก็ตาม 

 

3.ผ้าโทเร (Toray fabric)

ผ้าโทเร เป็นผ้าโพลีเอสเตอร์ผสม ระหว่าง Polyester 65% และ Cotton 35% มีชนิดเส้นด้าย 190 เส้น และ 210 เส้น ซึ่งจะนิยมเรียกชื่อตามจำนวนเส้นที่ทอ ด้วยการเรียกว่า ผ้าโทเร 190 และผ้าโทเร 210 โดยผ้าโทเร 190 จะมีจำนวนเส้นด้ายทอน้อยกว่าและบางกว่าผ้าโทเร 210 แต่เนื่องจากผ้าโทเรจะเป็นผ้าที่ค่อนข้างบาง จึงเหมาะกับอากาศที่ร้อนอบอ้าว 

Cotton flower on the table

 

ซึ่งนี่เป็นเพียงแค่การยกตัวอย่างของเนื้อผ้าที่ได้รับนิยม สำหรับนำมาใช้ตัดเป็นผ้ากันเปื้อน หรือแม้แต่ชุดฟอร์ม ที่ต้องการความทนทาน อยู่ทรง ยับยาก แต่ดูแลง่าย สวมใส่สบาย ที่ผลิตมาจากผ้าโพลีเอสเตอร์ แต่ถ้าต้องการศึกษาข้อมูลอย่างถ่องแท้ เพื่อนำมาใช้ประกอบในการตัดสินใจ สำหรับธุรกิจหรือองค์กร สามารถติดต่อเพื่อขอคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญด้านผ้า ที่คร่ำหวอดในวงการผ้ามาอย่างยาวนานอย่าง ช้างสีฟ้า รับรองว่าจะได้คำแนะนำที่ดีที่สุดในเรื่องของเนื้อผ้าอย่างแน่นอน 

 

“แตงกวา” พืชผักสวนครัวที่เป็นได้ทั้งอาหารและบำรุงด้านความงาม เราทุกคนคุ้นเคยกับแตงกวา ผักที่สามารถนำมากินแกล้มและทำกับข้าวได้หลากหลายเมนู ทั้งแกงจืดยัดไส้ แตงกวาผัดไข่ ใส่ในสลัด เคียงข้าวมันไก่ ข้าวผัด ลาบ จิ้มน้ำพริก หรือจัดวางบนจานเสต็กสุดหรู ด้วยแตงกวามีรสหวาน กรอบ ฉ่ำน้ำ มีให้กินทุกฤดูกาล แตงกวาจึงเป็นพืชเศรษฐกิจที่ขายดีในหลายๆประเทศ รวมถึงประเทศไทย 

 

คุณประโยชน์ของแตงกวา 

ถึงแม้ว่าในแตงกวาจะมีน้ำเป็นส่วนมาก แต่ก็มีสารอาหารในแตงกวาอื่นๆรวมอยู่ด้วย วิตามินเอ วิตามินซี วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 เบต้าแคโรทีน แคลเซียม ฟอสฟอรัส แมกนีเซียม กรดอะมิโน และเอนไซม์อีเลพซิน (Eresin) ซึ่งจะช่วยย่อยโปรตีน ขจัดเซลล์ผิวหนังที่ตายให้หลุดออก และผลัดเซลล์ผิวใหม่ขึ้นแทนที่ อีกทั้งยังช่วยต้านอนุมูลอิสระ ตัวการของผิวแก่และเหี่ยวย่น นอกจากนี้แตงกวามีเส้นใยอาหารที่ดีต่อระบบขับถ่าย มีเมธิโอนิน (Methionin) และ สารซิสติน (Cystin) ช่วยให้ผิวหนังมีความยืดหยุ่น และเปลือกแตงกวายังมีสารซิลิคอนและคลอโรฟิลล์ ที่ช่วยให้ป้องกันสิว ให้ผิวกระจ่างใส และชุ่มชื้น อีกทั้งแตงกวายังมีส่วนประกอบของคาเฟอิคและกรดแอสคอบิค ที่ช่วยลดอาการบวมใต้ดวงตา และป้องกันอาการบวมน้ำ 

สรรพคุณแตงกวากับผิว

แตงกวา นอกจากจะเป็นอาหารแล้ว ยังถูกนำมาใช้ด้านอื่นๆ โดยเฉพาะความสวยความงาม ด้วยสรรพคุณของแตงกวาที่มีผลต่อสภาพผิว จากสารอาหารธรรมชาติที่ประกอบอยู่ในแต่งกวานั่นเอง ทำให้ผู้ประกอบการ และบริษัทเครื่องสำอางทั่วโลก นำสารสกัดจากแตงกวาเป็นส่วนประกอบในเครื่องประทินผิวและเครื่องสำอางต่างๆ เช่น เจลล้างหน้า สบู่ล้างหน้า ครีมกันแดด ครีมลดริ้วรอย ครีมรักษาผิว ครีมลดรอยจุดด่างดำ เพื่อป้องกันผิวแห้งกร้าน สมานผิว ลดริ้วรอย และช่วยเรื่องผิวกระจ่างใส ไร้สิว อย่งเป็นธรรมชาติ รวมไปถึงการแก้รอยใต้ตา และบำรุงเส้นผม โดยสารสกัดเข้มข้นที่ใช้ผสมในเครื่องสำอางเหล่านี้ จะอยู่ที่ 1-10% 

 

ประโยชน์ของแตงกวากับผิว

สรรพคุณแตงกวากับผิวหน้าและผิวกายมีอะไรบ้าง ทำไมถึงได้ฮอตฮิตในหมู่เครื่องสำอางและประทินผิว เรามาแยกกันดูแต่ละส่วนกันเลยดีกว่า 

 

ลดอาการตาบวม ถุงใต้ตา และรอยคล้ำใต้ตา 

แตงกวามีสารฟราโวนอย (Flavonoids) และสารต้านอนุมูลอิสระอื่นๆ มีสรรพคุณช่วยลดอาการบวม ผิวระคายเคือง ผิวแพ้แดง ได้ดี และด้วยแตงกวาเป็นสมุนไพรฤทธิ์เย็น จึงนิยมนำมาฝานเป็นแผ่นบางๆ แล้วแปะไว้บนดวงตา เพื่อให้เส้นเลือดหดตัวลง ช่วยลดอาการตาบวมและรอยคล้ำใต้ตา 

 

แตงกวาช่วยให้ผิวชุ่มชื่น เนียนนุ่ม

เพราะแตงกวามีน้ำเป็นส่วนใหญ่ และมีเอนไซม์อีเร็ปซิน (erepsin) ช่วยผลัดเซลล์ผิวหนังที่ตายแล้วออกไป และเผยผิวใหม่แทนที่ ทำให้ผิวที่เคยหยาบกร้าน แลดูเรียบเนียนขึ้น โดยเฉพาะคนที่มีผิวแห้งกร้าน หรือช่วงหน้าหนาว ความชื้นในบรรยากาศต่ำ ทำให้ผิวเราแห้งกว่าปกติ เนื่องมาจากการถูกดึงน้ำออกไปจากผิว การพอกหน้าด้วยแตงกวา หรือใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของแตงกวา แล้วล้างออก จากนั้นบำรุงผิวด้วยน้ำมันธรรมชาติ เช่น น้ำมันมะพร้าว น้ำมันงา หรือน้ำมันมะกอก ผิวก็จะนุ่มนวล ชุ่มชื้น สดใส และอ่อนเยาว์ เพราะหลังจากการผลัดเซลล์ผิว วิตามิน แร่ธาตุ อะมิโน แอซิด จะช่วยรักษาและคืนความชุ่มชื้นตามธรรมชาติให้กับผิวหน้านั่นเอง 

 

บรรเทาอาการผิวไหม้แดด ระคายเคือง ผิวบวมอักเสบ 

ผิวหน้าอักเสบ บวมแดง หรือมีรอยไหม้ เพราะถูกแดดแผดเผา อาจนำไปสู่รอยด่างดำ และกระฝ้า สามารถบรรเทาด้วยการรีบนำน้ำแตงกวา (ยิ่งแช่เย็นยิ่งดี) มาพอกหน้า และบริเวณผิวไหม้แดด พอกทิ้งไว้ประมาณ 10 -15 นาที แล้วเช็ดออก หรือหั่นแตงกวาบางๆ แล้วประคบ ถ้าไม่สะดวกในการใช้แตงกวาสด อาจใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมแตงกวาทาทิ้งไว้ ให้วิตามินเอ วิตามินซี ซัลเฟต และโพแทสเซียม รวมไปถึงคุณสมบัติความเป็นฤทธิ์เย็นของแตงกวา ช่วยบรรเทาอาการผิวไหม้แดด ฟื้นฟู และเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิว

 

ลดรอยเหี่ยวย่น ผิวอ่อนเยาว์

ผิวเหี่ยวย่นเกิดได้จากหลายปัจจัย ซึ่งการขาดน้ำก็มีส่วนเช่นกัน เพราะผิวขาดความยืดหยุ่น ส่งผลต่อเซลล์ผิวให้เกิดริ้วรอยได้ง่าย อย่างที่รู้กันแล้วว่าแตงกวาอุดมไปด้วยน้ำ วิตามินซี แร่ธาตุ ที่มีคุณสมบัติต่อต้านอนุมูลอิสระ บำรุงผิวให้ชุ่มชื้น เซลล์ผิวยืดหยุ่น ไม่เกิดริ้วรอยก่อนวัย นอกจากนี้แตงกวายังมีวิตามินเค ที่มีบทบาทด้านการชะลอความชราของเซลล์ในร่างกาย ที่ไม่ค่อยได้พบในพืชอื่นๆ ทำให้แตงกวามีคุณสมบัติด้าน Anti-hyaluronidase และ Anti-elastase โดดเด่นกว่าสมุนไพรตัวอื่น

 

ผิวกระชับ อ่อนกว่าวัย 

หากต้องการให้ผิวเต่งตึง ผิวกระชับ ดูอ่อนเยาว์ สามารถบำรุงผิวได้ด้วยตนเอง จากการพอกหน้าด้วยแตงกวาผสมโยเกิร์ต หรือจะใส่ไข่ขาวลงไปด้วยก็ได้ แต่ถ้าบางคนไม่ชอบ เพียงแค่แตงกวากับโยเกิร์ต ก็เพียงพอต่อสูตรกระชับผิว ทาและพอกทิ้งไว้ประมาณ 10 – 15 นาที แล้วล้างออก หรืออาจใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของแตงกวาและโยเกิร์ต เพื่อช่วยเรื่องลดเลือนริ้วรอย ผิวกระชับ ดูอ่อนวัย ก็ได้เช่นกัน 

ลดสิว รักษาสิว ป้องกันสิว 

แตงกวามีฤทธิ์ฝาดสมาน ช่วยกระชับรูขุมขน ช่วยฆ่าเชื้ออ่อนๆ และขับของเสียออกจากร่างกาย จึงมีการกินแตงกวาเพื่อทำความสะอาดร่างกายภายในมาตั้งแต่โบราณ และนำแตงกวามาใช้ทำความสะอาดกับผิวภายนอก เพื่อให้เอนไซม์และวิตามินต่างๆในแตงกวา ชะล้างสิ่งสกปรกบนผิวหนัง และขจัดผิวหนังที่หยาบกร้านให้หลุดออก ลดความมันบนใบหน้า ทำให้ลดการเกิดสิว สิวเสี้ยน และสิวหัวดำ ทำให้ใบหน้ากระจ่างใสขึ้น ดูอ่อนเยาว์ และยังช่วยบำรุงเซลล์ผิวให้แข็งแรงอีกด้วย 

 

บำรุงผมและเล็บ

ประโยชน์ของแตงกวาไม่ได้มีดีเพียงแค่สำหรับผิวเท่านั้น แต่แตงกวามี “ซิลิกา” และ “กำมะถัน” ซึ่งเป็นสารสำคัญในการบำรุงดูแลเส้นผมและเล็บให้เงางาม มีความแข็งแรงอีกด้วย  

 

สูตรทรีตเมนต์แตงกวาบำรุงผิว

มีทรีตเมนต์แตงกวา สูตรหน้าขาว  สูตรหน้าใส และ สูตรป้องกันสิว ที่สามารถทำเองได้ง่ายมาฝากสาวๆ ให้ลองไปทำกันดู แล้วจะพบว่า ผิวกระจ่างใสขึ้นจนใครเห็นก็ต้องทัก

 

สูตรหน้าขาวด้วยแตงกวา

น้ำคั้นแตงกวาและนมสดปริมาณเท่าๆกัน และน้ำลอยกลีบกุหลาบ ผสมเข้าด้วยกัน แล้วนำมาพอกหน้าทิ้งไว้ประมาณ 10 – 20 นาที จากนั้นเช็ดทำความสะอาด หรือล้างหน้าด้วยน้ำสะอาด สูตรนี้จะช่วยให้ผิวหน้าและดูขาวและนุ่มขึ้น 

 

สูตรหน้าใสด้วยแตงกวา (เหมาะกับผิวมัน) 

ผสมระหว่าง น้ำคั้นแตงกวา น้ำมะนาว และน้ำลอยกลีบกุหลาบ แล้วพอกหน้าทิ้งไว้ ประมาณ 10 – 20 นาที แล้วซับออกเบาๆ สูตรนี้จะช่วยให้ผิวหน้าดูกระจ่างใส 

สูตรป้องกันสิว สิวเสี้ยน และสิวหัวดำ ด้วยแตงกวา 

ขูดเนื้อแตงกวาให้เป็นฝอย แล้วนำมาพอกให้ทั่วบริเวณใบหน้าและลำคอ พอกทิ้งไว้ประมาณ 10 -20 นาที หมั่นทำบ่อยๆ ก็จะช่วยป้องกันการเกิดสิวได้ แต่ถ้ารู้สึกว่ายุ่งยาก หรือไม่สะดวก ก็ลองหาซื้อผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของแตงกวามาใช้เป็นประจำ ก็จะได้ผลลัพท์ในเรื่องของการป้องกันและรักษาสิวได้ดีเช่นกัน

 

จะเห็นได้ว่าถึงแม้ว่าแตงกวาผิวขรุขระ แต่สรรพคุณแตงกวากับผิวนั้น กลับช่วยให้ผิวเรียบเนียน หน้าใส ไร้สิว อย่างไม่น่าเชื่อ กินก็อร่อย ประโยชน์แตงกวา ผิวหน้า ผิวกาย ผม เล็บ ยังเลิศไปอีก ต้องไปตลาดหาซื้อแตงกวาสด และผลิตภัณฑ์ที่มีแตงกวาเป็นส่วนประกอบมาติดบ้านไว้บ้างแล้วล่ะ – แตงกวาสดไว้กิน ผลิตภัณฑ์แตงกวาไว้ใช้ ก็ดีน๊าา 

เพียงแค่เอ่ยว่า “อาหารใต้” ทุกคนย่อมนึกถึงความเผ็ดซี๊ด เครื่องเคราแกงมาเต็ม ใครไม่ไหวอยากใส่เกียร์ถอย แต่ด้วยรสชาติที่อร่อยถึงใจ ทำให้ใครหลายคนสั่นสู้ แม้จะกินไปสูดปากไป แต่ก็ไม่ใช่ว่าอาหารใต้จะมีแต่ของแรงของเผ็ด เพราะมีอาหารใต้อีกหลายเมนูที่เป็นขวัญใจหลายๆคน ไม่ว่าจะเป็น เมนูใบเหลียงผัดไข่ สะตอผัดกะปิ หมูหวาน แกงเหลือง คั่วกลิ้ง ขนมจีนน้ำยาใต้ และอีกมากมาย ที่ทั้งอร่อยและจัดจ้านถูกอกถูกใจคนไทยแทบทุกภาค เราได้รวบรวมสูตรอาหารใต้ ที่ทำกินเองได้ที่บ้าน หรือจะนำไปทำขายสร้างอาชีพ ไม่แนนะ..คุณอาจรวยเพราะแกงใต้ก็ได้

1.กุ้งผัดสะตอพริกแกงใต้

สะตอผัดพริกแกงใต้ เมนูยอดฮิต เผ็ดจัดจ้าน เข้มถึงใจ กุ้งผัดสะตอ ได้กินกับข้าวสวยร้อนๆ จานเดียวอาจไม่พอ ไปดูสูตรพริกแกงเผ็ดใต้กันเลย

 

วัตถุดิบ

-สะตอแกะผ่าครึ่ง 100 กรัม 

-กุ้งสดล้างสะเด็ดน้ำ  200 กรัม 

-พริกชีฟ้าสีแดงหั่นแฉลบ 1 เม็ด (มีหรือไม่มีก็ได้) 

-น้ำตาลปี๊บ 1 ช้อนโต๊ะ

-น้ำปลา 1 ช้อนโต๊ะ

-น้ำมัน 2 ช้อนโต๊ะ

 

ส่วนผสมพริกแกงใต้

-พริกแห้ง 40 กรัม 

-ตะไคร้ 40 กัม 

-หอมแดง 40 กรัม 

-กระเทียม 30 กรัม 

-ขมิ้น 20 กรัม 

-ข่า 10 กรัม 

-ผิวมะกรูด 3 กรัม 

-พริกไทย 15 เม็ด 

-เกลือ 5 กรัม 

-กะปิ 20 กรัม 

 

วิธีทำเครื่องแกงพริกใต้ 

1.นำตะไคร้ ขมิ้น ข่า หอมแดง ซอยเป็นแผ่นเล็กๆ 

2.โขลกพริกแห้งให้ละเอียด จากนั้นใส่พริกไทยเม็ด เกลือป่น แล้วโขลกให้เข้ากันจะละเอียด 

3.ใส่ผิวมะกรูด ข่า ตะไคร้ โขลกให้ละเอียด 

4.ใส่ขมิ้น กระเทียม โขลกให้ละเอียด 

5.ใส่หอมแดง โขลกให้ละเอียด 

6.ใส่กะปิ แล้วโขลกและคลุกให้เครื่องแกงเข้าเป็นเนื้อเดียวกัน 

 

วิธีทำกุ้งผัดสะตอพริกแกงใต้ 

1.ตั้งกระทะ ใส่น้ำมัน แล้วนำกุ้งลงไปผัดให้สุก

2.ใส่เครื่องแกงไปผัดให้สุก และเคล้ากันจนได้กลิ่นหอมเครื่องแกง 

3.ปรุงรสด้วยน้ำปลาและน้ำตาลปี๊บ เติมน้ำลงไปเล็กน้อย 

4.ผัดต่อจนสะตอสุก ตักใส่จาน แต่งหน้าด้วยพริกชี้ฟ้าที่เตรียมไว้ พร้อมเสิร์ฟ 

 

*การผัดสะตอ ผัดให้พอสะตอสะดุ้งความร้อนเท่านั้น เพื่อจะได้สะตอที่กรอบและอร่อย หากผัดนานเกินไป จะทำให้สะตอนิ่มเกินไป แต่ถ้าใครชอบทานสะตอแบบนิ่มๆ ก็สามารถผัดให้นานขึ้น 

2.แกงส้มใต้ 

“แกงส้ม” เป็นแกงรสเปรี้ยวที่มีทั้งในภาคใต้และภาคกลาง แต่เครื่องแกงส้มใต้ส่วนผสมจะใช้ขมิ้น ส่วนใหญ่จะใส่ปลาหรือกุ้ง แต่ที่เรานำมาฝาก จะเป็นสูตรแกงส้มใต้กุ้งสดใส่หน่อไม้ แต่ถ้าใครไม่ชอบหน่อไม้ อาจใส่มะละกอ ยอดมะพร้าวอ่อน และหากใครแพ้กุ้ง ก็เปลี่ยนเป็นเนื้อปลาแทนกุ้ง และสูตรพริกแกงส้มใต้นี้จะใช้พริกแห้ง และน้ำมะขามเปียก

 

วัตถุดิบ

-กุ้งสด 500 กรัม 

-หน่อไม้สดหรือหน่อไม้ดอง(ตามชอบ) ลวก 500 กรัม 

-น้ำมะขามเปียก 4 ช้อนโต๊ะ

-มะนาว 1 ลูก

 

ส่วนผสมเครื่องแกงส้มใต้

-พริกแห้ง 15-20 เม็ด (ตามความชอบเผ็ดน้อย-มาก)  

-ขมิ้น 30 กรัม 

-หอมแดง 7-8 หัว 

-กระเทียม 1 หัว

-กะปิ 2 ช้อนโต๊ะ

-เกลือป่น 1 ช้อนชา

 

วิธีทำแกงส้มใต้ 

1.นำพริกแห้ง ขมิ้น หอมแดง กระเทียม ไปโขลกให้ละเอียด 

2.ใส่กะปิ และ เกลือป่นลงไปโขลกและเคล้าให้เข้ากัน

3.ต้มน้ำให้เดือด แล้วตักเครื่องแกงส้มลงไปละลายน้ำ ตามด้วยน้ำมะขามเปียก 

4.เมื่อน้ำเดือดจนเครื่องแกงพลุ่ง ใส่หน่อไม้ที่เตรียมไว้ลงไปต้ม

5.เมื่อน้ำเดือดพล่านได้ที่ ให้ใส่กุ้งตามลงไป โดยไม่ต้องคน แล้วปิดฝา 

6.เมื่อกุ้งสุกดี ปิดไฟ แล้วบีบมะนาวลงไป จากนั้นคนให้เข้ารส ก่อนตักเสิร์ฟ 

3.แกงกะทิปูใบชะพลู

แกงกะทิปูใบชะพลูที่เข้มข้นถึงเครื่องแกง จะทานกับข้าวสวยร้อนๆ หรือทานกับขนมจีนก็ได้ อร่อยฟินจนวางช้อนไม่ลง 

 

วัตถุดิบ

-กรรเชียงปู หรือ เนื้อปู (ตามชอบ) 300 กรัม 

-ใบชะพลู 1 ถ้วย 

-น้ำเปล่า 250 มิลลิลิตร 

-น้ำกะทิ 500 มิลลิลิตร (สำหรับแบ่งทำหัวกะทิและหางกะทิ อย่างละ 250 มิลลิลิตร) 

-น้ำปลา 2 ช้อนโต๊ะ

-น้ำตาลปี๊บ 1 ช้อนโต๊ะ

 

สูตรพริกแกงกะทิใต้ 

-พริกแห้งแช่น้ำ 15-20 เม็ด 

-ข่าแก่หั่นแว่นบาง 1 ช้อนโต๊ะ

-ตะไคร้ซอย 5 ต้น 

-ขมิ้นสดหั่นบาง 3 ท่อน 

-กระเทียม 3 ช้อนโต๊ะ 

-หอมแดง 6 หัว 

-พริกไทยเม็ด 1 ช้อนชา 

-กะปิ 1 ช้อนชา 

-เกลือป่น  ½  ช้อนชา 

 

วิธีทำแกงกะทิปูใบชะพลู

1.โขลกพริกไทยเม็ดให้ละเอียด ตามด้วยพริกแห้ง ข่า ขมิ้น ตะไคร้ หอมแดง และเกลือ โขลกให้ละเอียด

2.ใส่กะปิตามลงไปแล้วโขลกให้เข้าจนเป็นเนื้อเดียวกัน 

3.ตั้งหม้อบนเตาแก๊สใช้ไฟปานกลาง ใส่หัวกะทิที่เตรียมไว้ลงในหม้อ ต้มให้เดือด

4.เมื่อกะทิเดือด ตักเครื่องแกงใส่ลงไป คนให้ละลาย

5.นำกะทิที่เหลือ (ส่วนที่แบ่งไว้ทำหางกะทิ) ผสมกับน้ำเปล่าให้เข้ากัน แล้วใส่ลงในหม้อ 

6.เมื่อน้ำแกงเดือดพล่าน ปรุงรสด้วยน้ำปลา น้ำตาลปี๊บ กะปิ และ เกลือป่น 

7.ใส่กรรเชียงปู (หรือเนื้อปู) ตามด้วยใบชะพลูซอยลงไป คนให้เข้ากัน 

8.เมื่อแกงเริ่มเดือดอีกครั้ง ปิดไฟ ยกลงจากเตา 

9.ตักแกงกะทิฯใส่ถ้วย แต่งหน้าด้วยการนำกะทิมาราดเล็กน้อยให้พอสวยงาม พร้อมเสิร์ฟ 

4.สูตรแกงไตปลาภาคใต้

ด้วยรสชาติอันเผ็ดร้อนถึงใจ และเอกลักษณ์ของพริกแกงไตปลาใต้ที่ไม่เหมือนใคร ทำให้เป็นอีกเมนูอาหารปักษ์ใต้ที่ติดติดใจใครหลายคนๆ เพราะกินกับข้าวสวยร้อนๆ ไม่ว่าจะเป็นสูตรแกงใตปลาแห้ง หรือไตปลาน้ำ ก็อร่อยฟิน กินจนลืมอิ่ม เพราะหรอยได้แรงอกนิ เราจึงไม่พลาดที่จะนำวิธีแกงไตปลาปักษ์ใต้มาฝาก ตั้งแต่วิธีทำพริกแกงไตปลาใต้ไปจนถึงการทำแกงไตปลา ครบทุกขั้นตอน 

 

ส่วนผสมแกงไตปลาภาคใต้

-เนื้อปลาทูย่าง 1 ถ้วย 

-ไตปลาทู ½ ถ้วย 

-น้ำเปล่า 2-3 ถ้วย 

-หน่อไม้ ½ ถ้วย 

-มะเขือเปราะ ½ ถ้วย 

-ถั่วฝักยาวหั่นท่อน ½ ถ้วย 

-น้ำมะขามเปียก ½ ถ้วย 

-ตะไคร้ 2 ต้น 

-ข่า 1 แง่ง 

-หอมแดง 2 หัว 

-ใบมะกรูดฉีก 4 ใบ 

-กะปิ ½ ช้อนโต๊ะ 

 

วัตถุดิบ

-พริกแห้ง 15-20 เม็ด 

-กระเทียม 1 หัว 

-หอมแดง 2 หัว 

-พริกไทยขาว 1 ช้อนโต๊ะ

-พริกไทยดำ 1 ช้อนโต๊ะ 

-ตะไคร้สับ 1 ต้น 

-ขมิัน 1 แง่ง 

-ผิวมะกรูด 1 ลูก 

 

วิธีทำพริกแกงไตปลา

1.ตำพริกแห้งให้ละเอียด ใส่ตะไคร้สับ ขมิ้น และผิวมะกรูดตามลงไป แล้วโขลกให้ละเอียด 

2.ใส่หอมแดง กระเทียม โขลกให้เข้ากันดี 

3.นำพริกไทยดำและพริกไทยขาวไปแยกตำให้ละเอียด 

4.นำพริกไทยที่แยกตำมาใส่เครื่องแกงและโขลกจนเครื่องแกงทั้งหมดละเอียดและเป็นเนื้อเดียวกัน 

5.ยกหม้อขึ้นตั้งเตา ใส่หอมแดง ตะไคร้ ข่า ใบมะกรูดฉีก

6.ใส่น้ำมะขามเปียกเล็กน้อยเพื่อดับคาว (ใส่มากเกินไปจะทำให้แกงเปรี้ยว) 

7.ใส่ไตปลาและน้ำเปล่า ตั้งไว้ให้เดือด 

8.เมื่อแกงเดือดได้ที่ ปิดไฟ ยกขึ้นแล้วกรองเอาแต่น้ำ ตั้งพักไว้ 

 

วิธีทำแกงไตปลาใต้

1.ตั้งหม้อต้มน้ำให้เดือด ตามด้วยเครื่องแกงที่โขลกไว้ 

2.ใส่กะปิ ใบมะกรูด ไตปลาที่ต้มและพักไว้ก่อนนี้ 

3.เมื่อน้ำเดือดพล่านได้ที่ ใส่มะเขือเปราะ หน่อไม้ เนื้อปลาย่าง และ ถั่วฝักยาว 

4.เมื่อน้ำเดือดและดูว่าทุกอย่างสุกดีแล้ว จากนั้นปิดไฟ พร้อมตักเสิร์ฟ 

5.ใบเหลียงผัดไข่

เมนูจากผักพื้นบ้านประจำภาคใต้ และมักจะมีใครหลายคนที่พูดว่า มาถึงถิ่นใต้ ต้องห้ามพลาดเมนูผัดใบเหลียง

 

วัตุดิบ

-ใบเหลียง 200 กรัม 

-ไข่ไก่ 3 ฟอง 

-กุ้งเสียบ (สำหรับโรยหน้า) 

-กระเทียม 1 ½ ช้อนโต๊ะ

-ซอสหอยนางรม 1 ช้อนโต๊ะ

-ซีอิ้วขาว 1 ช้อนโต๊ะ

-น้ำมัน

 

วิธีทำใบเหลียงผัดไข่

1.ล้างใบเหลียงให้สะอาด สะเด็ดน้ำและพักไว้

  1. เด็ดใบเหลียง โดยเลือกเอาแต่เฉพาะใบอ่อน และใบที่ไม่แก่เกินไป หรือถ้าใบใหญ่ไปก็ให้เด็ดครึ่ง 

3.ตั้งกระทะ ใช้ไฟกลาง ใส่น้ำมันให้ร้อน 

4.ใส่กระเทียมสับลงไปผัดให้เหลืองและมีกลิ่นหอมเจียว 

5.ใส่ใบเหลียงลงไปผัดพอให้ผักสลดเล็กน้อย 

6.ตอกไข่ใส่ลงไป แล้วปรุงรสด้วยซีอิ๊วขาวและซอสหอยนางรม

7.ยีไข่และผัดให้คลุกเคล้ากับใบเหลียง

8.ปิดไฟ ยกกระทะ ตักผัดฯ ใส่จานแล้วโรยด้วยกุ้งเสียบก่อนเสิร์ฟ 

 

เพียงแค่ 5 เมนูสุตรอาหารใต้รสเด็ดที่เราได้นำมาฝาก ก็สามารถทำทานเองได้ที่บ้านง่ายๆ ให้หรอยถึงอกถึงใจ หรือนำไปปรับเป็นสูตรเฉพาะเพื่อต่อยอดในการสร้างรายได้ก็ดีไม่น้อยเลย เพราะอาหารใต้ไม่ได้มีดีแค่เพียงความหรอยแรง แต่ยังเป็นอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ด้วยส่วนผสมที่เต็มไปด้วยสมุนไพรไทย ที่เป็นยาในรูปแบบของอาหาร ตรงกับคำที่ว่า “ทานอาหารให้เป็นยา ดีกว่าทานยาเป็นอาหาร” 

 

กระท่อม (Kratom) หรือ Mitragyna speciosa เป็นพืชยืนต้นในวงศ์ Rubiaceae ที่มักจะถูกนำมาใช้ในการประกอบการรักษา หรือเป็นยาสามัญประจำบ้านในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มานานนับหลายร้อยปีแล้ว หากในประเทศไทย ต้นกระท่อมจะมีอยู่มากในทางภาคใต้ โดยส่วนใหญ่พบได้ในป่าธรรมชาติ หรือแม้แต่ใกล้ชุมชนบ้านเรือนคนอาศัย เช่น สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ตรัง สตูล พัทลุง สงขลา ยะลา ปัตตานี นราธิวาส ไปจนถึงเขตชายแดน นอกจากนี้ก็ยังสามารถพบได้ในบางพื้นที่ของภาคกลาง เช่น ปทุมธานี แม้จะไม่มากเท่าทางภาคใต้ก็ตาม 

 

นิยมนำส่วนของใบกระท่อมสดมาเคี้ยว หรือต้มเป็นชา และหลายคนทางภาคใต้มักจะรู้วิธีการกินใบกระท่อมนี้เป็นอย่างดี เพราะมักจะเคี้ยวใบสดเหมือนเคี้ยวหมาก หรือแม้แต่นำไปตำทำเป็นน้ำพริก เพื่อช่วยเป็นยาได้หลายอาการ เช่น เคี้ยวใบกระท่อมแก้ไอ โรคบิด ท้องร่วง ปวดมวนท้อง อาการปวดเมื่อย หรือเพื่อให้มีกำลังวังชา โดยเฉพาะชาวสวนยาง ที่ต้องตื่นแต่หัวดึก ออกตัดยางตั้งแต่ไม่ย่ำรุ่ง เด็ดใบกระท่อมสดจากต้น เคี้ยวๆแล้วคายกาก ก็ตื่นตัวมีแรงออกไปกรีดยางได้สบาย 

กระท่อมไม่ได้มีดีเพียงแค่การเสริมกำลัง หรือใช้ประโยชน์ของใบกระท่อมได้จากการกินเท่านั้น แต่ยังสามารถใช้สรรพคุณของใบกระท่อมสดในทางกายภาพภายนอกได้อีกด้วย อย่างในบางพื้นที่ในภาคใต้ของไทย และชาวมลายู ใช้ใบกระท่อมพอกแผล หรือการนำใบกระท่อมเผาให้ร้อน แล้วนำไปวางบนท้องเพื่อรักษาโรคม้ามโต และการนำใบกระท่อมใช้ควบคุมการติดฝิ่น ซึ่งปัจจุบันก็ได้มีการใช้อย่างแพร่หลายในประเทศนิวซีแลนด์ 

 

ทำไมพืชกระท่อมเป็นสิ่งเสพติดในประเทศไทย 

อาจเนื่องจากเรื่องการจัดเก็บภาษี ในช่วงสมัย รัชการที่ 8 ซึ่งขณะนั้นมีโรงฝิ่นที่ถูกกฎหมาย และรัฐบาลสามารถเก็บภาษีอากรฝิ่นได้จากตรงนี้ แต่เมื่อประชาชนหันมาใช้ใบกระท่อม และกัญชา แทน เพราะไม่อยากซื้อฝิ่นที่มีราคาแพง ทำให้กระท่อม และกัญชา ถูกกำหนดเป็นยาเสพติด ประเภท 5 เสียอย่างนั้น และอาจจะด้วยอีกเหตุผลหลายส่วนประกอบ ไม่ว่าจะเรื่องการเก็บภาษี การนำไปใช้ผิดวิธี ต้มใบกระท่อม 4 100 ทำให้ถูกกระตุ้นและมีอาการมึนเมา ชนิดที่สามารถเต้นได้ทั้งคืนโดยไม่หลับไม่นอน ทำให้รัฐบาลมองว่าเป็นการมอมเมา จึงกำหนดให้พืชกระท่อมและกัญชาเป็นสิ่งเสพติด 

 

จนเมื่อวันที่ 26 พ.ค.2564 ราชกิจจานุเบกษาได้มีการเผยแพร่ พระราชบัญญัติ ยาเสพติดให้โทษ ฉบับที่ 8 พ.ศ. 2564 โดยมีใจความสำคัญ คือ เนื่องจากปัจจุบัน กระท่อม ถูกจัดเข้าเป็นยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 5 ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ในขณะที่หลายๆประเทศไม่ได้กำหนดให้กระท่อมเป็นยาเสพติดให้โทษ เพื่อให้สอดคล้องกับหลักสากล อีกทั้งสังคมบางพื้นในไทย มีการบริโภคกระท่อมตามวิถีชาวบ้าน จึงสมควรยกเลิกพืชกระท่อมจากการเป็นสิ่งเสพติดให้โทษในประเภทที่ 5 

ได้มีการปลดล็อค ปลดปล่อยให้พืชกระท่อมเป็นไท หลุดจากความเป็นผู้ร้าย และไม่เป็นพืชที่ผิดกฏหมายอีกต่อไป โดยมีผล 90 วัน หลังประกาศ วันที่ 24 สิงหาคม 2564 ซึ่งแน่นอนว่าทุกคนสามารถนำใบกระท่อมแก้ไอได้ ทานใบสด ต้ม ขาย และปลูกได้ แต่ห้ามนำไปผสมหรือต้มร่วมกับสารอื่นๆ เช่น ยาแก้ไอผสมน้ํากระท่อม ที่มีฤทธิ์ช่วยกระตุ้น ทำให้มึนเมา และห้ามจำหน่ายให้กับเยาวชน เพราะมักมีกลุ่มวัยรุ่นที่นิยมนำใบกระท่อมเป็นสารตั้งต้นของยาเสพติด อย่างสารเสพติด 4×100 ที่ถือเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 3 

 

เรามาทำความรู้จักและประโยชน์ของใบกระท่อมมีอะไรบ้างกันดีกว่า ไหนๆก็ปลดล็อคกระท่อมออกจากสารเสพติดแล้ว และจะได้ใช้อย่างถูกวิธี เพราะถึงกระท่อมจะมีประโยชน์ แต่ก็มีโทษเช่นเดียวกัน หากใช้ผิดวิธี 

 

ในประเทศไทยสามารถพบกระท่อมได้ 3 สายพันธุ์ ได้แก่ 

  1. ก้านแดง 
  2. ก้านเขียว หรือ แตงกวา 
  3. ยักษาใหญ่ 

สรรพคุณใบกระท่อม

ใบกระท่อมมีประโยชน์อย่างไร ทำไมถึงได้ถูกนำมาใช้กันแพร่หลายมากขึ้น? นั่นเพราะสารสำคัญในใบกระท่อม ซึ่งประกอบไปด้วยแอลคาลอยด์ทั้งหมดประมาณ 0.5 % โดยเป็น Mitragynine (ไมทราไจนีน) 0.25% และที่เหลือก็จะมี Speciogynine (สเปโอไจนีน) Paynanthine (ไพแนนทีน) Speciociliatine (สเปซิโอซีเลียทีน) โดยแอลคาลอยด์ที่พบจะมีชนิดและปริมาณที่แตกต่างกันออกไป ตามสถานที่และเวลาที่เก็บเกี่ยว โดยจะได้โครงสร้างของสารประกอบ 4 ประเภทด้วยกัน ได้แก่ 

 

  1. Indole Alkaloids (อินโดลแอลคาลอยด์) 
  2. Oxindole Alkaloids (ออกอินโดล แอลคาลอยด์) 
  3. Elavanoids (ฟลาวานอยด์) 
  4. กลุ่มอื่นๆ เช่น Tannins (แทนนิน)  Phytosterol (ไฟโตสเตอรอล) 

 

ซึ่งสารประกอบเหล่านี้ออกฤทธิ์ต่อประสาทส่วนกลาง ที่เป็นส่วนของการรับรู้ความเจ็บปวด ทำให้ไม่รู้สึกปวด ทางการแพทย์จึงนำสรรพคุณของใบกระท่อม มาใช้เป็นยาแก้ปวดเช่นเดียวกับมอร์ฟิน และใช้รักษาตามอาการของโรคบางชนิดตั้งแต่สมัยโบราณ เช่น ใช้กระท่อมแก้ไอ แก้ท้องร่วง ท้องเสีย ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ แก้อักเสบ นอนไม่หลับ ความดันโลหิตสูง รักษาเบาหวาน หรือแม้กระทั่งนำใบกระท่อมรักษาอาการลงแดงจากการเลิกฝิ่น

เราใช้ประโยชน์ใบกระท่อมในด้านใดได้บ้าง

ทุกงานวิจัยเกี่ยวกับกระท่อม มีความชัดเจนและตรงกันในเรื่องของคุณประโยชน์ของใบกระท่อม สำหรับใช้เพื่อแก้ปวด โดยเฉพาะสาร ไมทราไจนีน (Mitragynine) ที่ออกฤทธิ์ต่อจิตประสาท กระตุ้นคล้ายกับกาแฟ ช่วยให้มีความกระปรี้กระเปร่า ตื่นตัว  

วิถีภูมิปัญญาของหมอพื้นบ้าน แถบ 14 จังหวัดทางภาคใต้ มักจะนำใบกระท่อมมาใช้ผสมกับสมุนไพรอื่นๆ สำหรับแก้โรคต่างๆ อ้างอิงจากเอกสารวิชาการ การใช้ประโยชน์จากองค์ความรู้ชุมชุนและงานวิจัยเกี่ยวกับพืชกระท่อม และงานวิจัยในปี 2548 ที่หมอพื้นบ้านภาคใต้ได้ใช้ทำการรักษาโรคโดยมีกระท่อมเป็นส่วนผสมในตัวยามาไม่ต่ำกว่า 10 ปี 

เรายกมา 5 อันดับโรค ที่หมอพื้นบ้านทางภาคใต้ได้ใช้กระท่อมเป็นยารักษาโรค ได้แก่ 

 

1.รักษาโรคท้องร่วง ปวดท้อง มวนท้อง

วิธีกินใบกระท่อมแก้ปวดท้อง

1.1) เคี้ยวใบกระท่อมให้ละเอียด คายกากทิ้ง แล้วดื่มน้ำตามมากๆ 

1.2) ต้มใบกระท่อม ใส่เกลือ น้ำตาลทรายแดง กินแก้ปวดท้อง

วิธีต้มใบกระท่อมรักษาโรค

นำเปลือกต้นกระท่อม เปลือกต้นสะเดา เปลือกต้นมะขาม หนักอย่างละ 50 กรัม หัวขมิ้นชันแก่ หัวกระทือแก่ อย่างละ 1 หัว ไปเผาไฟจนสุก แล้วนำไปต้มกับน้ำปูนใส รับประทานครั้งละ 2-3 ช้อนแกง เมื่อหายจึงหยุดกิน

 

2.รักษาโรคเบาหวาน

วิธีกินใบกระท่อมแก้เบาหวาน 

เคี้ยวใบกระท่อม วันละ 1 ใบ เป็นเวลา 41 วัน 

วิธีต้มใบกระท่อมแก้เบาหวาน 

2.1) นำใบกระท่อม อินทนินน้ำ กระเทียมต้น กระเทียมเถา ต้มน้ำดื่ม 

2.2) ต้มใบกระท่อม หญ้าหนวดแมว ไม้ค้อนตีหมา อย่างละเท่ากันๆ ต้มน้ำ 3 เอา 1 ดื่มครั้งละ 1 ช้อนโต๊ะ เช้า-เย็น 

 

3.แก้ปวดเมื่อย 

วิธีต้มใบกระท่อมกินเป็นยา 

นำเถาวัลย์เปรียง มะคำไก่ มะแว้งต้น มะแว้งเครือ เถาโคคลาน เถาสังวาล พระอินทร์ หญ้าหนู ต้นผักเสี้ยนผี แก่นขี้เหล็ก ใบมะกา อย่างละ 1 ส่วน เนื้อในฝัก ราชพฤกษ์ 5 ฝัก ใบกระท่อม 2 ส่วน เถากำแพงเจ็ดชั้น 3 ส่วน ต้มรวมกัน กินก่อนอาหารเช้า-เย็น ครั้งละ ½ – 1 แก้วกาแฟ 

 

4.แก้ไอ

วิธีกินใบกระท่อมแก้ไอ

เคี้ยวใบสด คายกาก ดื่มน้ำตามมากๆ 

 

วิธีต้มใบกระท่อมกินแก้ไอ

ใช้ใบสด 1-2 ใบ ต้มกับน้ำตาลทรายแดง ดื่มแก้ไอ

 

5. ขับพยาธิ

ใช้ใบกระท่อมสดขยี้กับปูนกินหมาก แล้วนำไปทาท้อง  

 

ส่วนในการนำประโยชน์ของกระท่อมมาใช้ในตำราหลวง จะใช้ในส่วนของ “ใบ” เป็นหลัก เนื่องจากในใบจะมีสารไมทราไจนีนอยู่มาก และหมอพื้นบ้านมีความเชื่อในประโยชน์ของใบกระท่อมต้ม เนื่องจากสารไมทราไจนีนจะออกมาจากการต้ม แต่ในการใช้ปริมาณมาก-น้อย ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ในการใช้ วิธีสกัด สูตร และผลแล็บ ซึ่งทางมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (มอ.) ได้มีการศึกษาและวิจัยมากพอสมควร 

คุณประโยชน์ใบกระท่อมมีสรรพคุณทางยามากมาย ไม่ได้เพียงแค่ช่วยรักษาอาการปวด บำบัดผู้ติดยาเสพติด ติดมอร์ฟีน หรือโรคข้างต้นเท่านั้น แต่ยังช่วยบรรเทา และรักษาอาการเจ็บป่วยอื่นๆได้อีก  

 

  1. รักษาโรคบิด ท้องเสีย ท้องเฟ้อ ปวดมวนท้อง 
  2. ช่วยลดการหลั่งกรดในกระเพาะ
  3. แก้อาการนอนไม่หลับ 
  4. ช่วยระงับประสาท คลายความวิตกกังวล
  5. ช่วยทําให้เรามีสมาธิมากขึ้น
  6. ช่วยให้รู้สึกกระปรี้กระเปร่า ทำงานได้นานขึ้น ไม่เหนื่อยง่าย 
  7. ใช้บดทำเป็นยาสมุนไพรเพื่อพอกรักษาแผล 

 

ถึงแม้ว่าใบกระท่อมจะมีประโยชน์ แต่ก็มีโทษเช่นกัน หากรับในปริมาณมากเกินไป หรือใช้เป็นระยะเวลานานๆ และหากใช้ผิดวิธี เรามาดูโทษของกระท่อมกันบ้างดีกว่า 

โทษของใบกระท่อมหากใช้ไปนานๆ หรือใช้ปริมาณมากเกินไป 

 

  1. มีความวิตกกังวล หัวใจเต้นเร็วขึ้น
  2. ปากแห้ง
  3. เบื่ออาหาร
  4. ท้องผูก 
  5. คลื่นไส้ อาเจียน 
  6. ประสาทหลอน หวาดระแวง 
  7. นอนไม่หลับ
  8. ปัสสาวะบ่อย เหงื่อออกมาก 
  9. หนาวสั่นง่าย กลัวฝน
  10. สีผิวคล้ำขึ้น 

ทานอย่างไรให้ถูกวิธีและไม่ให้เกิดผลข้างเคียง

ไม่ควรกินเกินวันละ 5 ใบ ไวนวิธีกินใบกระท่อม ให้รูดเอาก้านออก เอาแต่ส่วนอ่อนของใบ เคี้ยวเหมือนเคี้ยวหมาก ด้วยน้ำลายมีความเป็นด่าง จะสกัดเอาอัลคาลอยด์ ไมทราไจนีน ออกมา เคี้ยวจนหมดรสชาติ ก็คายกากทิ้ง ไม่ควรกลืนกากลงไป เพราะเส้นใยของใบกระท่อม รวมถึงก้านใบ มีความเหนียวมาก กระเพาะของเราไม่สามารถย่อยได้ หากเรากลืนลงไป และหากพอไปสะสม มันจะไปจับตัวเป็นก้อน และกระจุกอยู่ที่ลำไส้ ก่อให้เกิด ลำไส้อุดตัน หรือที่เรียกว่า ถุงท่อม ซึ่งมีลักษณะเป็นถุงห่อหุ้มติดกับผนังลำไส้ และทำให้เรามีอาการปวดท้องได้ 

 

ส่วนการต้มใบกระท่อมกินก็ไม่ควรเกิน 5 ใบ / วัน เช่นกัน ก่อนต้มก็นำใบกระท่อมไปล้างให้สะอาด สะเด็ดน้ำ แล้วรูดเอาแต่ใบ นำส่วนก้านทิ้งไป ฉีกหรือขยี้ใบ ก่อนเทน้ำลงให้ท่วมใบ ต้มจนเห็นน้ำเป็นสีน้ำตาล หรือออกน้ำตาลอมแดง บีบมะนาวลงไปเล็กน้อย จากนั้นกรองเอากากออก ดื่มน้ำต้มกระท่อมเหมือนน้ำเปล่า หรือใส่น้ำตาลทรายแดง หรือใส่บ๊วยหวานลงไป เพื่อเพิ่มรสชาติให้อร่อยและดื่มง่ายขึ้น 

 

ถึงแม้ใบกระท่อมจะกินเพื่อเป็นยาได้ แต่ก็มีกลุ่มคนที่ห้ามกินกระท่อม เพราะอาจส่งผลเสียมากกว่าผลดี และใครบ้างที่ไม่ควรใช้ใบกระท่อมเลย?

 

  1. หญิงมีครรภ์และหญิงที่ให้นมบุตร
  2. ผู้ที่มีความผิดปกติทางจิตใจ
  3. ผู้ที่ติดสุราเรื้อรัง
  4. ผู้ป่วยโรคหัวใจ

รู้จักใบกระท่อม วิธีการกินใบกระท่อมให้เป็นยา วิธีการต้มใบกระท่อม ประโยชน์และโทษกันไปแล้ว รวมไปถึงผู้ที่ห้ามใช้ใบกระท่อมเด็ดขาด หวังว่าจะได้นำสรรพคุณของใบกระท่อมมาใช้ให้เป็นประโยชน์ ไม่เกิดโทษและผลข้างเคียง ที่สำคัญอย่านำไปผสมกับสิ่งเสพติดชนิดอื่น อย่างน้ำกระท่อมผสมยาแก้ไอ ทำน้ำกระท่อมจำหน่ายแก่ผู้มีอายุต่ำกว่า 18 ปี รวมทั้งจำหน่ายในหอพัก สถานศึกษา หรือจำหน่ายแก่สตรีมีครรภ์  เพราะมันผิดกฎหมาย จะถูกปรับและจับนะ  เราเตือนคุณแล้ว!!

“สงกรานต์” หรือ ตรุษสงกรานต์ ถือเป็น “วันปีใหม่ไทย” ที่สืบต่อกันมาอย่างยาวนาน กิจกรรมและการละเล่นในวันสงกรานต์ ที่ยึดถือเป็นประเพณี และจัดทำขึ้นในวันสงกรานต์นี้ คนไทยทุกคนจะรู้ว่ามีการเล่นน้ำ ปะพรมแป้ง รดน้ำพระหรือสรงน้ำพระ การรดน้ำดำหัวผู้ใหญ่ เพื่อให้ผู้น้อยแสดงความกตัญญู ส่วนผู้ใหญ่ก็แสดงความเมตตาให้พรแก่ลูกหลาน  แต่จะกี่สักมากน้อยที่จะรู้ที่มาของ ประเพณีสงกรานต์ และนางสงกรานต์ นั้นมีที่มาอย่างไร เราจะมาสืบรู้ประวัติวันสงกรานต์ ที่คนไทยควรจะรู้ในบทความนี้กันดีกว่า 

คำว่า “สงกรานต์” เป็นภาษาสันสกฤต มีความหมายถึง การเคลื่อนย้าย ซึ่งในที่นี้คือการเคลื่อนย้ายของจักรราศี หรือเป็นการเลื่อนวันสู่การขึ้นปีใหม่ ตามความเชื่อของคนไทย และในบางประเทศแถบโซนเอเชีย อีกทั้งยังเป็นวัฒนธรรมร่วม ระหว่างประเทศไทย ลาว เวียดนาม กัมพูชา จีน และ ศรีลังกา โดยมีการสันนิษฐานว่า สงกรานต์เป็นประเพณีที่มีอิทธิพลมาจาก เทศกาลโฮลี ของประเทศอินเดีย ที่จะมีการจัดขึ้นทุกปีในเดือนมีนาคม โดยมีกิจกรรมเป็นการสาดผงสี ในขณะที่ประเทศไทยจะเป็นการรดปะพรมน้ำ  

แม้ว่ามีหลายประเทศในเอเชียมีประเพณีสงกรานต์ แต่จะมีความแตกต่างกันไป ทั้งการกำหนดวันประเพณี รูปแบบ และกิจกรรมอื่นๆ แต่สำหรับในประเทศไทย วันสงกรานต์ตรงกับวันที่ 13 – 15 เมษายน ของทุกปี อีกทั้งยังกำหนดให้เป็นวันหยุดราชการ ที่คนทั่วไปมักจะเรียกกันติดปากว่า “วันหยุดสงกรานต์” 

ก่อนที่จะมีการถือเอา วันสงกรานต์เป็นวันปีใหม่ไทย ได้มีการยึดเอาวันขึ้น 1 ค่ำ เดือนอ้าย ที่อยู่ในระหว่างเดือนพฤศจิกายน หรือเดือนธันวาคม ซึ่งเป็นช่วงฤดูหนาว เป็นการเริ่มต้นปี หรือวันขึ้นปีใหม่ ต่อมาในสมัยกรุงสุโขทัย ได้มีการเปลี่ยนแปลงตามคติพราหมณ์ ให้วันขึ้น 1 ค่ำ เดือน 5 (เมษายน) เป็นวันปีใหม่ จนกระทั่งได้มีการเปลี่ยนอีกครั้ง ในสมัยรัชกาลที่ 5 โดยกำหนดให้วันปีใหม่ไทย ตรงกับวันที่ 13 เมษายน เมื่อปี พ.ศ. 2432 จนกระทั่งปี พ.ศ.2483 จอมพล ป.พิบูลสงคราม ได้ประกาศให้วันที่ 1 มกราคม เป็นวันขึ้นปีใหม่ตามแบบสากล โดยที่คนไทยก็ยังคงระลึกถึงวันที่ 13 เมษายน เป็นวันปีใหม่ไทย และยังคงมีการสรงน้ำพระ รดน้ำดำหัว ขอพรผู้ใหญ่ จนได้มีการกำหนดให้เป็นวันสงกรานต์มาจนถึงปัจจุบัน

ประเพณีรดน้ำดำหัว

การรดน้ำดำหัว เป็นประเพณีดั้งเดิมของไทย ซึ่งยึดถือปฏิบัติกันในครอบครัว หรือหมู่ญาติ คนสนิท ไม่ว่าจะรดน้ำดำหัวพ่อแม่ รดน้ำดำหัวผู้ใหญ่ที่เคารพ โดยการใช้น้ำรด ปะพรม เพื่อคลายร้อนและเพิ่มความสดชื่นให้แก่กัน เนื่องจากเป็นช่วงฤดูร้อน พิธีสงกรานต์จะมีกิจกรรมหลักๆ ดังนี้ 

  • ทำบุญตักบาตรตอนเช้า 
  • สรงน้ำพระที่บ้าน พระพุทธรูปที่มีอยู่ในบ้าน 
  • ไปทำบุญฟังธรรมที่วัด และสรงน้ำพระที่วัด 
  • ขนทรายเข้าวัด เพราะเชื่อว่าเป็นการขนทรายคืนวัด ที่เราเคยเดินเหยียบทรายในวัดติดออกไป 
  • รดน้ำพ่อแม่ ญาติผู้ใหญ่ ครูบาอาจารย์ และผู้ใหญ่ที่เคารพ เพื่อแสดงความเคารพ เป็นการขอขมาวันสงกรานต์ ที่เคยล่วงเกิน และขอพรจากผู้ใหญ่เพื่อความเป็นสิริมงคล
  • รดน้ำสงกรานต์ ปะพรมน้ำ ละเล่นการสาดน้ำ 

นางสงกรานต์

วันสงกรานต์ ก็ย่อมต้องมี “นางสงกรานต์” แต่มีใครรู้ถึงความเป็นมาของนางสงกรานต์บ้างไหมเอ่ย?

ได้มีการจารึกถึงประวัตินางสงกรานต์โดยย่อในศิลาจารึก ณ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม (วัดโพธิ์) มีใจความว่าดังนี้

เมื่อครั้งที่ ธรรมบาลกุมาร ซึ่งเป็นเทพบุตร ได้รับคำสั่งจากพระอินทร์ให้ลงไปเกิดในครรภ์ภรรยาเศรษฐี และเมื่อธรรมบาลที่เกิดเป็นมนุษย์ได้เติบโตขึ้น ได้เรียนไตรเภทจบเมื่ออายุได้เพียง 7 ขวบ และเรียนรู้ภาษานกจนสามารถเข้าใจได้  จนได้ถูกยกให้เป็นอาจารย์คอยให้คำปรึกษาแก่คนทั้งหลาย จวบจนวันหนึ่ง ท้าวกบิลพรหม ได้เสด็จลงมาเพื่อสอบถามปัญหากับธรรมบาลกุมาร 3 ข้อ หากธรรมบาลกุมารตอบได้ ท้าวกบิลพรหมก็จะตัดเศียรบูชา แต่ถ้าธรรมบาลกุมารตอบไม่ได้ ก็จะตัดศีรษะธรรมบาลกุมารแทน ธรรมบาลกุมารได้ตอบรับ แต่ขอเวลา 7 วัน สำหรับการให้คำตอบ

ผ่านไป 7 วัน ท้าวกบิลพรหมก็ได้มาหาธรรมบาลกุมารอีกครั้งตามเวลาที่กำหนดไว้ แต่แล้วก็ต้องผิดหวัง เพราะคำตอบที่ธรรมบาลได้เตรียมไว้ให้ ซึ่งเขาได้ยินมาจากนกนั้น ทำให้ท้าวกบิลพรหมต้องพ่ายแพ้ แต่เนื่องจากเศียรของท้าวกบิลพรหมเป็นที่รวมแห่งความไม่ดีทั้งปวง หากตกถึงพื้น ไฟจะไหม้โลก หากโยนขึ้นบนอากาศก็จะทำให้ฝนแล้ง แต่ถ้าทิ้งลงในแม่น้ำหรือมหาสมุทร น้ำจะเหือดแห้ง ดังนั้น ก่อนที่จะตัดเศียร ท้าวกบิลพรหมจึงได้เรียกธิดาทั้ง 7 องค์ ซึ่งเป็นนางฟ้า ให้เอาพานมารองรับ โดยธิดาทั้ง 7 จะต้องคอยผลัดเปลี่ยนดูแลเศียรของท้าวกบิลพรหม และทำหน้าที่อัญเชิญเศียรท้าวกบิลพรหม แห่รอบเขาพระสุเมรุ โดยใช้เวลา 60 นาที ก่อนจะนำไปประดิษฐานไว้ในถ้ำคันธุลี ณ เขาไกรลาศ ผลัดเวียนเปลี่ยนกันอย่างนี้ทุกๆปี โดยธิดาแต่ละองค์ จะเปลี่ยนกันตามวันมหาสงกรานต์ นี่จึงเป็นที่มาของ นางสงกรานต์ นั่นเอง 

เมื่อถึงวันสงกรานต์ตรงกับวันใด จะมีนางสงกรานต์ประจำวันนั้นๆทำหน้าที่ และถูกกล่าวถึง โดยมีชื่อนางสงกรานต์ทั้ง 7 วัน ได้แก่ 

  • นางสงกรานต์ประจำวันอาทิตย์  :  นางทุงษเทวี
  • นางสงกรานต์ประจำวันจันทร์    :  นางโคราดเทวี 
  • นางสงกรานต์ประจำวันอังคาร   :  นางรากษสเทวี 
  • นางสงกรานต์ประจำวันพุธ        :  นางมัณฑาเทวี 
  • นางสงกรานต์ประจำวันพฤหัสบดี : นางกิริณีเทวี 
  • นางสงกรานต์ประจำวันศุกร์      :  นางกิมิทาเทวี 
  • นางสงกรานต์ประจำวันเสาร์     :  นางมโหทรเทวี 

วันมหาสงกรานต์ 2565 ตรงกับวันพฤหัสบดีที่ 14 เมษายน ดังนั้น นางสงกรานต์ ปี 2565 จึงเป็นนางกิริณีเทวีโดยทรงพาหุรัด ทัดดอกมณฑา มีอาภรณ์เป็นแก้วมรกต พระหัตถ์ขวาทรงขอช้าง พระหัตถ์ซ้ายทรงปืน เสด็จยืนมาบนหลังกุญชร (ช้าง) 

สำหรับ เทศกาลสงกรานต์ 2565 นี้ ยังคงอยู่ในช่วงโรคระบาดโควิด-19 จึงอาจยังไม่สามารถทำกิจกรรมได้ตามปกติ แต่เราก็รักษาประเพณีไทยดั้งเดิมไว้ได้ ด้วยการสรงน้ำพระ รดน้ำดำหัว ขอพรผู้ใหญ่ในบ้าน ทำบุญออนไลน์ ชวนลูกหลานสวดมนต์ที่บ้าน หรือขนทรายเข้าวัด ส่วนสำหรับการเล่นน้ำ สามารถใช้อุปกรณ์ขันตักน้ำ หรือปืนฉีดน้ำขนาดเล็กที่ไม่อันตราย และใช้วิธี ริน รด พรม อย่างสุภาพ โดยสามารถเล่นได้ที่บ้าน หรือในพื้นที่มีการจัดงานที่เป็นไปตามมาตรการควบคุมโรคระบาดเท่านั้น เพื่อได้เล่นกันอย่างสนุก และสืบสานประเพณีไทยอย่างปลอดภัยถ้วนหน้า 

 

ใครที่กำลังหาทริคดีๆในการจัดบ้านถูกหลักฮวงจุ้ย แต่จะให้ซินแสมาช่วยตรวจสอบดูแล ก็อาจไม่สะดวก บทความนี้มีทริคในการจัดบ้านตามฮวงจุ้ยง่ายๆ ที่สามารถจัดตามเองได้โดยไม่ยาก ไม่ต้องทุบ รื้อ ถอน ให้ยุ่งยาก และไม่ต้องสิ้นเปลืองจนงบบานปลาย เพียงแค่ใช้เวลาที่สะดวกแต่งบ้านตามหลักฮวงจุ้ยเรียกทรัพย์เสริมดวง ดึงดูดโชคลาภ และความสุขสมบูรณ์เข้ามาสู่คนในบ้าน 

หน้าบ้านเปิดโล่งรับทรัพย์ 

หลักฮวงจุ้ยหน้าบ้าน บริเวณหน้าบ้าน โดยเฉพาะลานที่ตรงกับประตู เปรียบเป็นโต๊ะทานข้าว ส่วนประตูก็เปรียบเหมือนกับปาก ที่รอรับอาหาร เมื่อเป็นบ้าน ก็รอรับพลังงานดีๆเข้ามาในบ้าน ดังนั้น..หน้าบ้านจึงไม่ควรมีข้าวของหรือสิ่งกีดขวางใดๆ หรือแม้แต่รองเท้าก็ไม่ควรถอดขวางหน้าประตูบ้าน แต่ควรถอดวางบนชั้นหรือเก็บใส่ตู้ให้อยู่ด้านใดด้านหนึ่ง และไม่ควรอยู่เหนือลม เพราะลมจะพัดพากลิ่นที่ไม่พึงประสงค์เข้าสู่ภายในบ้าน ถือว่าผิดหลักฮวงจุ้ย 

 

ประตูบ้านห้ามตรงกับประตูห้องน้ำ

ประตูหลักเข้าบ้าน ไม่ควรตรงกับประตูห้องน้ำ พอเปิดประตูเข้าบ้านแล้วเห็นประตูห้องน้ำตรงหน้า ถือว่าผิดหลักฮวงจุ้ยบ้าน และควรหลีกเลี่ยง เพราะประตูบ้านคือทางเข้าของพลังงาน ในขณะที่ประตูห้องน้ำเป็นแหล่งของพลังไม่ดี จะทำให้พลังงานลบไหลเวียนทั่วบ้าน ส่งผลให้คนในบ้านมีแต่ความวุ่นวาย แต่ถ้าเป็นบ้านสำเร็จรูป ไม่สะดวกต่อการแก้ไข ก็แก้ด้วยการนำมู่ลี่มาติดไว้หน้าประตูห้องน้ำ นำเฟอร์นิเจอร์ที่สามารถบังได้ เช่น ตู้ผ้า ฉากกั้น ฯลฯ วางบังหน้าประตูห้องน้ำแทน 

 

เปิดประตู-หน้าต่างรับทรัพย์ 

เปิดประตูและหน้าต่างเพื่อรับพลังงานดีๆ เรียกเงินเรียกทองเข้าบ้าน โดยไม่จำเป็นต้องเปิดทั้งวัน แต่เปิดเพื่อรับลมและอากาศใหม่ๆเข้าสู่บ้าน เพราะลมจะนำพาออกซิเจน โชคลาภเข้าบ้าน เปิดประตู หน้าต่างช่วงเช้าเพื่อรับอากาศใหม่ของวัน หากบ้านไหนที่ติดกับการเปิดแอร์ ก็ลองเปิดประตู-หน้าต่างรับลม เพื่อให้อากาศเก่า รวมถึงเชื้อโรคที่คั่งค้างได้ถ่ายเทออกไป เปลี่ยนลมใหม่ๆเข้ามา และเป็นการเรียกโชค เรียกเงินเรียกทองเข้าบ้านด้วย 

รับแสงสว่างเข้าบ้าน 

แสงสว่าง เป็นพลังหยาง ซึ่งบ้านที่ดีตามหลักฮวงจุ้ยควรจะมีแสงสว่างเข้าบ้านที่เพียงพอ เพื่อให้มีพลังหยาง พลังแห่งความเคลื่อนไหว ไหลเวียนอยู่ในบ้าน แต่ถ้ามากเกินไป จะทำให้มีแต่ความเร่งรีบ ไม่ค่อยได้พัก เหนื่อยและเคร่งเครียดเกินไป จึงควรจัดให้มีแสงได้อย่างพอดี ให้เหมาะกับตำแหน่งที่ใช้งาน อย่างตั้งโต๊ะอ่านหนังสือ หรือโต๊ะทำงานที่แสงสว่างจากภายนอกสามารถส่องเห็นได้ และติดตั้งแสงไฟสีขาว เพื่อจะได้ไม่เสียสายตา แต่อาจติดไฟวอร์มไลท์บริเวณมุมพักผ่อน เพื่อให้รู้สึกผ่อนคลาย นอกจากนี้ก็ควรมีไฟสว่างเพียงพอที่เป็นบริเวณทางเดินต่างๆ เพราะเหมือนมีพลังงานนำทาง และยังช่วยป้องกันอุบัติเหตุ

 

หิ้งพระหันหน้าทิศเหนือหรือทิศตะวันออก

ห้ามหันไปทางทิศตะวันตกหรือใต้ ห้ามหันหน้าเข้าประตูห้องน้ำ การติดตั้งหิ้งพระไม่ควรต่ำหรือสูงเกินไป แต่ควรให้สูงขึ้นเหนือศีรษะเล็กน้อย ที่เราพอจะนำธูป-เทียน เครื่องบูชาขึ้นไปวางได้อย่างสะดวก แต่ก็ไม่ควรต่ำจนเดินผ่านหัวชนหิ้งพระได้ เพราะจะเป็นอันตรายกับคนในบ้านเวลาเดินผ่านได้ 

 

หัวนอนห้ามอยู่หน้าห้องน้ำ / ห้ามตรงกับประตู / ห้ามหันหลังให้ประตู

ไม่ควรหันหัวนอนตรงกับประตูห้องน้ำ หน้าต่างและประตู หรือแม้แต่หันหลังให้ประตู เพราะมีความเชื่อว่าจะทำให้เดือดร้อน มีแต่ปัญหาเข้ามาอย่างไม่ขาดสาย แต่ที่จริงแล้วการที่เราไม่ควรหันหัวนอนไปยังหน้างต่าง ประตู และห้องน้ำ ก็เพราะว่าจะมีลม มีความชื้นพัดเข้ามาตลอดเวลา ทำให้ประทะกับพลังงานตรงตัว และยังทำให้ศีรษะเราได้รับความชื้น เป็นสาเหตุที่จะทำให้เราป่วยไข้ไม่สบายได้ จึงควรจัดตั้งเตียงเยื้องประตู แต่ยังมองเห็นประตูได้ แต่ถ้าหากไม่สามารถย้ายเตียงได้ เพราะอาจมีพื้นที่จำกัด หรือเตียงติดกับพื้น เคลื่อนย้ายไม่สะดวก ให้แก้ด้วยการนำเฟอร์นิเจอร์ เช่น โซฟา เก้าอี้ มาวางที่ปลายเตียง ส่วนหน้าต่างตรงหัวนอนนั้น ให้แก้ด้วยการติดผ้าม่านและปิดหน้าต่างเวลานอน 

 

บันไดบ้าน

ไม่ควรจัดที่นั่งบริเวณใต้บันได เพราะอาจส่งผลให้คนในบ้านอารมณ์หงุดหงิดง่าย สุขภาพย่ำแย่ แต่ถ้าพื้นที่จำกัด หรือไม่สามารถย้ายตำแหน่งที่นั่งได้ ควรติดไฟเพิ่มแสงสว่าง เพราะใต้ท้องบันไดเปรียบเหมือนท้องมังกร ควรเสริมด้วยไฟ 3 ดวง เพื่อเสริมทรัพย์ เสริมมงคลตามหลักฮวงจุ้ย

 

ฮวงจุ้ยห้องครัวที่ถูกต้อง

  • ห้องครัวต้องสะอาดเสมอ ตามความเชื่อ ห้องครัวเปรียบเสมือนขุมทรัพย์ของบ้าน เป็นห้องที่ต้องปรุงและทำอาหารให้ทุกคนในบ้านทาน ดังนั้นห้องครัวจึงต้องมีความสะอาดอยู่เสมอ หากห้องครัวมีความสกปรก อาจทำให้คนในบ้านเจ็บป่วย เพราะด้วยเรื่องของสุขอนามัยด้านอาหาร 
  • ประตูครัวห้ามตรงกับเตาไฟ ห้ามตั้งเตาไฟตรงกับประตูครัว เพราะจะส่งผลให้เกิดความขัดแย้งและปัญหาสุขภาพของคนในบ้าน แต่สามารถแก้ไขโดยการตกแต่งด้วยของใช้สีเหลืองหรือสีน้ำตาล 
  • ห้ามตั้งเตาแก๊สหรือเตาไฟฟ้าตรงทิศตะวันตกเฉียงเหนือ เพราะเป็นตำแหน่งลดอำนาจหัวหน้าครอบครัว หรือแก้เคล็ดด้วยการวางน้ำพุเล็กๆ ใกล้ตำแหน่งเตา เพื่อลดพลังธาตุไฟ 
  • อย่าตกแต่งห้องครัวด้วยสีแดง เพราะห้องครัวเป็นธาตุไฟอยู่แล้ว จึงไม่ควรไปเสริมด้วยสีแดงอีก
  • ตำแหน่งเตา ไม่ควรอยู่ระหว่างอ่างล้างจานกับตู้เย็น เพราะเป็นแหล่งกำเนิดแห่งความเศร้า 

 

ฮวงจุ้ยโต๊ะทำงาน

โต๊ะทำงานไม่ควรอยู่ใกล้ประตูหรือทางเดิน เพราะจะทำให้เจอแต่เรื่องวุ่นวาย ไม่สงบ และไม่มีสมาธิในการทำงาน แก้ด้วยการนำต้นไม้จริงมาจัดวางตกแต่งบนโต๊ะ เพื่อช่วยลดทอนความแรงตามฮวงจุ้ย และถ้าโต๊ะทำงานที่ข้างหน้าเป็นทางเดิน หรือมีทาง 3 แพร่งพุ่งตรงเข้ามาที่โต๊ะ ให้แก้ฮวงจุ้ยด้วยการนำแก้วคริสตัลมาวางด้านหน้าหรือบริเวณมุมโต๊ะทำงาน

 

ตู้ปลาเสริมมงคล

บ้านควรมีตู้ปลาเพื่อเสริมความมั่งคั่งร่มเย็นของคนในบ้าน และควรเป็นปลาที่มีชื่อเป็นมงคล เช่น ปลาเงิน ปลาทอง ปลามังกร ปลาคาร์ฟ ส่วนจำนวนของปลาก็ควรเป็นเลขที่เป็นสิริมงคล อย่างเลข 1 ,6 , 8 หรือ  9 

จัดตกแต่งตามธาตุ

โหราศาสตร์จีนตามหลักฮวงจุ้ยบ้าน จะจัดวางตกแต่งทุกสิ่งรอบตัวด้วยการอิงตามธาตุ และทิศทางต่างๆ ดังนั้นการจัดฮวงจุ้ยบ้านรับทรัพย์ เสริมโชค เสริมลาภให้กับคนอยู่อาศัยในบ้าน ก็ควรทำตามระบบธาตุ ในการปรับฮวงจุ้ยบ้านขั้นสูง ซินแสจะมีการเสริมธาตุที่ดีให้ตรงกับธาตุของเจ้าของบ้าน หรือให้ตรงแต่ละบุคคล 

  • ทิศเหนือ : ทิศธาตุน้ำ ควรตกแต่งด้วยน้ำพุ หรือวัตถุทรงกลม ที่มีความโค้งมน มีความแวววาว ใช้สีน้ำเงิน สีฟ้า สีขาว สีเงิน สีทอง สีเทา สีดำ ห้ามตกแต่งบ้าน สีครีม สีเหลือง สีส้ม สีโอรส สีน้ำตาล 
  • ทิศใต้ : ทิศธาตุไฟ ประดับตกแต่งด้วยวัตถุทรงกระบอก ทรงสูง ทรงปิระมิด ตกแต่งด้วยต้นไม้ ดอกไม้ ใช้สีเขียว สีชมพู สีแดง ห้ามตกแต่งบ้าน สีน้ำเงิน สีฟ้า สีเทา สีดำ 
  • ทิศตะวันออก และ ทิศตะวันออกเฉียงใต้ : ทิศธาตุไม้ ตกแต่งด้วยน้ำพุ ต้นไม้ วัตถุทรงสูง ใช้สีน้ำเงิน สีฟ้า สีเขียว สีเทา สีดำ ห้ามตกแต่งบ้าน โลหะ สีเงิน และสีทอง 
  • ทิศตะวันตก และตะวันตกเฉียงเหนือ : ทิศธาตุทอง ตกแต่งด้วยโลหะ เซรามิก เครื่องปั้นดินเผา ทรงกลม มีความแวววาว สีน้ำตาล สีเงิน สีทอง สีครีม สีเหลือง สีส้ม สีโอรส ห้ามตกแต่งบ้าน สีแดง และ สีชมพู
  • ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ และตะวันตกเฉียงใต้ : ทิศธาตุดิน ตกแต่งด้วยเซรามิก เครื่องปั้นดินเผา สีครีม สีเหลือง สีส้ม สีน้ำตาล สีชมพู สีแดง สีโอรส ห้ามตกแต่งบ้าน สีเขียว 

 

รูปปั้นสิ่งมงคล 

ควรมีรูปปั้นที่เป็นมงคล เช่น รูปปั้นฮกลกซิ่ว (ความมั่งคั่งร่ำรวย และโชคลาภ) รูปปั้นเด็ก (ความสุข ความสดใส พลังงาน ความสมบูรณ์) รูปปั้นมังกร (ความยิ่งใหญ่ อำนาจ บารมี)  รูปปั้นเต่า (อายุยืนยาว)  รูปปั้นนกอินทรีย์ (ตำแหน่งหน้าที่การงาน) จัดวางตกแต่งในห้องรับแขก เพื่อเสริมบ้านฮวงจุ้ยในด้านต่างๆ ทั้งด้านการเรียกทรัพย์ เรียกโชคลาภ เงินทอง ความมีอายุยืน ความสุขสมบูรณ์แก่คนในบ้าน 

 

ของประดับเติมความหวาน

ทริคของการจัดบ้านเพื่อเติมความหวานให้กับคู่รัก ให้แต่งประดับด้วยของฝาก ของที่ระลึก หรือเฟอร์นิเจอร์ที่ซื้อตอนมีทริปด้วย ช่วงฮันนีมูน หรือแม้แต่ของที่ทั้งสองฝ่ายชอบ เพื่อเป็นการระลึกถึงความสุข และเวลาดีๆที่มีร่วมกัน แขวนกระดิ่งลมตามระเบียงเพื่อดึงดูดสิ่งมงคลเข้าบ้าน หรือตกแต่งด้วยสีชมพู ชมพูอมส้ม เสริมรักให้หวานและมั่งคง

ห้องน้ำ 

  • ประตูห้องน้ำ ควรปิดประตูห้องน้ำเสมอ เพื่อปิดรับพลังงานไม่ดี รวมไปถึงกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์ และเชื้อโรคไหลเวียนภายในตัวบ้าน บ้านตามหลักฮวงจุ้ยที่ดี ควรมีห้องน้ำในมุมหลบ และต้องปิดประตูห้องน้ำไว้เสมอ หรืออาจนำมู่ลี่มาติดหน้าประตูห้องน้ำ 
  • กระจก กระจกในห้องน้ำต้องสะอาดอยู่เสมอ 
  • ห้ามมีอะไรอุดตันในห้องน้ำเด็ดขาด 
  • ห้ามแต่งห้องน้ำด้วยสีแดง และสีทอง ส่งผลกระทบความรักความสัมพันธ์ และคนโสดยิ่งหาคู่ยาก
  • ห้องน้ำไม่ควรอยู่ติดกับห้องครัว เพราะห้องน้ำและห้องครัวเป็นธาตุไฟทั้งคู่ ถ้ารื้อแก้ไม่ได้ ก็แก้ไขโดยการย้ายสุขภัณฑ์ทุกชิ้นไปอยู่ตรงข้ามกับผนังที่ติดกับห้องครัว 

ทั้งหมดนี้ถือว่าเป็นการจัดบ้านตามฮวงจุ้ยที่สามารถปรับเปลี่ยนได้เองง่ายๆ ที่นอกจากจะได้จัดบ้านให้น่าอยู่ มีสุขอนามัยที่ดีแล้ว ยังช่วยส่งเสริมเรื่องความเป็นสิริมงคล โชคลาภ และโภคทรัพย์ ให้คนอยู่อาศัยสุขสมบูรณ์ยิ่งขึ้น เสริมสิริมงคลภายนอกด้วยการจัดบ้านฮวงจุ้ยแล้ว เพิ่มเติมด้วยประพฤติตนในศีลในธรรม เพื่อเสริมสิริมงคลภายใน ส่งเสริมฮวงจุ้ยทั้งทางวัตถุและจิตใจไปด้วยกัน ให้คนในบ้านมีความสุขสมบูรณ์อย่างแท้จริง 

 

ไม่ว่าคุณจะกำลังลดขนาดการจัดเก็บทรัพย์สิน เตรียมตัวเดินทางไปต่างประเทศ หรือต้องการเพิ่มพื้นที่ภายในบ้านเพียงเล็กน้อย และมีความต้องการให้ทรัพย์สินของคุณถูกเก็บไว้ที่ที่ปลอดภัย สามารถเข้าถึงได้ตลอดเวลา การเช่าพื้นที่จัดเก็บสิ่งของเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ดีสำหรับคุณ

อาจเป็นเรื่องยากที่จะรู้ว่าการเริ่มต้นใช้บริการเช่าพื้นที่เก็บของต้องเริ่มจากที่ใด ควรเลือกการเช่าพื้นที่เก็บของแบบไหนที่จะทำให้ทรัพย์สินของคุณปลอดภัย และห้องเก็บของให้เช่าคุ้มค่าต่อการเลือกใช้บริการหรือไม่ เราจะมาดูกันว่าบริการแบบ Self storage จะตอบสนองความต้องการข้างต้นหรือไม่ เพื่อเป็นหนึ่งในการตัดสินใจที่ดีที่สุดสำหรับคุณ

 

บริการ Self storage  คืออะไร

เรามาดูกันว่า Self storage คืออะไร โดยทั่วไปแล้วการเช่าจัดเก็บสิ่งของเป็นการจัดเก็บในพื้นที่ให้บริการที่มีระบบรักษาความปลอดภัยแน่นหนา ห่างจากบ้านหรือทรัพย์สินของคุณ ซึ่งถูกล็อคและเก็บไว้อย่างปลอดภัย

ห้องเก็บของให้เช่าและพื้นที่จัดเก็บให้เช่ามีหลายประเภท ซึ่งจำแนกตามความยากง่ายในการเข้าถึงสิ่งของที่จัดเก็บ รวมถึงสิ่งของที่เราจัดเก็บด้วย Self storage สามารถเข้าถึงสิ่งของที่เราจัดเก็บได้ตลอดเวลาและสามารถเลือกขนาดเช่าพื้นที่จัดเก็บสิ่งของที่เหมาะสมได้อีกด้วย ทำให้คุณสามารถเรียกใช้สิ่งของที่ต้องการง่ายกว่า Container storage ที่วางทับซ้อนกันในพื้นที่ขนาดใหญ่

Self storage จึงเป็นการจัดเก็บสิ่งของที่คุณสามารถเลือกตามแบบที่คุณต้องการได้ โดยออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์การเพิ่มพื่นที่ในการจัดเก็บสิ่งของและทรัพย์สินให้ปลอดภัย โดยไม่ต้องกำจัดสิ่งของที่คุณไม่ได้ใช้บ่อยทิ้งไป และยังสามารถเข้าถึงสิ่งของนั้นได้ตามความต้องการ

คุณสามารถจัดเก็บสิ่งของทุกอย่างตามที่คุณต้องการ (ยกเว้นของต้องห้ามบางรายการ) นอกจากนี้ยังสามารถเรียกดูหรือนำออกมาใช้งานได้ตลอดเวลา การเลือกขนาดของห้องจัดเก็บสิ่งของและระยะเวลาในการจัดเก็บสิ่งของเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ Self storage เป็นบริการที่ยอดเยี่ยมสำหรับคุณทั้งการจัดเก็บส่วนบุคคลและการจัดเก็บเพื่อธุรกิจของคุณ ไม่ว่าจะเป็นการจัดเก็บสต๊อคสินค้าหรือสิ่งของสำคัญชิ้นไหน คุณสามารถเลือกเก็บได้ตามความพึงพอใจของคุณ

ทำไมถึงเรียกว่า Self storage

Self storage เป็นการจัดเก็บสิ่งของด้วยตัวเอง หลายคนอาจสับสนในความหมายของมัน ซึ่งแท้จริงแล้วไม่ได้เป็นการจัดเก็บสิ่งของในพื้นที่บ้านของคุณ แต่เป็นการจัดเก็บสิ่งของในพื้นที่หรือโกดังให้เช่าซึ่ง Self storage ย่อมาจาก Self-service storage หรือการจัดเก็บสิ่งของด้วยตัวเองนั่นเอง โดยคุณรับผิดชอบในการนำทรัพย์สินเข้าและออกห้องจัดเก็บสิ่งของให้เช่าด้วยตัวเอง

แทนที่จะจ่ายเงินให้บริษัทมารับสิ่งของของคุณ เพื่อนำสิ่งของที่จะจัดเก็บออกไปและเก็บไว้ที่ไหนสักแห่งในโกดังที่เช่าไว้ ซึ่งคุณสามารถเช่าพื้นที่จัดเก็บสิ่งของและเลือกรูปแบบการจัดเก็บได้ แต่ต้องจัดการทุกอย่างด้วยตัวเอง Self storage ให้ความแตกต่างทั้งในเรื่องประเภทห้องที่มีหลากหลายรวมถึงขนาดที่สามารถเลือกได้ตามสิ่งของที่ต้องการจัดเก็บ คุณสามารถเลือกใช้บริการได้ตามที่คุณต้องการ

สิ่งของจะถูกทำลายหรือสูญหายจากการจัดเก็บหรือไม่?

อีกคำถามหนึ่งที่ผู้คนถามกันคือการเก็บรักษาทรัพย์สินของพวกเขาจะปลอดภัยเพียงใด คุณไม่ต้องกังวลเลยถ้าเลือกใช้บริการกับบริษัทที่ดีเช่น Keep-It Self Storage ที่มีการรักษาความปลอดภัยตลอด 24 ชั่วโมงเพื่อดูแลข้อมูลของคุณ

ถึงแม้ว่าจะมีการดูแลอย่างดีในแง่ของความปลอดภัย แต่สิ่งสำคัญคือต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่าสิ่งของสำคัญอาทิ อัลบั้มภาพ ภาพวาด หรือสิ่งอื่น ๆ ที่คุณอาจเลือกจัดเก็บนั้นจัดเก็บในห้องและอุณหภูมิที่เหมาะสม ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญอีกข้อหนึ่งที่ต้องนึกถึง 

คุณต้องตรวจสอบและควบคุมสภาพอากาศเพื่อเก็บของที่ต้องใช้การดูแลเป็นพิเศษ เช่น หนังสือหายาก รูปภาพ หรือเสื้อผ้า นอกจากนี้ยังต้องตรวจสอบให้ละเอียดในการจัดเก็บเฟอร์นิเจอร์กลางแจ้งหรือของใช้อื่นๆ ที่สำคัญ ซึ่งคุณสามารถเลือกขนาดและห้องจัดเก็บให้เช่ารูปแบบต่างๆ เพื่อใช้ในการเก็บรักษาทรัพย์สินของคุณได้

โดยทั่วไปแล้ว สิ่งของของคุณควรจัดเก็บให้เรียบร้อย และควรจะคำนึงถึงสิ่งคาดไม่ถึงที่อาจเกิดขึ้นตามมาได้หากคุณจัดเก็บสิ่งของไม่ถูกวิธี คุณควรจะทำความสะอาดและปกป้องสิ่งของสำคัญเหล่านั้นก่อนที่จะใส่เข้าไปในห้องเช่าจัดเก็บสิ่งของ เพื่อป้องกันสื่งที่จะทำให้ของเสียหายเช่น เชื้อรา ที่จะทำลายสิ่งของของคุณ ตราบใดที่คุณจัดเก็บสิ่งของอย่างถูกวิธี สิ่งของนั้นจะมีความปลอดภัย

คุ้มค่าที่จะจ่ายสำหรับการจัดเก็บหรือไม่?

เมื่อตัดสินใจแล้วว่าการจัดเก็บสิ่งของแบบใดที่เหมาะสมกับคุณ ควรพิจารณาที่ค่าใช้จ่ายที่ใช้ในการเช่าห้องเก็บของด้วย คุณอาจคิดว่าคุณสามารถเก็บของได้มากขึ้น โดยการหาพื้นที่เช่าที่มีขนาดใหญ่ขึ้น หรือใช้พื้นที่อันมีค่าในบ้านของเพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายในการเช่าพื้นที่ อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่สุดคือบริการ Self storage คุณจะไม่เพียงแค่มีพื้นที่มากขึ้นในการจัดเก็บสิ่งของของคุณ คุณยังได้พื้นที่เก็บของที่ปลอดภัย สะอาด และได้รับการดูแลทุกวันในขนาดที่คุณเลือกได้ และระยะเวลาในการจัดเก็บนานเท่าที่คุณต้องการ ดังนั้นในเรื่องนี้ ถือว่าคุ้มค่ามากหากคุณสามารถหาราคาและพื้นที่จัดเก็บสิ่งของที่เหมาะสมและตอบสนองได้ทุกความต้องการของคุณ

อย่างที่กล่าวไปแล้ว ให้แน่ใจว่าคุณคำนวณระยะเวลาที่คุณต้องการใช้ในการเช่าห้องเพื่อจัดเก็บสิ่งของ เนื่องจากหากเช่าเป็นระยะเวลานานจะมีค่าเช่าที่ถูกลงกว่าเช่าในระยะสั้น และขึ้นอยู่กับขนาดของห้องเช่าเก็บของที่คุณใช้บริการด้วย ซึ่งคุณสามารถเลือกได้ตามที่คุณต้องการ

 

บทสรุป

หวังเป็นอย่างยิ่งว่า เราได้ตอบคำถามของคุณสองสามข้อแล้ว และตอนนี้คุณก็รู้แล้วว่า Self storage คืออะไร เหตุใดจึงได้รับความนิยม และสามารถตัดสินใจได้ว่าบริการนี้คือสิ่งที่ต้องการในการจัดเก็บสิ่งของมีค่าของคุณ ไม่ว่าจะเป็นของใช้ส่วนตัวหรือเพื่อธุรกิจ คุณสามารถเลือกระยะเวลาจัดเก็บในระยะสั้นหรือระยะยาว และไม่ว่าสิ่งของจะมีจำนวนและขนาดเท่าไหร่ คุณสามารถเลือกการจัดเก็บให้เหมาะกับที่คุณต้องการได้