ไปเที่ยวภูเก็ตกันเถอะ! 

 

เชื่อว่าใครหลายๆคนที่เมื่ออยากเที่ยวทะเล จะต้องนึกถึงทะเลภูเก็ตเป็นรายชื่อแรกๆ ยิ่งมีโครงการภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ เพื่อเป็นการนำร่องการเปิดประเทศในการรับนักท่องเที่ยว ฟื้นฟูเศรษฐกิจส่วนภาคการท่องเที่ยว ทำให้ภูเก็ตมีนักท่องเที่ยวหลั่งไหลบินเข้ามายังประเทศไทย หลังจากมีการปิดประเทศอันเนื่องจากโรคระบาดโควิด-19 มานาน ที่จริงแล้วภูเก็ตที่เที่ยวมีหลายแห่ง ซึ่งไม่ได้มีดีแต่ทะเล เราได้รวบรวมสถานที่เที่ยวของภูเก็ตที่น่าสนใจไว้ในบทความนี้แล้ว ไม่ว่าจะเป็นทะเลภูเก็ต จุดชมวิว วัดในภูเก็ต หรือจะเที่ยวภูเก็ตเดือนไหนดี 

 

ที่เที่ยวภูเก็ตที่น่าสนใจ

หาดไม้ขาว 

สถานที่ถ่ายรูป unseen ยอดฮิต ด้วยหาดไม้ขาวเป็นที่เที่ยวใกล้สนามบินภูเก็ต ตั้งอยู่อำเภอถลาง  และยังเป็นแลนด์มาร์คที่จะพลาดไม่ได้กับการถ่ายรูปคู่กับเครื่องบินที่กำลังจะแลนด์ดิ้ง หรือทะยานบินขึ้นฟ้าได้อย่างใกล้ชิด นอกจากนี้หาดไม้ขาวก็เป็นชายหาดที่ยาวที่สุดของภูเก็ต และยังเป็นแหล่งจั๊กจั่นทะเลอีกด้วย ส่วนกิจกรรมจะเป็นการนอนชิลว์ริมหาด แต่ไม่นิยมเล่นน้ำ เนื่องจากน้ำทะเลค่อนข้างลึก อาจเป็นอันตรายได้ และอีกกิจกรรมซึ่งเป็นภูมิปัญญาของชาวหาดไม้ขาวกันมานาน คือการฝังทรายรักษาโรค ที่คนในชุมชนใช้การรักษาฟื้นฟูสภาพร่างกาย และการรอดูเต่าขึ้นมาวางไข่ เพราะจะมีเต่าทะเลหลายชนิดขึ้นมาวางไข่บนชายหาดทุกปี 

หาดป่าตองภูเก็ต 

ที่เที่ยวในภูเก็ตที่ขึ้นชื่อของจังหวัดอีกแห่ง ตั้งอยู่อำเภอกระทู้ เป็นหาดที่มีชื่อเสียงที่สุดของภูเก็ต เพียบพร้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ได้รับความนิยมของนักท่องเที่ยวต่างชาติและไทย เพราะหาดป่าตองเดินทางสะดวก มีกิจกรรมหลากหลายไว้รองรับนักท่องเที่ยว ไม่ว่าจะสายแอดเวนเจอร์ทางน้ำ นอนอาบแดดรับวิตามินดีแบบสายเฮลล์ตี้ หรือสายเสาะหาของกินอร่อย เพราะมีทั้งร้านอาหารทะเลและเครื่องดื่มให้เลือกเยอะ และร้านค้าของฝากของที่ระลึกให้ขาช้อปได้เลือกซื้อกันตาลาย และจบด้วยสถานบันเทิงให้ปาร์ตี้ยามค่ำคืน เรียกว่ามาที่เดียวได้เที่ยวภูเก็ต 1 วันครบกิจกรรมที่หาดป่าตองภูเก็ต  

หาดนุ้ยภูเก็ต

หาดนุ้ยหรือหาดยะนุ้ยภูเก็ต หาดเล็กๆที่สวยเหมือนอยู่บาหลี ซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ อยู่ระหว่างจุดชมวิวหาดกะรนและหาดในหาน เป็นอีกจุดที่ครบครันถ่ายรูปเช็คอิน ด้วยน้ำทะเลสีฟ้าใส หาดทรายขาวละเอียด และยังมีรังนกบาหลี ชิงช้าบาหลี ให้ได้ถ่ายรูปกันอย่างจุกๆ แถมบรรยากาศเหมือนได้เที่ยวหาดเมืองนอก เพราะส่วนใหญ่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติมากกว่าคนไทยนอนอาบแดดและเล่นน้ำกันอย่างสบายอารมณ์ และเนื่องจากเป็นหาดเล็กๆ ที่แยกออกไปต่างหากจนเหมือนหาดส่วนตัว ที่หลีกหนีจากโลกภายนอก มีทั้งมุมสงบและมุมร้านอาหารให้สังสรรค์ หรือจะพายเรือคายัคก็มีบริการ เหมาะอย่างยิ่งกับการพักผ่อนอย่างแท้จริง 

หาดสุรินทร์ภูเก็ต

เป็นชายหาดที่ไม่ได้มีทรายละเอียดอย่างหาดอื่นๆเท่าไรนัก แต่หาดมีความสะอาด น้ำใสน่าเล่น คนไม่พลุกพล่าน ไม่วุ่นวาย ไม่มีเก้าอี้ชายหาดรกสายตา แต่จะมีผ้าปูบนหาดทรายใต้ร่มชายหาดที่กางกั้นความร้อนของแสงแดด แบบเว้นระยะห่างพอให้นอนเล่นไม่อึดอัด จะนอนอาบแดด เล่นน้ำ ก็เพลินได้ทั้งวัน แต่กิจกรรมยอดฮิตก็จะเป็นการเล่นเซิร์ฟบอร์ด เพราะมีคลื่นที่ให้นักเซิร์ฟทั้งหลายได้โต้กันอย่างเมามันส์ นอกจากนี้ยังมีอาหารและเครื่องดื่มแบบรถเข็นรถพ่วงแบบสตรีทฟู๊ดให้เลือกหลากหลายทั้งส้มตำ ไก่ย่าง อาหารทะเล ผลไม้ ในราคาไม่แพง จะพักผ่อนนอนเล่นทั้งวันได้สบาย ไม่มีเวลาจำกัดและสบายงบในกระเป๋าอีกด้วย 

 

หาดกมลาภูเก็ต

หาดทางตะวันตกของจังหวัด ถัดลงมาจากทางใต้ของหาดสุรินทร์ ใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมงจากสนามบินภูเก็ต และห่างจากป่าตองประมาณ 8 กิโลเมตร หาดกมลามีลักษณะคล้ายเวิ้งครึ่งวงกลม มีความยาวประมาณ 2 กิโลเมตร หากมองจากที่สูงจะเห็นถึงความสวยงามของหาดกมลาได้อย่างชัดเจน น้ำใส ทรายสะอาด เงียบสงบ เป็นส่วนตัว ไม่มีถนนใหญ่เลียบชายหาด แต่จะต้องใช้เส้นทางในซอยเล็กๆที่ตัดจากถนนใหญ่เพื่อไปยังหาดกมลา โดยรอบๆจะมีที่พักภูเก็ตติดทะเลและแบบไม่ติดทะเลให้เลือกมากมาย ซึ่งราคาก็จะแตกต่างกันไป นอกจากนี้ยังมีประติมากรรม “จิตจักรวาล” สร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์สถานสึนามิ สะท้อนถึงภัยพิบัติคลื่นยักษ์ที่เคยเกิดขึ้นที่ชายหาดแห่งนี้ให้ได้ชมอีกด้วย

หาดกะตะภูเก็ต

หาดรูปพระจันทร์เสี้ยวที่ขึ้นชื่อความสงบร่มรื่น มีเกาะปูอยู่ด้านหน้า แบ่งเป็น 2 หาด ได้แก่ หาดกะตะน้อย และหาดกะตะใหญ่ ทั้งสองหาดล้วนมีทรายขาวละเอียดนุ่มเท้า ร่มรื่นด้วยไม้สนปกคลุมแนวชายหาด กิจกรรมที่นักท่องเที่ยวนิยม นอกจากเล่นน้ำ อาบแดด ก็ยังมี กระดานโต้คลื่น พาราเซล เจ็ทสกี และรวมไปถึงการดำนำ เพราะมีแนวปะการังยาวไปตลอดจนถึงเกาะปู แม้จะเป็นหาดทรายที่ไม่ใหญ่นัก แต่ก็มีสิ่งอำนวยความสะดวกให้กับนักท่องเที่ยวครบครัน อาทิเช่น สถานที่พัก ร้านอาหาร ร้านค้า บริษัทนำเที่ยว สถานบันเทิงยามค่ำคืน เรียกได้ว่ามีกิจกรรมให้ได้ทำตั้งแต่เช้าจนถึงค่ำเลย

หาดกะรนภูเก็ต

กะรนภูเก็ตเป็นขายหาดที่ยาวที่สุดในจังหวัดภูเก็ต และใหญ่เป็นอันดับ 2 ของจังหวัด โดยมีความยาวประมาณ 3 กิโลเมตร สามารถเดินเล่นหรือวิ่งออกกำลังกายได้ยาวๆ ซึ่งอยู่ระหว่างหาดป่าตองและหาดกะตะ มีเม็ดทรายขาวละเอียด ตัดกับสีน้ำทะเลใส คลื่นที่ซัดเข้าหาฝั่งเป็นฟองขาวละมุน สร้างความประทับใจให้กับนักท่องเที่ยวที่ได้มาเยือนแล้วมากมาย จนไม่อยากพลาดโอกาสที่จะมาอีกในครั้งต่อไป 

 

แต่ถึงแม้ว่าน้ำทะเลใสและสามารถลงเล่นได้ แต่บางจุดก็จะมีความลึกและอันตราย จึงต้องคอยสังเกตธงที่ปกไว้ก่อนลงเล่นน้ำ หากจุดใดที่เป็นบริเวณน้ำลึก จะมีธงสีแดงปักบอกไว้ให้นักท่องเที่ยวได้รู้ และกิจกรรมส่วนใหญ่สำหรับที่หาดนี้ ก็จะเป็นการเล่นน้ำ นอนอาบแดด พาราเซล ดำน้ำตื้นและน้ำลึก นอกจากนี้ยังมีตลาดกะรนที่ตั้งในพื้นที่วัดสุวรรณคีรีเขต(วัดกะรน) ให้เดินจับจ่ายซื้อวัตถุดิบสำหรับทำอาหาร และร้านค้าจำหน่ายของพื้นบ้านให้เลือกซื้อเป็นของฝากอีกมากมาย

หาดราไวย์ภูเก็ต

หากต้องการหาอาหารทะเลอร่อยๆ จะต้องแวะเวียนหาดราไวย์ หาดที่มีร้านอาหารมากมาย เหมาะแก่การหยุดพักรับประทานอาหารของนักท่องเที่ยว และแม้จะเป็นหาดที่มีความกว้างรองจากหาดป่าตอง แต่ก็ไม่เหมาะที่จะลงเล่นน้ำ มีทรายหยาบเม็ดใหญ่สีออกน้ำตาลมากกว่าจะเป็นสีขาวอย่างเช่นหาดอื่นๆ และมีเรือจำนวนมากจอดที่หน้าหาดแห่งนี้ เนื่องจากใช้เป็นจุดขึ้นเรือไปตามเกาะต่างๆของภูเก็ตและบริเวณใกล้เคียง

เกาะไม้ท่อน 

หากต้องการดำน้ำหรือพักผ่อนบนเกาะสวยแบบฟีลส่วนตัว ขอแนะนำเกาะไม้ท่อน มัลดีฟส์แห่งเมืองใต้ สามารถซื้อทัวร์ One day trip ได้เลย เดินทางประมาณ 15 นาทีจากภูเก็ต เดินทางโดยสปีทโบ๊ทจากท่าเรือน้ำลึก หรือท่าเรือวิสิษฐ์พันวา ระยะเวลาเพียงสั้นๆก็จะเจอเกาะที่รายล้อมไปด้วยน้ำทะเลสีเทอควอยส์ และน้ำใสจนมองเห็นฝูงปลา ตัดกับสีขาวของทรายละเอียดนุ่มเท้าของเกาะไม้ท่อน  กิจกรรมที่น่าสนใจนอกจากเล่นน้ำและอาบแดดแล้ว ยังสามารถดำนำดูปะการังและเหล่าฝูงปลาการ์ตูนได้หน้าชายหาดกันเลย และเนื่องจากเป็นเกาะส่วนตัวที่มีการอนุญาตแบบจำกัด จึงไม่มีคนพลุกพล่าน ให้ความรู้สึกเหมือนได้เที่ยวเกาะส่วนตัว เรียกได้ว่า เดินทางเพียงแค่ 15 นาทีจากตัวเมืองภูเก็ต ก็เหมือนได้เที่ยวมัลดีฟส์โดยไม่ต้องออกนอกประเทศ เหมาะมากๆกับคนที่ต้องการพักผ่อนแต่ไม่อยากเดินทางนานๆ 

View of Promthep Cape – best view point Phuket island, Thailand

  

แหลมพรหมเทพภูเก็ต

จุดชมพระอาทิตย์ตกดินที่สวยที่สุดในประเทศไทย ที่ใครไปภูเก็ตแล้วจะต้องไปเยือน แหลมพรหมจะเทพมีลักษณะเป็นแหลมโค้งทอดตัวลงสู่ทะเล โดยปลายสุดของปลายแหลมพรหมเทพเรียกว่า “แหลมเจ้า” บริเวณแหลมที่ยื่นลงไปในทะเลโดดเด่นด้วยกลุ่มต้นตาลที่ตระหง่านอย่างสวยงาม นอกจากนี้ยังสามารถเดินลงไปที่ปลายแหลมได้  และเมื่อมองไปทางซ้ายมือจะมองเห็นหาดในยะ ส่วนด้านขวาของปลายแหลมจะมองเห็นชายหาดในหานได้

แหลมกระทิงภูเก็ต

แหลมกระทิงหรือเขากระทิงภูเก็ต จุดชมวิวพระอาทิตย์ตกที่สวยสุดๆฉบับติดอันซีน (unseen) อยู่ตำบลกะรน อำเภอเมืองภูเก็ต การเดินทางขึ้นไปยังแหลมกระทิงค่อนข้างจะลำบาก แต่คุ้มค่าและหายเหนื่อยแทบปลิดทิ้ง เมื่อขึ้นไปถึงบริเวณลานโขดหินขนาดใหญ่ ได้เห็นสีเขียวของทุ่งหญ้าริมหน้าผาตัดกับสีฟ้าน้ำทะเล และขอบฟ้าอันกว้างใหญ่เบื้องหลัง สวยราวภาพวาด และสามารถเห็นวิวทะเลได้แบบ 360 องศา แบบไม่มีอะไรมาขวางกั้น 

 

จุดที่ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวเมื่อมาถึงที่นอกจากการชมพระอาทิตย์ตกนั่นก็คือ การถ่ายรูปที่ก้อนหินใหญ่ที่มีลักษณะคล้ายเรือใบ และหากจะมาชมวิวและถ่ายรูปที่จุดนี้ จะต้องเผื่อเวลาก่อนพระอาทิตย์ตกอย่างน้อย 12 ชั่วโมง เพราะต้องเผื่อเวลาในการเดินทางกลับ ซึ่งจะต้องเดินทางกลับก่อนสิ้นแสงอาทิตย์ เพราะการเดินทางลำบาก หากมืดแล้วจะยิ่งเพิ่มความลำบากและอันตราย 

Aerial view blue ocean and blue sky with mountain in the foreground at Patong Bay of Phuket Thailand Landscape of patong city phuket in sunny summer day time Beautiful tropical sea High angle view.

จุดชมวิวเขารัง

อีกจุดชมวิวที่ไม่ควรพลาด เนินเขาที่ตั้งอยู่ในตัวเมืองภูเก็ต เดินทางได้สะดวกด้วยรถยนต์ไปจนถึงยอดเขา โดยใช้เส้นทางคอซิมบี้ บนเขารังภูเก็ตจะสามารถมองเห็นทัศนียภาพของเกาะภูเก็ตได้แทบทั่วเกาะแบบ 360 องศา ทั้งสะพานหิน อ่าวฉลอง หลังคาตึกเก่า และหาดภูเก็ตต่างๆ อย่างหาดราไวย์ หาดในหาน ฯลฯ โดยเฉพาะแสงไฟระยิบระยับในยามค่ำคืนยิ่งส่งบรรยากาศให้ที่แห่งนี้แสนโรแมนติกมากขึ้นไปอีก หากมากับคนรักก็ยิ่งเพิ่มความหวานและสร้างความประทับใจได้ไม่น้อยเลย

ตึกชิโนโปรตุกีส ย่านเมืองเก่าภูเก็ต (Phuket Old Town)

ย่านรวมตึกโบราณที่ให้คุณเดินเที่ยวเมืองเก่าภูเก็ตได้เพลินๆชิวล์ๆ อย่างตึกชิโนโปตุกีส สถาปัตยกรรมสุดแสนคลาสสิคสีสันสดใส ที่ผสมผสานระหว่างตะวันตกและตะวันออกเข้าด้วยกันอย่างลงตัว ตั้งเด่นสะดุดตาในย่านเมืองเก่าภูเก็ต เป็นสถานที่เคยรุ่งโรจน์เป็นอย่างมากในอดีต และยังมีประวัติอันยาวนาน โดยตึกนี้ถูกสร้างขึ้นเมื่อสมัยรัชกาลที่ 5 เป็นช่วงที่มีชาวจีนและชาวตะวันตกหลั่งไหลเข้ามาทำเหมืองแร่ในภูเก็ต ด้านอาคารถูกตกแต่งด้วยสถาปัตยกรรมแบบยุโรป และได้รับการอนุรักษ์และส่งเสริมให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวในย่านเมืองเก่า ที่นักท่องเที่ยวมาเมืองภูเก็ตแล้วจะต้องมีการแวะเวียนเยี่ยมชม และทำการถ่ายรูปสวยๆเก็บไว้ 

 

นอกจากนี้ยังมีร้านอาหารและเครื่องดื่มที่แสนอร่อยอย่าง โรตีมะตะบะ โกปี๊กาแฟโบราณ ร้านขายผ้าปาเต๊ะ และอีกมากมายให้นักท่องเที่ยวได้ลิ้มชิมรสและเลือกซื้ออย่างจุใจ นอกจากนี้ยังมีซอยรมณีย์ อดีตย่านบันเทิงที่ถูกตกแต่งใหม่อย่างสวยงามเพื่อเป็นสถานที่เที่ยวภูเก็ต ถ่ายรูปออกมาแล้วสวยสุดๆ แล้วไปต่อด้วยคฤหาสน์แบบนีโอคลาสสิค & เรอเนสซองต์ อย่างอังมอเหลา ที่เป็นของตระกูลนายเหมืองเก่า จากนั้นอย่าพลาดที่จะเก็บภาพสถานที่ยอดฮิตอย่างธนาคารสแตนดาร์ดชาร์ดเตอร์ โรงแรมออนออน และศูนย์รวมข่าวพรหมเทพ และจบด้วยการเดินตลาดเมืองเก่าภูเก็ตที่เป็นตลาดนัดคนเดิน รับรองว่าทริปเที่ยวภูเก็ตจะทำให้คุณเพลินจนลืมเหงาไปเลย

วัดฉลองภูเก็ต

วัดเก่าแก่คู่บ้านคู่เมืองภูเก็ตมาช้านาน และเป็นวัดที่สวยงามที่สุดในจังหวัดภูเก็ต วัดฉลองไม่ได้มีประวัติที่แน่ชัดว่าถูกสร้างขึ้นเมื่อสมัยใด แต่รัชกาลที่ 5 พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงเปลี่ยนชื่อเป็นวัดไชยธาราม โดยวัดนี้เป็นที่ประดิษฐานรูปหล่อหลวงพ่อแช่ม หรือพระครูวิสุทธิวงศาจารย์ญาณมุณี ที่ชาวภูเก็ตให้ความเลื่อมใสศรัทธาเป็นอย่างยิ่ง ด้วยเรื่องราวศักดิ์สิทธิ์และความเมตตาของท่านตั้งแต่ท่านยังมีชีวิตอยู่ ท่านเป็นที่พึ่งของชาวบ้านในการช่วยรักษาโรคด้วยสมุนไพร และเมื่อครั้งเกิดเหตุการอั้งยี่ (จีนก่อการกบฏ) ท่านก็ได้มอบผ้าประเจียดสีขาวให้ชาวบ้านไว้โพกหัว เพื่อเป็นขวัญกำลังใจในการต่อสู้กับพวกอั้งยี่จนได้รับชัยชนะ (พวกอั้งยี่จึงเรียกชาวบ้านเหล่านั้นว่า พวกหัวขาว) 

 

ถึงแม้ท่านจะมรณภาพไปแล้วเป็นร้อยปี แต่ก็ยังได้รับการศรัทธาจากชาวภูเก็ตและจังหวัดอื่นๆไม่เสื่อมคลาย ถึงขนาดรอต่อคิวเพื่อปิดทององค์หล่อหลวงพ่อแช่ม เฉกเช่นการปิดทององค์พระพุทธเจ้า และยังมีทั้งนักท่องเที่ยวคนไทยและต่างชาติ โดยเฉพาะเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซีย หลั่งไหลมาสักการะท่านเมื่อมีโอกาสเสมอ นอกจากนี้ภายในวัดยังมีบรรยากาศสงบและร่มรื่น มากด้วยสถาปัตยกรรมไทย และไม่ควรพลาดที่จะเข้าสักการะพระวิหารและพระมหาธาตุเจดีย์พระจอมไทยบารมีประกาศ และเมื่อเข้าเขตวัดก็มักจะได้ยินเสียงจุดประทัดแก้บนบ่อยครั้ง แสดงถึงความศักดิ์สิทธิ์ที่ไม่เสื่อมคลาย

 

พระพุทธมิ่งมงคลเอกนาคคีรี(วัดพระใหญ่)

วัดพระใหญ่หรือวัดใหญ่ภูเก็ต เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปปางมารวิชัยที่ใหญ่ที่สุดบนเกาะภูเก็ต องค์พระเป็นศิลปร่วมสมัย ใช้หินอ่อนหยกขาวจากประเทศพม่าประดับผิวทั้งองค์ ซึ่งมีน้ำหนักถึง 135 ตัน นับว่าเป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองภูเก็ตองค์ใหญ่ที่ตั้งสูงเด่นตระหง่าน และมีความสวยงามมากอีกองค์หนึ่งเลยทีเดียว นอกจากนี้นักท่องเที่ยวสามารถสัมผัสทัศนียภาพที่สวยงามของเวิ้งหาดกะตะ แหลมพรหมเทพ ได้จากบริเวณด้านบนได้อย่างสุดอลังการ ชนิดที่เรียกว่าถ่ายรูปออกมาได้สวยสมใจแน่นอน 

 

ศาลหลักเมืองภูเก็ต

ศาลหลักเมืองของภูเก็ตทั้งหมด 4 แห่ง โดยเสาที่1 เป็นการสร้างศาลหลักเมืองใหม่ทับเสาหลักเมืองเก่า ตั้งแต่พ.ศ.2352  ชื่อ ศาลหลักเมืองเมืองใหม่ ตั้งอยู่แถวท่าเรือ ศาลหลักเมืองเสาที่ 2 คือ ศาลหลักเมืองถลางป่าสัก หรือศาลหลักเมืองวัดพระขาว หรือที่ชาวบ้านเรียก ศาลหลักเมืองเจ้าแม่สร้อยแก้ว อยู่ที่อำเภอถลาง ป่าสัก มักจะมีผู้คนมาขอพรเกี่ยวกับเรื่องความสำเร็จในหน้าที่การงาน หรือการชนะในการแข่งขันทุกรูปแบบ

 

ศาลหลักเมืองเสาที่ 3 ชื่อศาลหลักเมืองเจ้าแม่เกษิณี หรือศาลหลักเมืองเลพัง อยู่ที่ตำบลเชิงทะเล หน้าหาดเลพัง หน้าศาลนั้นหันออกสู่ทะเลฝั่งตะวันตก และถ้าหากใครจะมาขอพรขอโชคลาภ จะขอได้เพียงแค่เรื่องเดียวต่อครั้งเท่านั้น ดังนั้นต้องคิดให้รอบคอบก่อนจะขอพร ศาลหลักเมืองเสาที่ 4 คือ ศาลเจ้าแม่หลักเมืองท่าเรือ ส่วนใหญ๋ชาวบ้านมักจะเรียก ศาลหลักเมืองเจ้าแม่ยายตวง ตั้งอยู่ใกล้อนุสาวรีย์ท้าวเทพกระษัตรี ท้าวศรีสุนทร แต่เดิมบริเวณรอบๆนี้จะเป็นท่าเรือ ใช้การพายเรือสัญจรไปมา จึงมีเรือลำเล็กขนาด 1 ที่นั่ง วางอยู่บริเวณศาลหลักเมือง และเล่าลือว่าศักดิ์สิทธิ์ในการขอพรเกี่ยวกับโชคลาภ ความรัก และการขอบุตรชาย

 

Flying Hanuman ภูเก็ต

ใครสายแอดเวนเจอร์ หรืออยากลองกิจกรรมใหม่ๆ ไม่ควรพลาด ฟลายอิ้ง หนุมาน ภูเก็ต เป็นกิจกรรมท่องเที่ยวแห่งใหม่ของภูเก็ต แบบวันเดย์ทริปภูเก็ต ที่เป็นการท่องเที่ยวแบบเชิงอนุรักษ์ Ecoadventure เน้นการโหนสลิงชมทิวทัศน์มุมสูงหรือที่เรียกว่า Zipline บนยอดเขาน้ำตกกระทู้ และเดินป่าเชิงอนุรักษ์ โดยกิจกรรมจะมีหลากหลายแต่คงในคอนเซ็ปต์แบบ Ecoadventure ทั้ง 28 ฐาน โหน Zipline จากต้นไม้ต้นหนึ่งไปยังอีกต้นหนึ่ง และที่มีระยะทางไกลที่สุดถึง 400 เมตร , เดินบันไดวนรอบต้นไม้ใหญ่ หรือการเดินบนสะพานกลางอากาศ 

 

เปิดบริการ 4 รอบ คือ 08.00 น./10.00 น./13.00 น.และ 15.00 น. โดยมีกิจกรรมให้เลือก 3 โปรแกรม ได้แก่ 

 

  • โปรแกรม A จะมีกิจกรรม 28 ฐาน การโหนสลิง โรยตัว ข้ามสะพานแขวน ขึ้นบันไดเวียน รางเลื่อนลอยฟ้า เดินป่าประมาณ 20 นาที และมีอาหารให้ 1 มื้อ
  • โปรแกรม B กิจกรรมจะเหมือนกับโปรแกรม A แต่จะไม่มีอาหารให้
  • โปรแกรม C กิจกรรมจะคล้ายกับโปรแกรม A แต่มีเพียง 16 ฐาน เหมาะสำหรับคนต้องการเล่นกิจกรรมเพียงเล็กน้อย หรือมีแรงไม่มากแต่ต้องการเปิดประสบการณ์ใหม่ๆ แต่โปรแกรม C จะมีเฉพาะรอบ 08.00 น. และ 15.00 น. เท่านั้น 

 

สวนน้ำ splash jungle water park ภูเก็ต

ไม่เพียงแต่แหล่งธรรมชาติที่มีให้เที่ยวชมแล้ว แต่สถานที่ท่องเที่ยวในภูเก็ตยังมีเครื่องเล่นสุดโหดให้ตะลุยและเพลินไปกับการเล่นสไลเดอร์ยักษ์อย่าง “SuperBowl” ที่ต้องนั่งบนห่วงยางหมุนไปในอ่างยักษ์ด้วยความเร็วแบบสุดเหวี่ยง หรือ “Whizzard” สไลเดอร์สีสันสุดจัดจ้านที่มีถึง 6 ช่อง สไลด์ตัวไปในอุโมงค์ที่โค้งเป็นเกลียว 360 องศา และสามารถมองเห็นเครื่องบินที่บินขึ้น-ลง ณ จุดนี้ได้อีกด้วย หรือจะจิบเครื่องดื่มเย็นๆชิวล์ๆ บาร์กลางสระว่ายน้ำอย่าง “Splash Bar” ที่มีเมนูเครื่องดื่มให้เลือกเพียบ 

 

นอกจากนี้ยังมี “Aqua Play Pool” เครื่องเล่นที่เหมาะอย่างยิ่งสำหรับคุณหนูๆและทุกคนในครอบครัว มีสไลเดอร์เล็กๆ และถังน้ำยักษ์ที่จะคว่ำตัวเทน้ำใส่เราเพื่อคลายร้อนทุก 5 นาที และ “Wave Pool” สระน้ำที่มีคลื่นทะเลจำลองและแรงถึง 6 ระดับ โดยมีจุไลฟ์การ์ดคอยดูแลความปลอดภัยเป็นอย่างดี และมีเสื้อชูชีพสำหรับผู้ว่ายน้ำไม่แข็งแรงหรือว่ายน้ำไม่เป็นให้ใส่เพื่อความปลอดภัย นอกจากนี้ยังมีพิซซ่าเตาถ่านสุดฟินราคาเบาให้ได้ลิ้มลอง รวมไปถึงอาหารไทยและอาหารต่างชาติที่มีให้เลือกอิ่มอร่อย สามารถจ่ายผ่านสายรัดข้อมือซึ่งจะได้รับเมื่อตอนซื้อตั๋วเข้าสวนน้ำ ไว้คอยเติมเงินเพื่อซื้ออาหารและบริการอื่นๆภายในบริเวณสวนน้ำโดยไม่ต้องพกเงินให้ยุ่งยาก เรียกได้ว่าเพลิดเพลินกับกิจกรรมและอาหารได้ทั้งวันกันเลยทีเดียว 

cr. : https://www.phuket101.net/phuket-fantasea/

ภูเก็ตแฟนตาซี

เป็นอีกแหล่งท่องเที่ยวภูเก็ตนักท่องเที่ยวให้ความนิยม โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวต่างชาติ ซึ่งตั้งอยู่บริเวณหาดกมลา มีการแสดงศิลปวัฒนธรรมประเพณีไทยอันวิจิตร ผสมผสานเทคโนโลยีระดับโลกทำให้ได้การแสดงและโชว์ที่ยิ่งใหญ่อลังการ ในพื้นที่ 70 ไร่ บนหาดกมลา ที่เรียกได้ว่าเป็นอณาจักรบันเทิงทางวัฒนธรรมยามราตรี ที่นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่จะต้องขอให้ได้เข้าชมสักครั้งเมื่อมีโอกาสได้เยือนเมืองภูเก็ต เปิดบริการให้ชมทุกวัน เวลา 17.30 23.30 น. ยกเว้นวันพฤหัสบดี ที่เปิดให้บริการเข้าชมเวลา 21.00 น.ซึ่งทำการจองตั๋วล่วงหน้าได้และมีบริการรถรับส่งจากที่พักภูเก็ตถึงภูเก็ตแฟนตาซี 

 

เที่ยวภูเก็ตเดือนไหนดี

ภูเก็ตสามารถเที่ยวได้ตลอดทั้งปี แต่สามารถแบ่งได้เป็นช่วง ไฮซีซั่น โลว์ซีซั่น และพีคซีซั่น แต่ความชอบในการท่องเที่ยวแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน หรือขึ้นอยู่กับความสะดวกในการจัดโปรแกรมเที่ยวภูเก็ตในแต่ละครั้ง ช่วงที่เป็นไฮซีซั่นจะเป็นช่วงเดือน พฤศจิกายน-เมษายน เกาะทุกเกาะเปิดให้บริการ นักท่องเที่ยวจะนิยมมากันมากในช่วงนี้ เพราะอากาศดี น้ำสวย ฟ้าใส ส่วนปลายเดือนธันวาคม – เดือนมกราคม จะเรียกว่าเป็นช่วงพีคซีซั่นก็ว่าได้ เพราะเป็นช่วงหยุดยาวของหลายคนๆ ทำให้มีทั้งนักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติมาเที่ยว และโรงแรมภูเก็ตก็เต็มแทบทุกที่ แต่ถ้าต้องการเที่ยวแบบคนน้อยๆ และไม่แคร์เรื่องที่อาจจะต้องเจอพายุฝน ซึ่งเป็นช่วงโลว์ซีซั่น ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม – ตุลาคม เพราะเป็นช่วงหน้าฝน จึงอาจมีฝนตก ลมคลื่นทะเล บางเกาะปิดให้บริการ ไม่สามารถเข้าไปเที่ยวได้ แต่บางวันก็อาจมีฟ้าใส อากาศดี และบรรยากาศสวยไม่แพ้หน้าร้อน และยิ่งไปกว่านั้นที่พักภูเก็ตจะมีราคาถูกกว่าช่วงไฮซีซั่นเป็นเท่าตัว 

 

ได้ยินเสียงสถานที่เที่ยวเหล่านี้เรียกหาไหม? โปรแกรมเที่ยวภูเก็ตต้องมาแล้วไหมล่ะ? พร้อมจัดกระเป๋าหรือยัง? จัดสรรเวลาและเตรียมตัวไปภูเก็ตกันเลย!!

สุขภาพร่างกายเป็นสิ่งสำคัญมาก หากสภาวะสุขภาพไม่ดี ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน รวมไปถึงความเจ็บปวดทางร่างกาย สุขภาพจิต ค่าใช้จ่าย และการสูญเสีย การรักษาสุขภาพให้แข็งแรงอยู่เสมอจึงเป็นสิ่งจำเป็น แต่โรคบางชนิดก็อาจหลีกเลี่ยงได้ยาก แม้จะเป็นนักกีฬาที่มีร่างกายแข็งแรงก็ตาม

 

บทความนี้จะมารู้จักถึงโรคที่ทำให้มีอัตราการเสียชีวิตของคนไทยเป็นอันดับ 2 รองจากโรคมะเร็ง นั่นก็คือ Stroke หรือโรคหลอดเลือดในสมอง ซึ่งเป็นโรคที่น่าห่วงมาก เพราะผู้ป่วยส่วนใหญ่จะไม่แสดงอาการบอกล่วงหน้า แต่จะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา และสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกช่วงอายุ เราไม่สามารถรู้ได้เลยว่าคนรอบข้างหรือแม้แต่ตัวเราเสี่ยงเป็นโรคหลอดเลือดสมองอยู่หรือไม่ ดังนั้นบทความนี้เราจะมารู้จักและวิธีสังเกตอาการ เพื่อจะได้ป้องกันได้ทัน ลดความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นโดยไม่คาดคิด และควบคุมหรือปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่อาจเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดสมองกันดีกว่า

 

โรคหลอดเลือดสมอง คือ ภาวะการขาดเลือดของสมอง เนื่องจากหลอดเลือดสมองตีบ ตัน หรือเส้นเลือดในสมองแตกเฉียบพลัน ทำให้เลือดไปเลี้ยงสมองส่วนนั้นไม่ได้ ส่งผลให้เนื้อสมองบริเวณนั้นถูกทำลาย เนื่องจากขาดออกซิเจนและสารอาหาร ปกติสมองของคนเราจะมีการเชื่อมโยงในการทำงานของอวัยวะแต่ละส่วนของร่างกาย เมื่อสมองส่วนใดเกิดผิดปกติหรือถูกทำลาย จะส่งผลต่อหน้าที่การทำงานของอวัยวะในระบบส่วนนั้นด้วย 

โรคหลอดเลือดสมองอาการที่ส่งผลต่อสมองซีกซ้ายและสมองซีกขวากระทบกับส่วนใด

1.โรคหลอดเลือดสมองซีกซ้าย 

ส่งผลการเป็นอัมพาตครึ่งตัวด้านขวา ปัญหาด้านการพูด การสื่อสาร การกลืน เสียการมองเห็นภาพซีกขวา สูญเสียการทรงตัว ปฏิกิริยาตอบสนองช้า  

 

2.โรคหลอดเลือดสมองซีกขวา 

ส่งผลการเป็นอัมพาตครึ่งตัวด้านซ้าย สูญเสียการตัดสินใจ เสียการมองเห็นภาพซีกขวา สูญเสียการประเมินขนาดและระยะทาง

 

แต่ถ้ามีความเสียหายในส่วนก้านสมอง Cerebellum เพียงเล็กน้อย ส่งผลให้เสียการทรงตัว เวียนศีรษะ หรืออัตราการเต้นของหัวใจผิดปกติ ซึ่งอาจทำให้หมดสติได้ การประเมินความรุนแรงของโรคหลอดเลือดสมอง สามารถประมาณได้จากการสูญเสียระบบการทำงานของร่างกาย 

โรคหลอดเลือดสมองเกิดจากอะไร

โรคหลอดเลือดสมองสาเหตุเกิดได้หลายสาเหตุ และสามารถเกิดได้กับทุกวัย แต่จะมี 3 สาเหตุหลักๆ เกิดจาก … ตีบ ตัน แตก 

 

1.เส้นเลือดในสมองตีบ (Atherosclerosis) 80% ของสาเหตุในการเกิดโรคหลอดเลือดสมอง เกิดจากลิ่มเลือดก่อตัวขึ้นจากผนังหลอดเลือดสมอง การสะสมของไขมันในหลอดเลือด ทำให้หลอดเลือดตีบแคบ มีความยืดหยุ่นและมีประสิทธิภาพในการลำเลียงเลือดลดลง เลือดไม่สามารถไหลเวียนไปเลี้ยงในส่วนที่เกิดปัญหาและอวัยวะในส่วนอื่นๆได้สะดวก ปัจจัยเสี่ยงสำคัญ อายุ ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง สูบบุหรี่ แอลกอฮอลล์ และภาวะโรคอ้วน 

 

2.เส้นเลือดในสมองอุดตัน (Embolic) หลอดเลือดในสมองอุดตัน เกิดจากลิ่มเลือดจากส่วนต่างๆของร่างกายไหลรวมมาอุดเป็นก้อนขวางทางหลอดเลือดส่วนใดส่วนหนึ่ง ปัจจัยเสี่ยงสำคัญได้แก่ หัวใจเต้นผิดจังหวะชนิด Atrial Fibrillation โรคของลิ้นหัวใจ หลอดเลือดหัวใจตีบ หรือภาวะหัวใจโต ส่วนสาเหตุอื่นๆก็พบได้เช่นกัน เช่น การสะบัดคอแรงๆ การเล่นกีฬาผาดโผนเอ็กซ์ตรีม การใช้งานกล้ามเนื้อคออย่างหนัก รวมไปถึงหลอดเลือดดำอุดตัน อาทิเช่น กลุ่มที่รับประทานยาคุมกำเนิด เป็นต้น   

 

3.เส้นเลือดในสมองแตก / เลือดออกในสมอง (Hemorrhagic) พบได้ประมาณ 20% ของโรคหลอดเลือดสมอง เกิดจากหลอดเลือดมีความเปราะบาง และมีภาวะความดันโลหิตสูงร่วมด้วย ทำให้เกิดการโป่งพองและแตกออก หรือหลอดเลือดเสียความยืดหยุ่นจากการสะสมของไขมันแล้วปริแตก ทำให้เลือดที่ไปเลี้ยงสมองลดลงฉับพลัน และเลือดออกภายในสมอง ส่งผลให้ผู้ป่วยเสียชีวิตในเวลาอันรวดเร็ว ปัจจัยเสี่ยงสำคัญ ได้แก่ ภาวะความดันโลหิตสูง ผู้ที่มีความผิดปกติของหลอดเลือดในสมอง รวมไปถึงการเกิดอุบัติเหตุต่างๆ 

อาการของโรคที่พบได้บ่อย 

  • ปวดศีรษะรุนแรง
  • แขนขาอ่อนแรงครึ่งซีก 
  • ตาตก ตามัว มองเห็นภาพซ้อนหรือเห็นครึ่งซีก ตาบอดข้างเดียว  
  • ใบหน้าเบี้ยว ปากเบี้ยว มุมปากตก น้ำลายไหล กลืนลำบาก 
  • พูดไม่ชัด พูดลำบาก นึกคำพูดไม่ออก 
  • เป็นอัลไซเมอร์ระยะสั้น 
  • สูญเสียการควบคุมการทรงตัว เดินเซ 

 

ปัจจัยเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมอง 

  • ผู้สูงอายุ 
  • คนในครอบครัวมีประวัติเป็นโรคหลอดเลือดสมองหรืออัมพาต 
  • ผู้มีภาวะอ้วน 
  • ผู้ป่วยเกี่ยวกับหลอดเลือด เช่น โรคไขมันในเลือดสูง โรคความดันโลหิตสูง 
  • ผู้ป่วยเป็นโรคหัวใจ ผู้ที่มีภาวะเส้นเลือดหัวใจตีบ  โรคหลอดเลือดหัวใจ หัวใจเต้นผิดจังหวะ อาจทำให้เกิดลิ่มเลือด แล้วหลุดไปอุดตันในหลอดเลือดสมอง 
  • ผู้ที่สูบบุหรี่ประจำ หรือสูบบุหรี่จัด
  • ผู้ที่กินฮอร์โมนเพศ การใช้ฮอร์โมนเอสโตรเจน

 

F A S T คำจำกัดความที่ควรจำและทำเมื่อเกิดเหตุดังกล่าว เพื่อลดโอกาสความพิการและการเสียชีวิตของผู้ป่วย

 

  • (Facial Weakness) ใบหน้าเบี้ยว ปากเบี้ยว ริมฝีปากตก 
  • (Arm Weakness) แขนขาอ่อนแรงครึ่งซีก 
  • (Speak) พูดไม่ชัด พูดลำบาก นึกคำพูดไม่ออก 
  • (Time) เมื่อเกิดอาการข้างต้น ให้รีบไปโรงพยาบาลให้เร็วที่สุด หรือติดต่อสายด่วน 1669 

 

เมื่อมีอาการผิดปกติทางระบบประสาท แขน-ขาอ่อนแรง ปากเบี้ยว กระทันหัน หรือสงสัยว่าจะเป็นโรคหลอดเลือดสมอง หรืออาการคล้ายจะเป็นอัมพาต จะต้องรีบไปโรงพยาบาลทันที เพราะสมองของผู้ป่วยมีโอกาสตายมากขึ้นเรื่อยๆในทุกๆวินาที ต้องรีบใช้เวลาในการไปพบแพทย์โดยเร็ว ห้ามรอดูอาการ เพราะทุกนาทีคือความปลอดภัยต่อชีวิต เมื่อไปถึงโรงพยาบาล จะต้องรีบแจ้งว่าอาจเกี่ยวกับหลอดเลือดสมองตีบหรืออัมพาต เพื่อให้แพทย์รีบทำการวินิจฉัยอย่างรวดเร็ว ห้ามนวด และห้ามซื้อยาทานเอง 

วิธีการรักษาโรคหลอดเลือดสมอง  

แนวทางการรักษาจะแตกต่างกัน ซึ่งขึ้นอยู่กับดุลพินิจของแพทย์ และสาเหตุของโรคหลอดเลือดสมอง ว่าเกิดจากหลอดเลือดสมองตีบหรือหลอดเลือดสมองแตก 

 

หลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตัน การรักษาคือทำให้เลือดไหลเวียนได้อย่างปกติ โดยมีหลายวิธี ในบางกรณีแพทย์อาจให้ยาละลายลิ่มเลือด ซึ่งจะได้ผลดีกับผู้ที่มีอาการโรคหลอดเลือดสมองและรีบไปโรงพยาบาลภายในระยะเวลาไม่เกิน 4 ชั่วโมง

 

หลอดเลือดสมองปริแตกหรือฉีกขาด การรักษาคือ รักษาระดับความดันโลหิต เพื่อควบคุมปริมาณเลือดที่ออก แพทย์จะพิจารณาทำการผ่าตัดในกรณีที่มีเลือดออกมาก เพื่อป้องกันความเสียหายต่อสมอง ที่อาจเกิดขึ้นหากมีการเปลี่ยนแปลงความดันโลหิต

 

นอกจากนี้แพทย์จะให้การรักษากับผู้ที่เป็นหลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตัน โดยใช้ยาเพื่อป้องกันการกลับมาเป็นโรคหลอดเลือดสมองซ้ำ ซึ่งจะต้องใช้ยาพวกนี้ในระยะเวลานานต่อเนื่องกันอย่างสม่ำเสมอ ภายใต้คำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด และจะต้องมีการติดตามผล เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภาวะแทรกซ้อนของลิ่มเลือดไหลไปอุดตันตามอวัยวะต่างๆ เช่น สมอง หัวใจ ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจตีบและขาดเลือด รวมไปถึงภาวะเส้นเลือดสมองอุดตัน เนื่องจากถ้ามีการใช้ยาผิด อาจเกิดอันตรายถึงแก่ชีวิตได้

 

ยาโรคหลอดเลือดสมอง

โดยส่วนใหญ่แล้วจะมียา 2 กลุ่มด้วยกัน ได้แก่

  • ยาป้องกันการเกิดลิ่มเลือด เช่น Warfarin , Apixaban , Dabigatran , Edoxaban , Rivaroxaban
  • ยาต้านการเกาะกลุ่มของเกล็ดเลือด เช่น Aspirin , Cilostazol , Clopidogrel , Prasugrel , Ticagrelor

 

กรณีที่ลืมทานยา ให้รีบทานยาทันทีที่นึกขึ้นได้ แต่ถ้าหากนึกได้ตอนใกล้เวลามื้อยาถัดไป ก็ทานยาในมื้อถัดไปตามปกติ ไม่ควรเพิ่มปริมาณยาเองทดแทนในมื้อที่ลืมทาน

 

อาการข้างเคียงจากการทานยาที่ควรไปพบแพทย์ 

แม้ว่ายากลุ่มนี้จะมีผลดีต่อผู้ป่วย ก็มีผลเสียและอาการข้างเคียงเช่นกัน ดังนั้นควรสังเกตหลังจากรับประทานยาแล้วเกิดอาการต่อไปนี้ ให้รีบไปพบแพทย์ทันที ได้แก่ 

  • ภาวะเลือดออกง่ายและหยุดยาก
  • เลือดออกผิดปกติ เช่น มีเลือดออกในตาขาว เลือดออกตามไรฟัน
  • มีจ้ำเลือดตามผิวหนัง
  • ปัสสาวะ อุจจาระออกสีเข้มไปจนถึงสีแดง 

 

เส้นเลือดในสมองตีบรักษาหายไหม  เมื่อเป็นโรคนี้แล้ว แม้จะได้รับการรักษา แต่ก็จะหลงเหลือความผิดปกติไม่มากก็น้อย ขึ้นอยู่กับความเสียหายของหลอดเลือดสมองที่เกิดขึ้นมากน้อยแค่ไหน ความสำคัญในส่วนที่เสียหาย สุขภาพของร่างกาย และระยะเวลาที่ได้รับการรักษาเร็วแค่ไหน หากได้รับการรักษาเร็ว ความเสียหายเกิดขึ้นได้น้อย ก็สามารถกลับคืนสภาพปกติได้มาก แต่ก็อาจไม่ถึง 100% และผู้ที่เคยป่วยและอาการดีขึ้นหรือหายเกือบปกติแล้ว แต่ก็ยังมีโอกาสที่อาจจะเป็นซ้ำได้ 

 

*ติดต่อสายด่วน 1669 เพื่อเรียกรถพยาบาล หรือถ้าจะเดินทางไปโรงพยาบาลเอง จะต้องมั่นใจว่ามีความปลอดภัย และไม่กระทบกระเทือนจนอาจส่งผลต่อผู้ป่วย*

 

**โรคหลอดเลือดสมองการรักษาต้องเร่งด่วน เป็นกรณีฉุกเฉิน เพราะเป็นโรคที่อันตรายร้ายแรง อาจทุพลภาพและถึงแก่ชีวิตได้ จึงเข้าทำการรักษาโรงพยาบาลที่ไหนก็ได้ที่ใกล้ที่สุด โดยสามารถใช้สิทธิบัตรทองได้**

 

ข้อควรจำ

ห้ามนวด ห้ามรอ ห้ามซื้อยาทานเอง 

 

ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง นอกจากจะได้รับการรักษาจากแพทย์ด้วยยาที่เหมาะสมตามดุลพินิจของแพทย์แล้ว “กายภาพบำบัด” ก็มีบทบาทอย่างยิ่งในการฟื้นฟูผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง และช่วยป้องกันภาวะแทรกซ้อน 

 

ลักษณะอาการที่พบบ่อยของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง

  • อัมพาตอ่อนแรง ขยับแขนขาได้น้อยหรือไม่ได้เลย 
  • ปากเบี้ยว น้ำลายไหล พูดไม่ชัด
  • กล้ามเนื้อเกร็งกระตุก 
  • แขนขาข้างที่อัมพาต ไร้ความรู้สึกเมื่อโดนของมีคม หรือของร้อน
  • กล้ามเนื้อรอบหัวไหล่อ่อนแรง ทำให้ข้อไหล่หลวมหรือหลุด 
  • แขนขามีอาการปวดและบวม เนื่องจากไม่มีการเคลื่อนไหวเป็นระยะเวลานาน
  • ดูดกลืนน้ำและอาหารลำบาก อาจทำให้เกิดการสำลัก และอาหารเล็ดลอดเข้าปอด เสี่ยงต่อการเป็นโรคปอดอักเสบได้

 

อาการต่างๆเหล่านี้ควรมีการบำบัดอย่างถูกวิธี ได้รับการรักษาโดยแพทย์ด้านสมองและระบบประสาทโดยตรง รวมถึงแพทย์ด้านเวชศาสตร์ฟื้นฟู นักกายภาพบำบัด และ นักกิจกรรมบำบัด เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถฟื้นฟูได้เต็มที่

สำหรับระยะเวลาที่เหมาะสมในการทำกายภาพบำบัด คือ หลังจากที่ผู้ป่วยเริ่มมีอาการคงที่ ซึ่งในช่วง 13 เดือนแรกหลังจากเป็นโรคหลอดเลือดสมอง จะเป็นช่วงที่ผู้ป่วยฟื้นตัวได้เร็วที่สุด เนื่องจากสมองในส่วนที่เสียหายกำลังมีการฟื้นตัว จึงเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมในการเริ่มทำกายภาพบำบัด และฝึกฝนเรียนรู้การเคลื่อนไหว หลังจากนั้นการฟื้นตัวจะช้าลง และเข้าสู่การปรับตัวของเซลล์สมองที่เหลืออยู่ หากได้รับการฝึกที่ถูกต้องอย่างเหมาะสม สมองสามารถพัฒนาไปได้อย่างต่อเนื่อง แต่ถ้ามีการฝึกที่ผิดวิธี หรือไม่มีการฝึกฝนเลย การฟื้นตัวหลังจากนั้นก็จะช้าลง ซึ่งไม่ใช่เพราะผลจากสมอง แต่เป็นเพราะความเคยชินของโครงสร้างร่างกาย ทำให้การเคลื่อนไหวของผู้ป่วยไม่มีการพัฒนา และจะแก้ไขปัญาหาได้ยากขึ้นเรื่อยๆ จนอาจกลายเป็นอัมพาต หรือต้องพิการถาวร 

การรักษากายภาพบำบัดผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองประกอบไปด้วย 

 

การยืดกล้ามเนื้อ  เมื่อเป็นโรคหลอดเลือดสมอง ผู้ป่วยมักจะมีอาการเกร็งของกล้ามเนื้อ สูญเสียความยืดหยุ่น เนื่องจากกล้ามเนื้อมีการหดรั้ง จึงต้องทำการรักษาด้วยการยืดเหยียดกล้ามเนื้อ เพื่อลดอาการเกร็งและให้กล้ามเนื้อยืดหยุ่น 

 

การดัดและขยับข้อต่อ หากผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองไม่ได้ขยับร่างกายเวลานานๆ ไม่ว่าจะเป็นการยืน หรือการลงน้ำหนักเวลาเดิน และไม่ได้รับการฟื้นฟู ส่งผลให้ผู้ป่วยไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ตามปกติ เนื่องจากข้อต่อผู้ป่วยยึดติดกัน จากการไม่มีการเคลื่อนไหวของอวัยวะนานๆนั่นเอง ดังนั้นผู้ป่วยจะต้องได้รับการฟื้นฟูและทำกายภาพบำบัดที่เหมาะสมตามอาการของโรค เพื่อให้ข้อต่อสามารถเคลื่อนไหวได้มากที่สุด

 

เพิ่มกำลังกล้ามเนื้อด้วยการออกกำลังกาย ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองส่วนใหญ่มีภาวะกล้ามเนื้ออ่อนแรงครึ่งซีก จึงจำเป็นที่ผู้ป่วยจะต้องมีการเพิ่มกำลังกล้ามเนื้อ ด้วยการออกกำลังกายตามอาการของโรค เพื่อให้สามารถช่วยเหลือตัวเองได้มากที่สุด

 

ฝึกเคลื่อนไหวในชีวิตประจำวัน ผู้ป่วยที่มีอาการอ่อนแรงครึ่งซีก ทำให้การขยับเคลื่อนไหว หรือเปลี่ยนท่าทางได้ลำบาก เนื่องจากการทำงานของกล้ามเนื้อสองด้านไม่สมดุลกัน การทำกายภาพบำบัดที่เหมาะสมกับอาการ เช่น การฝึกตะแคงตัว การฝึกลุกจากที่นอนขึ้นมานั่ง การฝึกลุกยืน เป็นต้น จะช่วยให้ผู้ป่วยสามารถเคลื่อนไหวร่างกายได้มากยิ่งขึ้นจนเกือบเป็นปกติ หรือบางกรณีก็สามารถเป็นกลับมาเป็นปกติ 

 

ฝึกการทรงตัว เนื่องจากผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองมักจะมีการอ่อนแรงของกล้ามเนื้อในการทรงตัว หรือบางรายอาจมีการสูญเสียความรู้สึก ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการทรงตัว ทำให้มีความเสี่ยงที่จะล้มได้ง่าย ผู้ป่วยจึงต้องฝึกการทรงตัวทั้งในท่านั่ง ท่ายืน และท่าเดินเพื่อสร้างความมั่นคงให้กับการทรงตัวของผู้ป่วย และยังเป็นการลดความเสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุจากการล้มได้

 

ฝึกเดิน  “การเดิน”เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง ด้วยเหตุนี้ผู้ป่วยจึงต้องได้รับการวิเคราะห์ระดับอาการ ให้ได้รับบำบัดและออกกำลังกายอย่างถูกวิธี เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถกลับมาเดินได้ใกล้เคียงปกติมากที่สุด ซึ่งผู้ป่วยอาจจะมีการเดินยักสะโพก เพื่อทดแทนในการเคลื่อนไหว โดยทุกขั้นตอนจะอยู่ในการพิจารณาของแพทย์ และนักกายภาพบำบัด

ฝึกการหายใจ  เนื่องจากผู้ป่วยบางรายอาจมีกลุ่มกล้ามเนื้อในการช่วยหายใจอ่อนแรง ส่งผลให้ เหนื่อยง่าย และหายใจได้ไม่ลึก แพทย์และนักกายภาพบำบัดจะให้ผู้ป่วยฝึกการหายใจได้อย่างถูกต้อง 

 

การบำบัดเพื่อการรักษาโรคหลอดเลือดสมอง ตามอาการต่างๆ 

ปัญหาแขน-ขาอ่อนแรง 

ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองในช่วงแรก มักจะมีภาวะกล้ามเนื้ออ่อนแรง หรือข้อต่อยึดติด หากไม่ได้เคลื่อนไหวเป็นเวลานาน และเมื่อสมองที่ถูกทำลายได้กลับฟื้นตัวขึ้น แต่ผู้ป่วยไม่สามารถขยับข้อต่อในส่วนนั้นได้ จึงต้องมีการกระตุ้นกล้ามเนื้อ เพื่อให้กลับมาทำงานได้ปกติ โดยการทำกายภาพบำบัด และออกกำลังกายที่เหมาะสมกับอาการของผู้ป่วย เป็นการเพิ่มความแข็งแรงให้กับกล้ามเนื้อ ให้ฟื้นตัวได้มากขึ้น และป้องกันข้อต่อยึดติด ด้วยการบริหารข้อ ฝึกการเคลื่อนไหวของมือและแขน ฟื้นฟูด้วยการทำกิจกรรมต่างๆด้วยตัวเอง เช่น รับประทานอาหาร อาบน้ำ ใส่เสื้อผ้า ฝึกนั่ง ยืน เดิน ขึ้นลงบันได และการจัดท่านอนให้ถูกต้องสำหรับผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง เป็นต้น 

 

ปัญหาด้านการกลืน 

ผู้ป่วยในระยะแรกจะยังดูดกลืนอาหารไม่ได้ ควรให้อาหารทางสายยางก่อน เมื่ออาการดีขึ้น จึงฝึกกล้ามเนื้อที่ใช้ในการรับประทานอาหาร ฝึกกลืน เมื่อผู้ป่วยสามารถกลืนอาหารเองได้อย่างปลอดภัย จึงพิจารณาในการเลิกให้อาหารทางสายยาง

ปัญหาการสื่อสาร

ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองซีกซ้าย จะส่งผลต่อการเป็นอัมพฤกษ์-อัมพาตด้านขวา เสียการควบคุมด้านการพูดและการสื่อสาร ไม่เข้าใจสิ่งที่ได้ฟัง พูดไม่ได้ ใช้คำผิด จึงควรให้ผู้ป่วยได้รับการฝึกออกเสียง เพื่อให้สื่อสารได้มากที่สุด

 

ปัญหากล้ามเนื้อเกร็ง

อาการเกร็งจะมีมากหรือน้อยขึ้นกับสภาพของสมองผู้ป่วย ซึ่งอาการเกร็งนี้เองที่จะเป็นอุปสรรคในการรักษา และยังทำให้ข้อต่างๆยึดติดกัน การรักษาจะมีหลายวิธี แต่ก็ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการ เช่น การใช้เครื่องมือทางกายบำบัด การใช้อุปกรณ์เสริม การออกกำลังเคลื่อนไหวข้อ การกำจัดสิ่งกระตุ้นอาการเกร็ง การฉีดยาลดเกร็ง และการจัดท่านอนที่ถูกต้องสำหรับโรคหลอดเลือดสมอง  

 

การฟื้นฟูร่างกายของผู้ป่วย

 

กรณีผู้ป่วยช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ผู้ดูแลควรช่วยพลิกตะแคงผู้ป่วยทุกๆ 12 ชั่วโมง คอยฝึกให้ผู้ป่วยลุก-นั่ง ยืดเหยียดข้อต่อต่างๆ เพื่อช่วยยืดเหยียดข้อต่อต่างๆ 

 

กรณีผู้ป่วยสามารถช่วยเหลือตัวเองได้ พยายามให้ผู้ป่วยทำกิจวัตรประจำวันด้วยตัวเอง และฝึกกายบริการโดยมีผู้ดูแล

 

กรณีที่ผู้ป่วยเดินได้ ให้ผู้ป่วยฝึกเดินโดยใช้อุปกรณ์ช่วยเดิน และฝึกในพื้นที่ปลอดภัย ภายใต้การดูแลของนักกายภาพบำบัดหรือผู้ดูแล

 

กรณีที่ผู้ป่วยอาการดีขึ้นหรือมีอาการคงที่ สามารถที่จะรับการตรวจจากแพทย์ และคำแนะนำด้านการฟื้นฟูผ่านระบบโทรเวชกรรม เพื่อทดแทนการเดินทางไปโรงพยาบาลได้ แต่ทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่กับดุลพินิจของแพทย์ที่ทำการรักษา

 

แต่สำหรับผู้ป่วยทุกกรณี จะเน้นในการดูแลด้านจิตใจและอารมณ์ ไม่ควรกดดันในการฝึกหรือการทำกายบริหารต่อผู้ป่วย ควรให้กำลังใจ และให้ผู้ป่วยทำเมื่อพร้อม เพื่อหลีกเลี่ยงในการสร้างความความเครียดต่อผู้ป่วย

ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองหลังจากได้รับการรักษาและกลับมาพักฟื้นที่บ้าน จะต้องมีผู้ดูแลอย่างใกล้ชิด ซึ่งอาจเป็นนักกายบำบัด นักกิจกรรมฟื้นฟู หรือญาติผู้ป่วยที่ได้รับการฝึกฝนวิธีดูแลผู้ป่วยอย่างถูกวิธี ซึ่งทั้งหมดนี้แพทย์ที่ทำการรักษาจะเป็นผู้วิเคราะห์และให้คำแนะนำกับญาติ ก่อนจะส่งตัวผู้ป่วยกลับไปรักษาตัวต่อที่บ้าน 

อย่าลืมว่า ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง มีความเสี่ยงต่อหลอดเลือดสมองปริหรือแตกได้ ดังนั้นจะต้องคอยดูแลและทำตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด รวมไปถึงอย่าสร้างความกดดันและความเครียดกับผู้ป่วย และหากได้รับการฟื้นฟู รักษาอย่างถูกวิธี เหมาะสมกับอาการ และรวดเร็ว ก็จะเป็นการช่วยให้ผู้ป่วยสามารถหายหรือกลับมาใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงปกติมากที่สุด

 

อุบัติเหตุสามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ตั้งแต่อุบัติเหตุเล็กๆน้อยๆไปจนถึงความเจ็บป่วยที่อาจถึงแก่ชีวิต ไม่ว่าจะเป็น นิ้วซ้น เท้าพลิก ก้างปลาติดคอ น้ำร้อนลวก รถชน จมน้ำ ฯลฯ หากได้รับวิธีการปฐมพยาบาลให้ถูกต้องกับอาการบาดเจ็บหรือเจ็บป่วย ก่อนที่จะถูกนำตัวไปโรงพยาบาล เพื่อทำการรักษาในขั้นตอนต่อไป ก็จะช่วยลดความสูญเสีย และกลับฟื้นสภาพเดิมได้เร็วขึ้น และเพิ่มโอกาสให้รอดปลอดภัยสูงขึ้น

ทำไมการปฐมพยาบาลเบื้องต้นจึงสำคัญ

เพราะการได้รับการปฐมพยาบาล First aid ถูกวิธี นอกจากจะช่วยบรรเทาความเจ็บปวด ยังช่วยลดความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นได้ ป้องกันความพิการที่อาจเกิดขึ้นจากความเจ็บปวด และยังช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวได้เร็วขึ้น 

 

กระดูกหักเกิดขึ้นได้กับทุกวัย เพราะอุบัติเหตุที่ทำให้กระดูกหักเกิดขึ้นได้ง่ายอย่างไม่คาดคิด ไม่ว่าจะเป็นเพียงแค่หกล้ม ตกบันได ขี่จักรยานล้ม นั่งแล้วตกจากเก้าอี้ หรือแม้แต่การเล่นกีฬาก็ตาม ดังนั้นเมื่อเกิดอาการบาดเจ็บ หรือสงสัยว่ากระดูกหัก ให้ปฐมพยาบาลเบื้องต้นดังต่อไปนี้ 

 

อันดับแรกให้สังเกตอาการว่าข้อเคลื่อนหรือกระดูกหัก หรือทั้งข้อเคลื่อนและกระดูกหัก

 

ข้อเคลื่อน (Dislocation) คือ ข้อต่างๆมีการหลุดจากตำแหน่งเดิม เยื่อหุ้มข้อจึงมีการฉีกขาด หรืออาจกล้ามเนื้อยึด ซึ่งอาจมีอันตรายต่อเส้นประสาทและหลอดเลือดใกล้เคียง

 

กระดูกหัก (Fracture) คือ กระดูกมีการแตกหรือหัก อาจมีการเคลื่อนออกจากกัน บางกรณีอาจหักหรือแตกหลายชิ้น ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอุบัติเหตุ กระดูกหักอาจเป็นสาเหตุทำให้เกิดความพิการ และอาจทำให้เสียชีวิตได้ 

อาการกระดูกหักและข้อเคลื่อน

  • เจ็บปวดและมีอาการบวมบริเวณที่มีกระดูกหักหรือข้อเคลื่อน
  • สีผิวหนังบริเวณที่บาดเจ็บเปลี่ยนไปจากเดิม
  • ไม่สามารถเคลื่อนไหวบริเวณบาดเจ็บ หรือเจ็บปวดมากเมื่อเคลื่อนไหว
  • อวัยวะที่บาดเจ็บจะมีการหดจนสั้นลงกว่าปกติ เช่น แขนที่กระดูกหักจะสั้นกว่าอีกข้าง
  • เมื่อคลำจะพบส่วนของกระดูกที่เคลื่อนหรือหักออกมา

การปฐมพยาบาลกระดูกหัก

กระดูกหัก คือ การที่กระดูกได้รับแรงกระแทกมากจนทำให้ไม่สามารถรองรับน้ำหนักจากแรงดังกล่าวได้ ก่อให้เกิดอาการปวด เสื่อมสมรรถภาพในการทำงาน อีกทั้งการได้รับบาดเจ็บบริเวณที่ได้รับแรงกระแทกและมีเลือดออก ซึ่งกระดูกหักจะมีลักษณะ 2 แบบ คือ 

  • กระดูกหักแบบปิด (Fracture) กระดูกหักอยู่ด้านใน ไม่ทะลุนอกผิวหนัง หรือผิวหนังไม่มีแผลเปิดให้เห็นถึงกระดูก สังเกตได้จากรยางค์ส่วนที่บาดเจ็บจะสั้นกว่าอีกด้าน และมีอาการบวมบริเวณที่กระดูกหัก  
  • กระดูกหักแบบเปิด (Open Fracture) มีบาดแผลผิวชั้นนอก และอาจสามารถมองเห็นชิ้นกระดูกที่หักโผล่ออกมาได้ หรือก้อนไขมัน(fat globule) ไหลออกมาจากบริเวณกระดูกที่หัก ซึ่งจะต้องรีบทำการปฐมพยาบาลโดยเร่งด่วน และรีบนำส่งโรงพยาบาลให้เร็วที่สุด เพราะเสี่ยงต่อภาวะความดันโลหิตต่ำ มีอาการช็อกเนื่องจากเสียเลือดจำนวนมาก และแผลติดเชื้อ 

 

การปฐมพยาบาลเบื้องต้นกระดูกหักแบบปิด (Fracture)

ห้ามดึงข้อหรือจัดกระดูกให้เข้าที่ด้วยตัวเอง โทรแจ้ง1669 โดยระหว่างรอรถมารับ ไม่เคลื่อนย้ายผู้ป่วยหากสงสัยว่าสะโพก หลัง หรือมีอวัยวะส่วนใดหัก แต่ให้ทำการพยุงอวัยวะส่วนที่บาดเจ็บให้อยู่กับที่ ไม่ให้มีการเคลื่อนไหวมาก โดยการดามชั่วคราว หากจำเป็นต้องถอดเสื้อผ้า ให้ใช้กรรไกรตัดตามแนวตะเข็บผ้า ใช้วัสดุที่พอจะหาได้ดามเฝือกชั่วคราว โดยจัดให้อยู่ในท่าที่สบาย และประคบเย็นบริเวณที่บาดเจ็บ เพื่อช่วยลดอาการปวด และงดให้ผู้บาดเจ็บดื่มน้ำหรือรับประทานอาหาร เผื่อว่าต้องทำการเข้ารับการผ่าตัด หลังจากแพทย์ทำการวินิจฉัย

วิธีเข้าเฝือกชั่วคราว หรือ การปฐมพยาบาลเบื้องต้นแขนหัก-ขาหัก

การเข้าเฝือกชั่วคราวนี้ จะต้องเข้าเฝือกในท่าที่เป็นอยู่ อย่าบิดหรือจัดท่าเพื่อให้กระดูกเข้าที่เดิม โดยการเข้าเฝือกชั่วคราวทำได้ดังนี้ 

 

1.ใช้วัสดุที่มีความแข็ง เช่น ไม้ กระดาษแข็งที่พอจะดามได้โดยไม่มีหักงอระหว่างทาง และอุปกรณ์ที่นำมาดามเข้าเฝือกต้องมีความยาวที่ครอบคลุมข้อที่เหนือและใต้บริเวณที่ได้รับบาดเจ็บ เช่น กระดูกต้นแขนหัก ก็ใช้ไม้ดามที่ความยาวตั้งแต่ข้อมือจนถึงข้อศอก

 

2.วางวัสดุที่ดามประกบทั้งสองด้าน หาวัสดุอื่นมาวางรองก่อนประกบ โดยใช้ผ้าหรือสำลีวางรองตลอดแนวของวัสดุที่ดาม เพื่อไม่ให้ของแข็งที่ใช้ดามกดทับโดนผิวหนังโดยตรง 

 

3.ใช้เชือกหรือผ้าพันที่ดามประกบไว้ โดยไม่ให้แน่นหรือหลวมจนเกินไป เพราะหากรัดแน่นเกินไป จะทำให้เลือดไหลเวียนไม่สะดวก คอยสังเกตบริเวณที่ดามตลอด หากมีอาการบวมอาจเป็นเพราะรัดแน่นเกินไป ให้รีบคลายเชือกให้แน่นน้อยลง  

 

การปฐมพยาบาลกระดูกหักแผลเปิด (Open Fracture)

เมื่อเกิดอุบัติเหตุหรือพบเจอคนบาดเจ็บ กระดูกหักแบบแผลเปิด หรือเกิดบาดแผลแล้วเห็นกระดูกหักทิ่มแทงออกมานอกผิวจนเห็นได้ชัด จะต้องรีบโทรเรียกรถพยาบาลทันที และระหว่างที่รอรถฉุกเฉินมารับตัว ให้รีบทำการปฐมพยาบาล กรณีเลือดออกมากจะต้องมีวิธีการห้ามเลือด เพื่อไม่ให้ผู้บาดเจ็บเกิดอาการช็อกเพื่อลดความเสี่ยงแผลติดเชื้อให้มากที่สุด โดยปฏิบัติดังต่อไปนี้ 

 

สังเกตอาการช็อกของผู้บาดเจ็บ

1.เลือดออกปริมาณมาก 

2.ผู้บาดเจ็บมีอาการหน้าซีด ปากซีด ตัวเย็น มือเย็น และเหงื่อออกมาก 

 

หากผู้บาดเจ็บมีอาการช็อกเพราะเสียเลือดมาก ให้รีบทำการห้ามเลือดก่อน

วิธีห้ามเลือดแผลเปิด 

1.ใช้ผ้าสะอาดกดปิดบริเวณบาดแผลเพื่อให้เลือดหยุดไหล 10-15 นาที 

2.ทำการล้างแผลให้สะอาดด้วยน้ำเกลือ หรือน้ำเปล่าที่สะอาด 

3.ใช้ผ้าสะอาดชุบน้ำเกลือหรือน้ำสะอาดแล้วห่อกระดูกที่ทะลุออกมา  

วิธีการลดอาการปวด

1.ประคบเย็นใกล้บริเวณบาดแผล เพื่อให้เกิดอาการชา บรรเทาอาการเจ็บได้ชั่วคราว 

2.ยกอวัยวะที่มีการบาดเจ็บให้อยู่สูงกว่าลำตัว เพื่อให้เลือดไหลเวียน และไม่ทำให้เกิดอาการบวม

 

*อย่าพยายามดึงกระดูกหรือจัดกระดูกเข้าที่เองเด็ดขาด เพราะอาจทำให้เส้นประสาทหรือหลอดเลือดบริเวณนั้นเกิดความเสียหาย อาจทวีความรุนแรงจนผู้บาดเจ็บต้องสูญเสียอวัยวะส่วนนั้นได้*

 

**การขันชะเนาะไม่ถูกต้อง นอกจากไม่สามารถห้ามเลือดได้ ยังอาจทำให้บาดแผลเกิดการบาดเจ็บ และทวีความรุนแรงมากขึ้น**

 

การปฐมพยาบาลกระดูกเชิงกรานหัก

กระดูกเชิงกรานแตกหัก เพราะอุบัติเหตุ ซึ่งอาจเกิดจากการตกจากที่สูง อุบัติเหตุทางรถยนต์ หรือได้รับแรงกระแทกโดยตรงบริเวณสะโพกเชิงกราน หรือแม้แต่การบาดเจ็บออร์โธปิดิกส์ก็มีอันตรายถึงชีวิตได้ ถ้ากระดูกเชิงกรานหักและมีเลือดตกในอุ้งเชิงกรานหรือช่องท้อง หรือกระดูกท่อนยาวหักและทะลุทำให้มีเลือดออกภายใน และอาจมีภาวะแทรกซ้อนร่วมด้วย เช่น มีการบาดเจ็บที่ช่องท้อง ลำไส้ กระเพาะปัสสาวะ หรือ อวัยวะสืบพันธุ์ 

 

อาการแสดงของกระดูกเชิงกรานหัก

มีอาการเคล็ดและฟกช้ำบริเวณเชิงกรานหัก ยกขาข้างที่อุ้งเชิงกรานหักไม่ได้ขณะนอนหงาย ขาและเท้าข้างที่เจ็บจะแบะออกข้างๆ และอาจสั้นกว่าอีกข้าง เมื่อปัสสาวะอาจมีเลือดปน 

 

การดูแลเบื้องต้นผู้ป่วยกระดูกเชิงกรานหัก ก่อนนำส่งตัวไปรักษาที่โรงพยาบาล 

1.ให้ผู้ป่วยอยู่ในท่าที่นิ่งที่สุด เพื่อป้องกันการบาดเจ็บเพิ่มเติม และลดการเคลื่อนของชิ้นส่วนกระดูกที่แตกหัก 

2.กรณีที่ผู้ป่วยขยับตัวได้ ก็ให้ขยับตัวช้าๆ ในท่าทางที่ผู้ป่วยเจ็บปวดน้อยที่สุด 

3.ไม่ควรนวดหรือดัดร่างกาย หากไม่แน่ใจว่ามีกระดูกหักหรือไม่ 

4.หากมีบาดแผลเปิด ให้ใช้ผ้าสะอาดปิดบริเวณปากแผล 

5.ประคบเย็นบริเวณที่มีอาการปวดกระดูก บวมหรือฟกช้ำ 

6.วางผ้าระหว่างขาทั้งสองข้าง ตั้งแต่หัวเข่าจนถึงปลายเท้า จากนั้นใช้ผ้าพันไขว้สลับกันเป็นเลข 8 บริเวณเท้า และพันเข่าทั้ง 2 ข้างให้ชิดกัน เพื่อลดการเคลื่อนไหวบริเวณเชิงกรานให้มากที่สุด  แม้ในขณะทำการเคลื่อนย้าย 

และอย่าลืมทำการติดต่อโทร 1669 แจ้งเหตุทันทีเมื่อเจอเหตุดังกล่าว เพื่อไม่เป็นการเสียเวลาในการรอรถพยาบาลนานเกินไป และสามารถใช้เวลาระหว่างรอนั้น ทำการปฐมพยาบาลบาดแผลให้ถูกวิธี เป็นการประคองการบาดเจ็บ และช่วยชะลอความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นได้ ระหว่างเดินทางไปโรงพยาบาล เสมือนเป็นการรักษาเบื้องต้น นับเป็นวีธีที่ 1 จนเมื่อไปถึงมือของหมอ จะได้ทำการรับช่วงต่อ เป็นการรักษาขั้นตอนที่ 2 และ 3 , 4 … ตามลำดับขั้นตอนต่อไป 

 

25 ธันวาคมของทุกปี เป็นวันคริสต์มาส เป็นวันแห่งการเฉลิมฉลองสมโภชพระเยซู เป็นวันสำคัญของผู้นับถือคริสตศาสนา และยังเป็นเทศกาลแห่งความสุขของคนทั่วโลกอีกด้วย แต่เมื่อถึงวันคริสต์มาส อีกสิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้ คือ ลุงเคราขาวอ้วนพุงพลุ้ยในชุดสีแดง ลุงผู้ใจดี เป็นที่รักของทุกคน โดยเฉพาะเด็กๆ แน่นอนว่าจะเป็นใครไม่ได้นอกจาก “ซานตาคลอส” หรือ ลุงซานต้าของเด็กๆนั่นเอง 

 

ซานตาคลอสคือใคร? 

ซานตาคลอส ที่จริงแล้วไม่ใช่ชายแก่ที่สวมชุดแดง แต่เป็นเศรษฐีใจบุญ และยังเป็นสังฆราชเมืองไมรา แห่งอนาโตเลีย ซึ่งผู้คนมากมายต่างให้ความเคารพรัก นามว่า “เซนต์ นิโคลัส” 

 

เมื่อครั้งที่ (เซนต์) นิโคลัส ยังอาศัยอยู่ทางฝั่งทะเลตอนใต้ของตุรกีกับครอบครัว ต้องอยู่อย่างหวาดกลัวตลอดเวลา เนื่องจากสมัยนั้นทางโรมันที่ครอบครองแผ่นดิน ยังมีการกดขี่และกวาดล้างพวกนับถือศาสนาคริสต์ ต่อมาบิดามารดาของนิโคลัสเสียชีวิตลง ก็ได้ทิ้งสมบัติให้กับเขามากมาย และด้วยหนุ่มนิโคลัสเป็นคนที่ใจดี รู้สึกสงสารบ้านเด็กหญิงที่ยากจน จึงได้นำถุงเงินไปหย่อนลงทางปล่องไฟ แต่บังเอิญถุงเงินได้ไปตกในถุงเท้าที่แขวนหน้าเตาผิง เมื่อข่าวเด็กหญิงได้พบกับเงินอยู่ในถุงเท้าที่แขวนไว้หน้าเตาผิงสะพัดออกไป ทำให้บ้านหลังอื่นๆนำถุงเท้าแขวนไว้หน้าเตาผิง เผื่อจะได้ของขวัญในวันคริสต์มาสเช่นเดียวกับครอบครัวเด็กหญิงยากจน 

 

ต่อมา นิโคลัส ได้เข้าเป็นนักบวชคริสเตียน อุทิศตนให้กับการเผยแผ่ศาสนา จนได้เลื่อนเป็น บิชอป แล้วได้ย้ายไปเป็นสังฆราชที่เมืองไมรา ซึ่งช่วงเวลานั้น เซนต์ นิโคลัส สามารถทำการประกอบศาสนกิจได้อย่างเต็มที่ เพราะโรมมีการเปลี่ยนการปกครอง และจักรพรรดิองค์ใหม่สนับสนุนศาสนาคริสต์ เซนต์ นิโคลัส ได้อุทิศตนและทำการเผยแผ่ศาสนาคริสต์จนมีชื่อเสียงเลื่องลือไปทั่ว ก่อนจะมรภาพวันที่ 6 ธันวาคม ค.ศ.343 และผู้คนที่ให้ความเคารพและศรัทธา เซนต์ นิโคลัส ได้ร่วมกันสร้างโบสถ์เพื่อเก็บกระดูกท่านไว้ที่เมืองไมรา และได้ปรากฏเรื่องมหัศจรรย์ขึ้น มีน้ำมนต์ไหลออกมาจากกระดูกของท่าน เรียกว่า “มานนา” จนเป็นที่ฮือฮาและสร้างชื่อเสียงให้กับสถานที่แห่งนี้ 

 

 

กระทั่งต่อมา ชาวเมืองบารี ซึ่งเป็นเมืองเล็กๆในอิตาลี ได้ว่าจ้างนักโจรกรรมเพื่อไปทำการขโมยกระดูกของ เซนต์ นิโคลัส ที่ในโบสถ์เมืองไมรา นำกลับมาไว้ดึงดูดผู้แสวงบุญและนักท่องเที่ยวมายังเมืองบารี เมื่อทำการโจรกรรมสำเร็จ ชาวบารีก็ได้สร้างโบสถ์เพื่อบรรจุกระดูกนักบุญแห่งเมืองไมรา และน้ำมนต์ก็ยังคงไหลออกมาจากกระดูก ได้มีนักบุญนำน้ำมนต์นี้ไปรักษาโรคแล้วได้ผลชะงัด สร้างชื่อเสียงให้กับสถานที่แห่งนี้ จนผู้คนหลั่งไหลมาเยี่ยมชมกันอย่างล้นหลาม 

ต่อมาในศตวรรษที่ 12 ชาวเมืองฝรั่งเศสได้กำหนดให้วันมรภาพของ เซนต์นิโคลัส ที่ตรงกับวันที่ 6 ธันวาคม เป็น “วันเซนต์นิโคลัส” และได้นำอาหารหรือขนมต่างๆ ใส่ลงในถุงเท้าแล้วนำไปแขวนไว้หน้าบ้านคนยากไร้ เพื่อเป็นของขวัญซานตาคลอส ทำตามแบบอย่างเซนต์นิโคลัส จนกระทั่งเป็นประเพณีที่แพร่ไปทั่วยุโรปและอเมริกา และได้มีการผนวกวันเซนต์นิโคลัสเข้าด้วยกันกับวันคริสต์มาสจนมาถึงปัจจุบัน 

 

ทำไมซานตาคลอสใส่ชุดสีแดง?

ก่อนจะมาเป็นภาพซานตาคลอสหนวดยาว หุ่นหมี สวมชุดแดง ที่เรารู้จักและจดจำเป็นภาพสัญลักษณ์มาจนถึงปัจจุบันนี้ จะเป็นภาพชายร่างผอมสูงในชุดเสื้อคลุมบิชอปสีแทน หรือบางครั้งก็สวมเสื้อสีเขียว แต่ผู้ที่ทำการเปลี่ยนลุคให้ภาพซานตาคลอสแตกต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง คือ “โธมัส นาสต์” 

 

นักวาดการ์ตูน นามว่า โธมัส นาสต์ (Thomas Nast) ได้เปลี่ยนภาพลักษณ์จากนักบุญชุดเขียว ให้เป็นชายหุ่นหมี หน้าตาใจดี สวมผ้าขนสัตว์และหมวกสีแดง มียานพาหนะคือ “เลื่อน” และขับเคลื่อนโดยกวางเรนเดียร์ลาก ซึ่งอาศัยอยู่ที่ขั้วโลกเหนือ และจะปรากฏตัวในวันคริสต์มาส เพื่อนำของขวัญมาให้เด็กๆที่แขวนถุงเท้าไว้ ด้วยการปีนลงทางปล่องไฟของบ้านนั่นเอง และโฉมใหม่ของซานตาคลอสก็ได้ปรากฏครั้งแรกบนนิตยสาร Harper’s Weekly ปี 1862 

 

ลุคใหม่ของซานตาคลอสชุดแดงเป็นที่ถูกใจบริษัท โคคา-โคลา ด้วยสีแดงของชุดไปตรงกับสีของแบรนด์พอดี จึงเลือกลุงซานตาหุ่นหมีในชุดแดงเป็นตัวแทนแคมเปญคริสต์มาส และได้มีการตีพิมพ์ในนิตยสาร The Saturday Evening Post ในปี 1920 ต่อมาในปี 1930 เฟรดเดอริค ไมเซน (Frederic Mizen) วาดรูปซานตาคลอสยกขวดโค้กขึ้นดื่มโดยมีเด็กๆยืนห้อมล้อม และใช้รูปนี้ทำการโปรโมทในเทศกาลคริสต์มาส

 

Santa Claus, beautiful Christmas toy

 

โคคา-โคล่า ต้องการเพิ่มความชัดเจนของภาพซานตาคลอสและโค้กมากขึ้น จึงว่าจ้างเอเจนซี่โฆษณา D’Arcy Advertising ในปี 1931 โดยมีจิตรกรจากรัฐมิชิแกน ชื่อ แฮดดัน ซันด์บลอม (Haddon Sundblom) เป็นผู้ปรับโฉมลุงซานต้า ให้เป็นชายสูงวัยร่างใหญ่ในชุดแดง ที่ดูร่าเริง และมีเสียงหัวเราะแห่งความสุขตลอดเวลา 

 

แฮดดัน ซันด์บลอม ได้วาดภาพซานตา หรือซานตาคลอส เพื่อการโฆษณายาวนานกว่า 30 ปี ทำให้ภาพจำแซนต้าคลอสของทุกคน คือ ชายสูงวัย ร่างใหญ่ หน้าตาใจดี มาจนถึงยุคปัจจุบัน  

 

แต่ไม่ว่าซานตาคลอสใส่ชุดสีอะไร จะเป็นนักบุญสูงโปร่งในชุดบิชอปสีแทน หรือจะเป็นชายแก่หุ่นหมีสวมชุดแดง ก็เป็นลุงซานต้าผู้ใจดีที่ใครๆก็รู้จัก และเด็กๆทั่วโลกก็ปรารถนาจะพบในวันคริสต์มาสเป็นที่สุด

 

ซานตาคลอสอยู่ที่ไหน? 

 

หลายๆคนรู้มาว่า ถิ่นกำเนิดของซานตาคลอสคือ ประเทศฟินแลนด์ และมีหมู่บ้านซานตาคลอส ที่ตั้งอยู่ในเมืองโรวาเนียมิ ทางตอนเหนือของประเทศฟินแลนด์ ทำไมถึงกล่าวว่าที่แห่งนี้ เป็นถิ่นกำเนิดซานตาคลอส และมีหมู่บ้านซาตาคลอส ในเมื่อ เซนต์นิโคลัส ผู้เป็นซานตาตัวจริง มีถิ่นฐานอยู่ที่ตุรกี ?

 

สาเหตุที่มีหมู่บ้านซานตาคลอสใน โรวาเนียมิ เริ่มจากที่ เมื่อปีค.ศ. 1927 นาย มาร์คัส โรว์ติโอ นักจัดรายการวิทยุชาวฟินแลนด์ ได้พูดออกอากาศว่าโรงงานผลิตของเล่นของซานตาคลอส ตั้งอยู่ในเขตแลปแลนด์ ด้วยประโยคนั้นเอง ทำให้มีคนไปตีความและเข้าใจว่าบ้านของซานต้าอยู่ที่แลปแลนด์ ต่อมาในปี 1984 การท่องเที่ยวของฟินแลนด์ ได้มีไอเดียและจัดการสร้างหมู่บ้านซานตาคลอสขึ้นในเมืองโรวาเนียมิ เพื่อส่งเสริมให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว และเมื่อหมู่บ้านซานต้าดำเนินการเสร็จ มีผู้คนให้ความสนใจและเดินทางเพื่อเยี่ยมชมตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา 

 

 

แต่ถ้าจะมีคำถามว่า แล้วซานตาคลอสตัวจริงคือใครกันแน่? แน่นอนว่าก็ต้องเป็น เซนต์ นิโคลัส นักบุญผู้อุทิศตนให้กับคริสตศาสนา เพียงแต่อาจมีภาพลักษณ์ที่ถูกปรับแต่งใหม่ จนคนรุ่นหลังๆรู้แต่ภาพชายแก่หนวดขาว ร่างใหญ่ พุงพลุ้ย ใจดี อาศัยอยู่ที่ขั้วโลกเหนือ มีเลื่อนเป็นพาหนะ และกวางเรนเดียร์เป็นสารถีคู่ใจ คอยมาแจกของขวัญให้ผู้คนในวันคริสต์มาส พร้อมเสียงห้วเราะแห่งความสุข โฮะโฮะโฮะ! Mary Christmas สุขสันต์วันคริสต์มาสทุกคน 

 

 

 

มีชาวฝรั่งเศสกล่าวว่า “คนฝรั่งเศสมักจะนิยมทานครัวซองต์เป็นอาหารเช้า เคียงกับกาแฟ นม หรือโยเกิร์ต ซึ่งนั่นเป็นอาหารเช้าที่ดีในเช้าวันใหม่เลยทีเดียว” 

 

ครัวซองต์ (Croissant) ขนมอบฝรั่งเศสที่ขึ้นชื่อ แต่ไม่ได้มีที่มาจากฝรั่งเศส แล้วครัวซองต์มาจากไหน และทำไมถึงชื่อครัวซองต์ เรามาหาคำตอบจากในบทความนี้กัน 

 

ครัวซองต์ เป็นขนมอบเนยแบบแป้งพาย ที่รีดแป้งเป็นชั้นๆ ก่อนนำเข้าเตาอบ มีลักษณะผิวนอกกรอบ แต่นิ่มใน หอมกรุ่น นุ่มเนย ครัวซองต์ดั้งเดิมจะไม่มีไส้ เป็นเพียงแป้งและเนย จนพัฒนาสูตรและปรับเพิ่ม ทำให้ปัจจุบันมีครัวซองต์หลากหลายขึ้น ทั้งแบบมีไส้และไม่มีไส้ รวมไปถึงรูปทรงก็มีให้เลือกมากขึ้น 

ก่อนจะมาเป็นขนมครัวซองต์ 

ครัวซองต์จะว่าเป็นขนมของฝรั่งเศสก็ไม่ผิด แต่มีต้นกำเนิดมาจากเวียนนา ประเทศออสเตรีย เริ่มจากที่พระนางมารี อ็องตัวแน็ต เจ้าหญิงจากกรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย ได้อภิเษกสมรสกับพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 แล้วทรงย้ายมาประทับที่ฝรั่งเศส แล้วเกิดคิดถึงบ้าน รวมไปถึงขนม “คิปเฟล” (Kipferl) ขนมรูปพระจันทร์เสี้ยว ซึ่งเป็นขนมของเวียนนา จึงสั่งให้พ่อครัวทำขนมคิปเฟลขึ้น แต่พ่อครัวได้ใช้กรรมวิธีและเนื้อแป้งที่ได้ต่างจากคิปเฟลออกไป จนเกิดเป็นครัวซองต์ เป็นที่นิยมในชนชั้นสูง   

 

คิปเฟล (Kipferl) ขนมพระจันทร์เสี้ยว ต้นกำเนิด ครัวซองต์  จากออสเตรียสู่ฝรั่งเศส 

เมื่อย้อนไปช่วงราวๆ ปี 1683 ในเหตุการณ์สงครามระหว่างเติร์กและเวียนนา จักรวรรดิออตโตมัน ได้ทำการยกทัพไปปิดล้อมเมืองเวียนนา เพื่อจะทำการยึด แต่หลายวันแล้วก็ยังไม่สามารถทำลายกำแพงเมืองเวียนนาได้ จึงคิดอุบายขุดอุโมงค์ลอดใต้กำแพง เพื่อจะเข้าไปโจมตีด้านในเมืองให้ได้  แต่ในขณะนั้นคนทำขนมปังได้เข้าเวรดึก เมื่อได้ยินเสียงการขุดเจาะอุโมงค์ของเหล่าทหารฝ่ายเติร์ก จึงส่งสัญญาณเตือนเพื่อแจ้งทหาร และทำการร่วมมือกันกับทหารของพระเจ้าจอห์นที่ 3 แห่งเมืองโปแลนด์ มาขับไล่กองทัพเติร์ก จนเมื่อได้รับชัยชนะ เชฟและคนทำขนมก็ได้เป็นผู้ผลิตขนมปังพระจันทร์เสี้ยว เลียนแบบสัญลักษณ์บนธงของเติร์ก และเรียกขนมนี้ว่า “คิปเฟล” ที่มีความหมายในภาษาเยอรมันว่า “พระจันทร์เสี้ยว”  

 

อย่างที่กล่าวไว้ข้างต้น เมื่อพระนางมารี อ็องตัวแน็ต ได้ทรงย้ายไปประทับที่ประเทศฝรั่งเศส และได้สั่งให้เชฟทำคิปเฟล แต่ได้ขนมที่มีการดัดแปลงออกไปจนเป็น “Croissant” ที่เป็นชื่อฝรั่งเศส และมีความหมายว่า “พระจันทร์เสี้ยว” และเป็นขนมที่นิยมมากขึ้นเรื่อยๆในฝรั่งเศส จนกระทั่งปี 1839 ทหารออสเตรียชื่อ August Zang เป็นเจ้าของร้านเบเกอรี่สไตล์เวียนนาร้านแรกที่เปิดในกรุงปารีส ฝรั่งเศส ได้ดัดแปลงในการทำขนมคิปเฟล โดยใช้แป้งคนละตัวกับที่ใช้ทำคิปเฟลแบบเดิมๆ ทำให้ได้คิปเฟลที่มีความใกล้เคียงกับครัวซองต์มากขึ้น และคิปเฟลในแบบของ August สร้างแรงบันดาลใจให้กับเชฟเบเกอรี่ฝรั่งเศสมากมาย และได้มีการนำไปต่อยอด โดยเฉพาะ Sylvain Claudius Goy คนทำขนมของประเทศฝรั่งเศส  ที่ได้ปรับสูตร ใช้ยีสต์และเนย พร้อมกับการใช้รูปแบบการอบใหม่ จนได้รูปแบบที่ออกมาอย่างหน้าตา ที่เราๆเห็นและทานกันในปัจจุบัน 

ความแตกต่างระหว่าง ครัวซองต์ และ คิปเฟล 

ครัวซองต์จะเป็นขนมอบที่มีทั้งไส้ และแบบที่ไม่มีไส้ เป็นแป้งเพียวๆ เนื้อบาง แต่กรอบ ในขณะที่คิปเฟลจะเนื้อเนียน ไม่กรอบ และไม่ฟู และเมื่อมีการปรับสูตรขนมสไตล์ฝรั่งเศส มีการเพิ่มยีสต์ นม  เนย และการอบให้กรอบ ยิ่งเพิ่มเทกซ์เจอร์ จนต้องมีมาตรฐานครัวซองต์ 

 

มาตรฐานของครัวซองต์ที่ดี

มาตรฐานของครัวซองต์ที่ดีจะต้องมีความพองฟู กรอบนอก นุ่มใน หอมเนยสดทั่วทั้งชิ้น ใช้นิ้วกดแล้วคืนตัว บีบหรือกัดแล้วแตกร่วน 

 

ชนิดของครัวซองต์ 

ครัวซองต์มีหลากรูปแบบ และหลายรสชาติ ซึ่งก็แล้วแต่ซิกเนเจอร์ของแต่ละร้าน แต่ส่วนใหญ่ที่เราจะพบในประเทศไทย จะเป็นแบบ Plain Croissant หรือ Straight Croissant เป็นครัวซ็องแบบดั้งเดิม มีลักษณะเป็นทรงตรงยาว เป็นรุ่นคลาสสิคที่สามารถพบเห็นได้ในร้านเบเกอรี่ คาเฟ่ และร้านขนมต่างๆ ที่มีขายเบเกอรี่ ซึ่งมีทั้งแบบมีไส้ และไม่มีไส้ 

 

ครัวซ็องชนิด Crescent Croissant มีทรงรูปทรงพระจันทร์เสี้ยวคล้ายๆกับคิปเฟล แต่จะค่อนข้างกลมกว่า และหยิบทานได้ง่าย และครัวซองต์ Crescent Croissant ราคาจะถูกกว่าครัวซองต์ Straight Croissant 

 

ต่อมาก็ได้ดัดแปลงจนเกิดครัวซองต์ทรง Diamond Croissant เป็นทรงที่นิยมนำมารังสรรค์ใส่ไส้ต่างๆ มากที่สุด เนื่องจากมีเนื้อที่ให้ใส่ไส้ได้กว้างกว่าแบบ Straight Croissant และพบได้แทบทุกร้านค้าเช่นกัน 

 

และครัวซองต์ Laugen Croissant จะมีลักษณะคล้ายกับครัวซองต์ดั้งเดิม หรือแบบ Straight Croissant แต่จะเพิ่มเนยแบบเข้มข้น ทำให้ได้สีน้ำตาล หรือน้ำตาลเข้ม และปัจจุบันมีหลายร้านที่มีขายครัวซองต์ Flaky Croissant มีหลายไส้หลายแบบ แบบหน้าต่างๆ และตัดแต่งแป้งให้เห็นไส้ในชัดเจน เช่น ครัวซองต์แฮมชีสต์  ครัวซองต์นูเทลล่า ครัวซองอัลมอนด์ ฯลฯ เป็นเมนูที่นิยมหลากหลายกลุ่มเลยทีเดียว 

 

ทำไมครัวซองต์มีรูปร่างแตกต่างกัน

แม้ว่าต้นกำเนิดของครัวซองต์จะมาจาก คิปเฟล ที่มีรูปร่างเป็นพระจันทร์เสี้ยว แต่คนฝรั่งเศสไม่ค่อยนิยมครัวซองต์ Crescent Croissant ที่เป็นทรงพระจันทร์เสี้ยว แต่จะนิยม Straight Croissant  ครัวซองต์ทรงตรง และ Diamond Croissant เพราะใช้เนยแท้หรือเนยสด ในขณะที่ครัวซองต์ทรงพระจันทร์เสี้ยวจะใช้มาการีนหรือเนยเทียม 

ส่วนประกอบของครัวซองต์ 

ส่วนประกอบในการทำครัวซองต์หลักๆ จะแบ่งเป็นในส่วนของแป้งโดว์ และส่วนประกอบอื่นๆ 

แป้งโดว์ : แป้งฝรั่งเศส T55 หรือแป้งอเนกประสงค์ไม่ฟอกขาว น้ำเย็น นมเย็น น้ำตาลทราย เนยจืด ยีสต์ และ เกลือ 

ส่วนผสมอื่นๆ : เนยจืดแช่เย็น (สำหรับขึ้นรูป) ไข่ (ไว้ทาผิวครัวซองต์ก่อนอบ) และไส้ต่างๆ (หากทำครัวซองต์แบบมีไส้) 

 

เรามีวิธีทำครัวซองแบบพอสังเขปมาฝาก แต่ปริมาณส่วนผสมขึ้นอยู่กับสูตรที่เลือก

 

วิธีทำ

นำส่วนผสมแป้งโดว์ คือ แป้ง นม น้ำตาล ยีสต์ เกลือ เนยสด ผสมทุกอย่างในสัดส่วนตามสูตร ใช้พายยางคนให้เข้ากันก่อนจะเติมน้ำเย็นลงไปผสม นวดแป้งให้เนื้อแป้งเรียบเนียน รีดเป็นแผ่นแบนๆ แล้วแรปก่อนนำไปแช่ในช่องแช่แข็งตู้เย็นข้ามคืน จากนั้นย้ายมาใช้ช่องแช่เย็น 

 

แช่เนยไว้ให้เนื้อพอดี ตัดเนยให้มีความหนาประมาณ 1.25 เซนติเมตร นำวางเรียงบนกระดาษไขแล้วห่อให้เรียบร้อย นำแป้งมารีดให้มีความหนาเท่ากันทั่วทั้งแผ่น จากนั้นนำเนยมาเรียง แล้วพับแป้งปิดเนยให้สนิท กดเบาๆเพื่อปิดรอยตะเข็บแป้ง 

 

ขั้นตอนการรีดนั้นเนื้อแป้งและเนยต้องเย็น ไม่นิ่มหรือแข็งเกินไป การรีดแป้งและเข้าแช่ตู้เย็นสลับกันหลายครั้ง ก่อนนำมาตัดเป็นรูปสามเหลี่ยมแล้วม้วนจนได้เป็นทรงครัวซอง อบจนสุกทั่วชิ้น จนได้สีเหลืองทอง ส่วนจะใส่ไส้อะไรเพิ่มเติม เลือกตามความชอบ

 

จากเดิมที่เป็นเพียงแค่ขนมปังอบเนยไร้ไส้ แต่ปัจจุบันไม่ได้มีแค่เพียงรูปจันทร์เสี้ยว และมีการแต่งเติมหลากหลาย เพื่อให้ได้เลือกความอร่อยตามแต่ชอบที่แตกต่างไปของแต่ละคนมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการนำผลไม้แห้ง หรือธัญพืชเข้ามาเป็นองค์ประกอบในการตกแต่ง เช่น ลูกเกด อัลมอลด์ อินทผาลัม  

 

ทุกๆวันที่ 30 มกราคมของทุกปีจะเป็นวัน “National Croissant Day” เป็นการรำลึกถึงชัยชนะของเวียนนาในสงครามระหว่างเวียนนา-เติร์ก ทำให้เกิดต้นตระกูลครัวซองต์ และยังให้เครดิตกับ August Zang เจ้าของร้านเบเกอรี่สไตล์เวียนนาร้านแรกในกรุงปารีส ผู้ที่ทำให้ครัวซองต์เป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายมาจนถึงปัจจุบัน 

 

เริ่มนับวันถอยหลังเข้าสู่ปีใหม่อีกไม่กี่วันข้างหน้านี่แล้ว เชื่อว่าหลายๆคนนอกจากจะฉลองปีใหม่กับครอบครัว ฉลองกับเพื่อน แต่อีกสิ่งที่ขาดไม่ได้เลย คือ การส่งข้อความคำอวยพรออนไลน์ให้กับเพื่อนๆหรือคนรู้จักรอบข้าง แต่การจะส่งแค่ “สวัสดีปีใหม่” หรืออยากจะเก๋ด้วยภาษาอังกฤษ เพียงแค่คำว่า “Happy New Year” มันก็คงจะธรรมดาไปเสียแล้ว บทความนี้เราจึงรวบรวมคำอวยพรภาษาอังกฤษความหมายดีๆมาให้เพียบเลย เพื่อได้นำไปใช้ส่งข้อความให้คนรอบข้างได้ไม่ซ้ำ ทั้งความหมายดี ทั้งเก๋และชิคต้อนรับปีใหม่กันไปเลยค่าา

  • I wish you and your beautiful family a very happy and prosperous new year. Stay safe and beat the Pandemic with new energy.

(ขอให้คุณและครอบครัวที่น่ารัก มีแต่ความสุขและความเจริญรุ่งเรืองในวันปีใหม่ ขอให้ปลอดภัยและมีพลังใหม่ๆ ต่อสู้กับสถานการณ์โรคระบาด)

 

  • Wishing you a blessed and prosperous New Year! 

(ขอให้คุณมีความสุขและความเจริญรุ่งเรืองในปีใหม่)

 

  • I hope this year turns out to be the best year of your life and your family too. Happy new year!

(ฉันขอให้ปีใหม่นี้เป็นปีที่ยอดเยี่ยมที่สุดในชีวิตสำหรับคุณและครอบครัว สุขสันต์วันปีใหม่)

 

  • It’s time to shine bright like a diamond , Happy New Year! 

(ถึงเวลาเปล่งประกายเจิดจรัสดุจดั่งเพชรแล้ว สุขสันต์วันปีใหม่)

 

  • Happy New Year to you and your family! Wishing you 365 days of good luck!

(สวัสดีปีใหม่กับคุณและครอบครัว ขอให้โชคดีตลอดทั้ง 365 วัน)

 

  • May your most used attire in the New Year be a smile. 

(ขอให้คุณมีแต่รอยยิ้มในช่วงเวลาปีใหม่นี้) 

  • HNY! May all the success embrace you this year 

(สวัสดีปีใหม่ ขอให้คุณถูกโอบกอดด้วยความสำเร็จตลอดปีใหม่นี้) 

 

  • I hope that the new year will be the best year of your life. May all your dreams come true and all your hopes be fulfilled!

(ฉันขอให้ปีใหม่นี้เป็นปีที่ยอดเยี่ยมที่สุดในชีวิตของคุณ ขอให้ความฝันทั้งหมดของคุณจงกลายเป็นจริง และทุกสิ่งที่มุ่งหวังถูกเติมเต็ม)

 

  • Happy New Year. Enjoy every bit of it. 

(สวัสดีปีใหม่ ขอให้มีความสนุกในชีวิตอย่างคุ้มค่า) 

 

  • Wishing you a happy , healthy New Year.

(ขอให้คุณมีความสุขและสุขภาพแข็งแรงในปีใหม่นี้นะ)

  • Happy New  Year now and always! 

(สวัสดีปีใหม่ ขอให้มีความสุขทั้งในปัจจุบันและตลอดไป)

 

  • Have a sparkling New Year! 

(ขอให้เป็นปีใหม่ที่สดใส)

 

  • Out with the old, in with the new. Happy New Year! 

(ก้าวออกจากสิ่งเก่าๆ ก้าวเข้าสู่ในสิ่งใหม่ๆ สุขสันต์วันปีใหม่)

 

  • May the New Year bring you peace , joy and happiness.

(ขอให้ปีใหม่นำพาความสงบสุข ความสดชื่น และความสุข มาให้คุณ)

 

  • A new year means 365 new opportunities. Make sure to make the best use of it! Happy new year.

(ปีใหม่หมายถึง โอกาสใหม่ๆ ถึง 365 โอกาส ใช้ทุกโอกาสที่มีให้ดีที่สุด สวัสดีปีใหม่)

 

  • May the 12 months of the new year be full of new achievements for you. May the days be filled with eternal happiness for you and your family!

(ขอให้มีแต่ความสำเร็จใหม่ๆ ตลอดระยะ 12 เดือนของปีใหม่ ขอให้คุณและครอบครัวมีความสุขในทุกๆ วันตลอดไป)

  • It is time to forget the past and celebrate a new start. Happy New Year! 

(ถึงเวลาแห่งการลืมอดีต และเฉลิมฉลองกับการเริ่มต้นใหม่ สุขสันต์วันปีใหม่)

 

  • May this new year bring new hope, new opportunities, and success for you. Happy new year.

(ขอให้ปีใหม่นำพาความหวังใหม่ๆ โอกาสใหม่ๆ และความสำเร็จมาให้คุณ สุขสันต์วันปีใหม่)

 

ความปรารถนาดีสามารถมอบให้ต่อคนรอบข้างได้ทุกโอกาส ไม่เฉพาะปีใหม่หรือช่วงเทศกาล แต่ที่เรานำมาฝากนี้ เป็นเพียงตัวอย่างคำอวยพรภาษาอังกฤษที่มีความหมายดีๆ ควรค่าที่จะมอบให้แก่กัน สามารถนำไปใช้ได้ทั้งประโยค หรือจะปรับคำประยุกต์ก็ได้ จะส่งเป็นข้อความออนไลน์ หรือจะเขียนการ์ดปีใหม่แนบของขวัญก็เก๋ไม่หยอก หลุดกรอบจากคำเดิมๆ และท้ายนี้ Wish you happiness in the year to come! ขอให้ทุกคนมีแต่ความสุขในปีที่จะมาถึงนี้ค่ะ

 

 

 

งูปากบุก หรือ งูกะปะ ภาษาอังกฤษเรียกว่า Malayan pit viper และมีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Calloselasma rhodostoma งูกะปะจะมีลักษณะตัวป้อมสั้น หัวเป็นทรงสามเหลี่ยมชัดเจน หัวคล้ายลูกศร มีลายเป็นสามเหลี่ยมปลายชนเข้าหากัน จะต่างจากลายของงูปี่แก้ว มีในทุกภาค แต่ที่ชุกชุมคือ ภาคตะวันออกและภาคใต้ ซึ่งคนไทยก็ถูกงูกะปะกัดได้บ่อย เพราะเป็นสายพันธ์ที่มีจำนวนมากในไทย ชอบนอนขดเป็นวงกลม วางหัวบนสุด พร้อมจะฉกได้ตลอดเวลา แม้จะเป็นงูที่ไม่ปราดเปรียว แต่มีการโจมตีที่รวดเร็ว หากมีความกังวล โกรธ จะสั่นหางคล้ายกับงูหางกระดิ่ง 

 

งูกะปะเป็นงูพิษที่มีอันตรายต่อมนุษย์มาก งูกะปะกับงูแมวเซาอยู่ในวงศ์เดียวกัน หรือเป็นงูตระกูลไวเปอร์ (Viperidae) งูกะปะมีหลายสายพันธุ์ ทั้ง งูกะปะสามเหลี่ยม งูกะปะลายพรม งูกะปะคอแดง งูกะปะปากเหม็น ที่เรียกว่างูกะปะปากเหม็น เพราะเมื่อกัดแล้วเนื้อบริเวณที่โดนกัดจะเน่าเหม็นหรือเนื้อตาย และกะปะในภาษาใต้ก็ยังแปลว่า ปากเหม็น ซึ่งจะพบได้มากที่ภาคใต้ นอกจากนี้ งูกะปะยังเป็น 1 ใน 7 งูพิษ ที่มีความสำคัญต่อวงการพิษวิทยาและทางการแพทย์

 

งูกะปะเป็นงูออกหากินเวลาพลบค่ำและกลางคืน โดยเฉพาะเวลาที่อากาศมีความชื้น อย่างเช่น หลังฝนตก เมื่อจะออกหาเหยื่อ งูกะปะจะเลื้อยไปยังจุดที่คิดว่าจะมีเหยื่อ แล้วนอนขดอยู่นิ่งๆ เป็นงูนักพรางตัว ชอบอาศัยอยู่ตามดินปนทราย หรือที่มีใบไม้ทับถามกันเยอะๆ ด้วยสีลำตัวงูจะมีสีออกคล้ายใบไม้แห้ง ทำให้มีความกลมกลืนเมื่อไปอยู่ปะปนกับใบไม้แห้ง หรือสภาพแวดล้อมที่ใกล้เคียงกับสีตัวงู  ซึ่งเราอาจจะไม่สามารถมองเห็นตัวงูได้เด่นชัด และด้วยที่มักจะพบในพื้นที่การเกษตรกรรม อย่างสวนปาล์ม สวยยางพารา ฯลฯ ทำให้มีผู้ถูกงูกะปะกัดอยู่บ่อยๆ จนได้รับฉายาว่า “งูกับระเบิด” หรือ  “งูนักเลงสวนยาง” 

งูกับระเบิด งูนักเลงสวนยาง 

“กับระเบิดชีวภาพ” ด้วยที่ถ้าเหยื่อหรือศัตรูเข้าใกล้ งูกะปะจะนอนขดตัวนิ่ง ไม่ส่งเสียงใดๆ เพื่อรอจังหวะ และสีที่กลมกลืนกับดินและใบไม้ ทำให้คนโดนกัดได้ง่าย เพราะไม่มีเสียงขู่เตือน และสีที่กลมกลืนกับกองใบไม้แห้ง เหมือนกับระเบิดที่ถูกกลบไว้ล่อให้ศัตรูมาเหยียบ และบางครั้งแผลผู้ที่ถูกกัดจะเหวอะหวะคล้ายกับไปโดนกับระเบิดมา อีกทั้งยังพบได้บ่อยมากในสวนยาง ชาวสวนยางที่ต้องไปกรีดยางช่วงเช้ามืด มักจะมองไม่ค่อยเห็น ก็จะโดนกัดได้บ่อยครั้ง หรือแม้แต่บ้านเรือนที่ปลูกใกล้บริเวณสวนยาง ก็ยังสามารถเจองูที่เข้าบ้านหรือมาใกล้บริเวณบ้านได้บ่อยเช่นกัน 

งูกะปะออกลูกเป็นไข่หรือเป็นตัว? 

งูกะปะออกลูกเป็นไข่ สามารถออกไข่ได้คราวละ 10-20 ฟอง และไข่งูกะปะจะเป็นแพยาวติดกัน อาจเป็นแพก้อนกลมติดกัน เหมือนเป็นแพไข่ดาว ไม่ได้แยกเดี่ยวแบบไข่งูจงอาง 

 

พฤติกรรมในการฟักไข่ของงูกะปะ จะนอนเฝ้าไข่เฉยๆ เป็นการเฝ้าด้วยความหวงแหน และป้องกันอันตรายที่จะมาทำร้ายไข่เสียมากกว่า ไม่มีการใช้ตัวกกไข่ แตกต่างจากงูเหลือมหรืองูหลามที่ใช้อุณหภูมิในร่างกายทำการกกและฟักไข่ นอกจากนี้ยังมีการผสมพันธุ์และวางไข่ได้ทุกฤดูกาลอีกด้วย ด้วยการแพร่พันธุ์อย่างไม่จำกัดฤดูนี่เอง ทำให้มีงูกะปะเป็นจำนวนมากในประเทศไทย 

 

โดยปกติแล้วงูออกลูกเป็นไข่ แต่จะมีงูบางชนิดที่จะออกลูกเป็นตัว แต่แม่งูจะต้องตั้งท้องนานกว่าการออกลูกเป็นไข่ และข้อดีของการออกลูกเป็นตัวคือ เมื่อลูกงูออกมาแล้ว หากมีภัยมาใกล้ ลุกงูสามารถหลบภัยได้ ในขณะที่ถ้าออกลูกเป็นไข่ แม่งูจะใช้เวลาในการตั้งท้องสั้นกว่า แต่ข้อเสียคือ ถ้ามีภัยธรรมชาติมา ไข่อาจจะเสียทั้งหมด ด้วยไข่งูกะปะเป็นแพติดกันหมด หรือถ้ามีผู้ล่า ไข่ไม่สามารถหนีได้ ลูกงูกะปะก็จะไม่มีโอกาสได้ฟักออกมา 

 

credit : https://www.pinterest.com/pin/447615650435294761/

พิษงูกะปะส่งผลต่อระบบใด 

pit organs หรือหลุมที่คอยจับรังสีอินฟาเรดจะอยู่ใต้บริเวณใต้ตา และเหนือปาก คอยจับความร้อนหรืออุณหภูมิของเหยื่อ แต่ก็ยังอาศัยใช้ดวงตาและลิ้นในการทำงานร่วมกัน ยิ่งสัมผัสถึงระยะของเหยื่อได้อย่างแม่นยำ  

 

เขี้ยวงูกะปะเป็นบานพับ สามารถพับเก็บได้เมื่อไม่ได้ใช้ และจะแผ่ออกมายาวเมื่อต้องการจะกัดเหยื่อหรือศัตรู การกัดของงูกะปะ จะมีการเดินเขี้ยว คือการขยับเขี้ยวไปซ้าย-ขวา ทำให้เกิดบาดแผลได้มากกว่า 2 เขี้ยว และอาจสร้างความสับสนได้ เมื่อทำการตรวจสอบแผลเพื่อเช็คชนิดงูที่กัด ในการให้การรักษาที่เหมาะสม บางคนอาจสงสัยว่าแล้วเขี้ยวยาวขนาดนั้นจะไม่เผลอโดนลิ้นหรือแทงในปากงูเองบ้างเปล่า ด้วยอย่างที่บอกว่าเขี้ยวของงูกะปะเป็นบานพับ เวลาปกติปากของเขาจะหุบ ไม่มีการยืดออก เขี้ยวก็จะไม่มีการยืดออกมาใช้ และเหงือกสีขาวๆบางๆที่หุ้มอยู่ จะช่วยรักษาเขี้ยวของเขาไม่ให้กระทบภายในปาก 

 

หลายๆคนที่คิดว่าใส่รองเท้าบูทแล้วน่าจะป้องกันได้ แต่ที่จริงแล้วก็ไม่สามารถป้องกันได้เสมอไป เนื่องจากเขี้ยวงูกะปะยาวและแหลมคมมาก สามารถกัดทะลุเนื้อรองเท้าบูทได้ หลายเคสที่เป็นคนถูกงูกะปะกัดทั้งที่ใส่รองเท้าบูทหรือรองเท้ายางเพื่อกันสัตว์มีพิษกัด 

 

พิษของงูกะปะมีผลต่อระบบเลือดขั้นรุนแรง เกิดภาวะ compartment syndrome คิอการเกิดความดันของเนื้อเยื่ีอสูงขึ้นจนหลอดเลือดถูกกดทับ จนเลือดไหลเวียนไม่ได้ มีอาการบวม อวัยวะที่ถูกกัดก็จะเน่าและตาย ทำให้คนที่กัดหลายคนที่ต้องเสียอวัยวะไป ต้องตัดนิ้ว ตัดแขน ตัดขา เพราะถูกงูกะปะกัด แล้วเนื้อตาย ไม่สามารถฟื้นฟูได้ ก็ต้องตัดส่วนนั้นออกไป หรือหากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที ผู้ที่โดนกัดอาจจะเสียชีวิตได้ จากความดันโลหิตต่ำ ซึ่งเกิดจากการเสียเลือด 

 

งูกะปะกัด อาการจะมีดังนี้ 

บริเวณที่ถูกกัดจะบวมภายใน 2-3 ชั่วโมง และบวมขึ้นเรื่อยๆ ใน 24 – 72 ชั่วโมง โดยแผลและบริเวณใกล้เคียงที่ถูกกัดจะมีสีคลํ้าขึ้น ห้อเลือด มีตุ่มใส และมีรอยพอง ถ้ามีรอยพองขนาดใหญ่หลายแห่ง หรือเกิดห่างจากที่กัดแสดงว่าได้รับพิษเข้าไปมาก และรอยพองจะมีการแตกออก

 

จากนั้นจะเปลี่ยนเป็นสีแดง และเข้มขึ้นจนคล้ำ และเมื่อแห้งลง ก็จะกลายเป็นเนื้อตาย แผลเนื้อตายค่อย ๆ เปื่อยเน่าหลุดออกไปเรื่อย ๆ กว่าแผลจะหายกินเวลานานเป็นเดือน

 

สมุนไพรแก้งูกะปะกัด

ต้นโลดทะนงแดง หมาก และ มะนาว  อ้างอิงมาจากหลักการของแพทย์พื้นบ้าน “หมอเอี๊ยะ สายกระสุน” หมอพื้นบ้านที่เชี่ยวชาญในเรื่องสมุนไพรรักษาพิษงู และเป็นที่ยอมรับในวงการแพทย์แผนปัจจุบัน จนมีการทำงานร่วมกันระหว่างหมอพื้นบ้านและแพทย์แผนปัจจุบันได้อย่างลงตัว 

 

โดย นพ.อภิสรรค์ ได้เล่าว่า เมื่อมีคนถูกงูกัดถูกส่งตัวมาที่โรงพยาบาล หลังจากแพทย์วินิจฉัยว่าคนไข้ถูกงูพิษกัด หมอเอี๊ยะจะเป็นผู้ทำการรักษาด้วยสมุนไพรรักษาพิษงูซึ่งประกอบด้วยสมุนไพร 3 ชนิดคือ รากต้นโลดทะนงแดง หมาก และมะนาว 

 

วิธีการรักษาด้วยสมุนไพรของหมอเอี๊ยะ

นำรากต้นโลดทะนงแดงและหมากนำมาฝนผสมกับน้ำประมาณครึ่งแก้วให้คนที่ถูกงูกะปะกัดได้ดื่ม แล้วนำรากต้นโลดทะนงแดงและหมากนำมาฝน โดยใช้น้ำมะนาวเป็นตัวประสานยา จากนั้นใช้ทาบริเวณแผลที่ถูกกัด จากนั้นหมอเอี๊ยะจะติดตามอาการเช้า-เย็น จนกว่าจะมีอาการดีขึ้นและออกจากโรงพยาบาล เป็นการดูแลรักษาแบบผสมผสาน ระหว่างแพทย์แผนปัจจุบัน และหมอเอี๊ยะ หมอพื้นบ้าน

 

ล้างแผลด้วยน้ำสะอาดและฟอกสบู่หรือน้ำด่างทับทิม ใช้ผ้าสะอาดซับให้แห้ง เช็ดแผล

วิธีการปฐมพยาบาลเบื้องต้นเมื่อถูกงูกัด

เมื่อถูกงูกัด ไม่ต้องเน้นเรื่องการขันชะเนาะ แต่ให้เน้นเรื่องการเคลื่อไหว พยายามอย่าเคลื่อนไหว หรือเคลื่อนไหวให้น้อยที่สุด ล้างบาดแผลด้วยน้ำสะอาด หรือน้ำเกลือ และถ้าให้ดีก็ฟอกด้วยสบู่ แล้วล้างให้สะอาด ก่อนซับให้แห้ง ปลดพันธนาการบริเวณที่ถูกงูกัดออกให้หมด เช่น รองเท้า ถุงเท้า ถอดนาฬิกา แหวน เพราะสิ่งเหล่านี้จะยิ่งทำให้เกิดการกดทับ และขวางทางเดินของเลือด แล้วผ้าอีลาสเทนหรือผ้ายืดพันแผล จากนั้นใช้ไม้หรือเฝือกดามล็อคข้อบริเวณที่ถูกกัด เพื่อลดการเคลื่อนไหวของอวัยวะ เพราะพิษไม่ได้กระจายเข้าสู่หัวใจ แต่พิษจะกระจายสู่อวัยวะ หากอวัยวะส่วนที่ถูกกัดมีการเคลื่อนไหวมากเท่าไร พิษก็จะกระจายได้เร็วขึ้นเท่านั้น แต่อย่ารัดให้แน่นหรือหลวมเกินไป แล้วรีบนำส่งโรงพยาบาลให้เร็วที่สุด 

 

กรณีที่ถูกงูกะปะกัด การรัดบริเวณเหนือบาดแผลที่ทุกคนเข้าใจนั้น จะไม่เป็นผลดีหากเป็นงูกะปะกัด เนื่องจากว่างูกะปะพิษต่อระบบเลือด ยิ่งไปรัดก็ยิ่งทำให้การไหลเวียนของเลือดไม่สะดวก เป็นการให้พิษค้างอยู่แค่บริเวณอวัยวะที่ถูกกัด ทำให้พิษทำลายแต่ส่วนเนื้อบริเวณที่ถูกรัด จนส่งผลรุนแรงให้เนื้อตาย แต่ถ้าปล่อยให้พิษกระจายไปกับกระแสเลือดช้าๆ เพื่อบรรเทาความรุนแรงของพิษ ปฐมพยาบาลให้ถูกต้อง และรีบนำส่งโรงพยาบาลให้เร็วที่สุด 

 

ถึงแม้ไม่รู้ว่าถูกงูชนิดใดกัด ก็สามารถใช้วิธีนี้ได้เช่นกัน แม้ว่าการรัดเหนือบริเวณแผลที่ถูกกัดจะเป็นวิธีที่ใช้กันมาแต่โบราณ ซึ่งก็ไม่ใช่วิธีที่ผิด เพียงแต่หากยิ่งทำการรัด ต่อให้รัดไม่แน่น แต่การรัดจะทำให้เลือดไปหล่อเลี้ยงบริเวณที่ถูกรัดไม่ได้ เช่น ถูกกัดที่เท้าและรัดเหนือเข่า ทำให้เลือดไปหล่อเลี้ยงเนื้อส่วนขาไม่ได้ เนื้อบริเวณนั้นจะตายและต้องตัดขาทิ้ง และหลายเคสที่ถูกงูกะปะกัดแล้วต้องเสียอวัยวะไปเพราะการปฐมพยาบาลจากความไม่รู้ ปัจจุบันมีวีธีที่

 

ปัจจุบันไม่จำเป็นต้องนำงูไปโรงพยาบาล แต่สามารถใช้โทรศัพท์มือถือถ่ายรูปงูไว้ ส่วนที่เคยรู้หรือเรียนมาเรื่องการใช้เชือกมัดเหนือปากแผล จะใช้ไม่ได้ผลและส่งผลร้ายแรง หากงูที่กัดเป็นงูมีพิษต่อระบบเลือด 

 

สิ่งที่ไม่ควรทำเมื่อโดนงูกัด

 

  • อย่าขันชะเนาะ แต่ให้ใช้วิธีดามเหมือนเข้าเฝือกแทน เพื่อลดการเคลื่อนไหวอวัยวะ
  • ห้ามใช้มีดกรีดบาดแผล ก็ไม่ได้ช่วยอะไร จะยิ่งทำให้เสี่ยงต่อการติดเชื้อโรค 
  • ห้ามใช้ไฟหรือไฟแช็คลนบาดแผล เพราะไฟจะยิ่งทำให้แผลพุพองและรักษายากมากขึ้น 
  • ห้ามใช้เหล้า ยาสีฟัน หรือสิ่งอื่นๆ ทาแผล พอกแผล เนื่องจากอาจทำให้แผลติดเชื้อ
  • ไม่ควรใช้ปากดูดเลือดจากแผลงูกัด เพราะอาจเกิดอันตรายร้ายแรงต่อผู้ดูดได้
  • ห้ามให้ผู้ถูกงูกัดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เครื่องดื่มผสมคาเฟอีน

 

การป้องกัน พยายามคอยสังเกตเสมอหากเดินไปบริเวณแถวพงหญ้า หรือที่มีใบไม้แห้งกองสุม เมื่อต้องเข้าไปในบริเวณที่สุ่มเสี่ยง เช่น เข้าสวนยาง สวนปาล์ม ฯลฯ ก็ให้ใส่รองเท้าบูทเนื้อหนาๆ รองเท้าบูทคุณภาพดี ใช้ไม้คอยแกว่งๆไปตามพื้น เพื่อจะได้สังเกตความเคลื่อนไหวได้ หากมีงูพรางตัวอยู่ใต้พุ่มหญ้า ถ้าไม่จำเป็นก็อย่าออกไปเดินที่ไหนตอนกลางคืน และถ้าหากมีงูเข้าบ้าน อย่าพยายามจับงูด้วยตนเอง แต่ให้โทรแจ้ง 199 / 1677 เจ้าหน้าที่กู้ภัย หน่วยอาสา หรือผู้เชี่ยวชาญ และระหว่างรอเจ้าหน้าที่ ให้คอยสังเกตและเฝ้าดูงูไว้อย่าให้คลาดสายตา ยิ่งช่วงฤดูฝนต้องยิ่งคอยสังเกตบ้านเรือนให้ดี อย่าปล่อยให้รกดึงดูดหนูเข้าบ้าน และอาจเป็นการเชื้อเชิญงูมาล่าเหยื่อถึงในบ้านเราได้

เข้าเดือนธันวาคม อีกไม่นานก็จะถึงวันคริสต์มาสและวันปีใหม่กันอีกแล้ว กล่าวได้ว่าเดือนธันวาคม เป็นเดือนแห่งเทศกาลความสุขที่ใครหลายๆคนชื่นชอบและรอคอย เพราะเต็มไปด้วยการเฉลิมฉลอง มีการตกแต่งสถานที่สวยงาม เสียงเพลงแห่งความสุข และแสงสีของไฟประดับ รวมไปถึงการจัดปาร์ตี้สังสรรค์ต่างๆ โดยเฉพาะการจับของขวัญที่เป็นไฮไลท์ของงานและแทบจะขาดไม่ได้เลย 

 

ไม่ว่าจะเป็นงานคริสต์มาสหรือปีใหม่ เมื่อมีการจับฉลากของขวัญ ไม่ว่าจะเป็นการจับฉลากของขวัญในกลุ่มเล็กๆ หรือจำนวนคนกลุ่มใหญ่ แต่..เบื่อไหม กับการจับฉลากของขวัญปีใหม่แบบเดิมๆ หลีกหนีความจำเจ มาดูไอเดียเก๋ๆในการเล่นจับฉลาก เพื่อนำไปใช้เทศกาลคริสต์มาสหรือปีใหม่ที่จะถึงนี้กันดีกว่า 

1.ตีมของขวัญจับฉลากแบบกล่องสุ่ม 

ช่วงที่ผ่านมา “กล่องสุ่ม” ได้รับความนิยมเป็นวงกว้าง ทั้งกล่องสุ่มของกิน กล่องสุ่มเครื่องสำอาง กล่องสุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้า ฯลฯ ฮอตฮิตติดชาร์จจนเป็นที่พูดถึง เราเลยโหนกระแสกล่องสุ่ม และนำมาใช้เป็นไอเดียการจับของขวัญเสียเลย ซึ่งสามารถนำไปใช้ได้ทั้งในการทำเป็นของขวัญจับฉลากครอบครัว ของขวัญจับฉลากออฟฟิศ โดยมีการกำหนดเรทราคาขึ้นมา อาจกำหนดของขวัญจับฉลาก 300 บาท ของขวัญจับฉลากงบ 500 บาท จากนั้นเราก็ไปช็อปและรวบรวมลงกล่องใส่ของขวัญ เหมือนกล่องสุ่มที่กำลังฮิต ไอเดียนี้จะทำให้เราสนุกที่จะหาของขวัญจับฉลากมากขึ้น ส่วนคนจับได้ของเราก็ได้ลุ้นและสนุกขำขัน เมื่อเปิดกล่องแล้วเจอของขวัญแบบจุใจ

2. จับของขวัญตามตัวอักษร

น่าจะมีใครหลายคนเคยเล่นกันมาแล้ว แต่ก็ยังมีอีกหลายคนที่อาจยังไม่เคยเล่นการจับฉลากแบบนี้มาก่อน วิธีนี้เป็นการจับฉลากโดยการเสนอตัวอักษร จะเป็นตัวอักษร ก-ฮ หรือ ตัวอักษร A-Z แล้วทำเป็นฉลากจับของขวัญด้วยการเขียนตัวอักษรอย่างละ 1 ตัวลงไปในกระดาษ เช่น เขียน ก , ข , …จนถึง ฮ แล้วม้วนหรือพับกระดาษ จากนั้นใส่ภาชนะอะไรก็ได้เพื่อให้ทุกคนจับ หากคุณจับได้อักษร น หนู คุณก็ต้องหาของขวัญจับฉลาก น หนู ขึ้นต้น เช่น นาฬิกา น้ำหอม หรือจับได้ของขวัญอักษร อ อ่าง  เช่น ไอแพด  (ตุ๊กตา)แอลโล่  เป็นต้น ไอเดียนี้จะทำให้ของขวัญมีความหลากหลาย อีกทั้งยังสโคปให้แคบลงสำหรับคนที่ไม่รู้จะจับของขวัญอะไรดี 

3.จับฉลากจากการแจ้งเตือน 

โดยวางมือถือของทุกคนวางไว้บนโต๊ะ หากเครื่องใครมีการแจ้งเตือนเข้ามาก่อนคนแรก คนนั้นจะเลือกของขวัญเป็นคนสุดท้าย และมือถือใครที่มีข้อความหรือการแจ้งเตือนเข้ามาเป็นคนสุดท้าย ก็จะได้เลือกของขวัญที่อยากได้เป็นคนแรก 

4.จับฉลากตามธีมสี

กำหนดสีแบบคุมโทนเลย ว่าให้เลือกของขวัญจับฉลากสีอะไร แล้วก็นำของขวัญที่มาจับต้องเป็นสีตามธีม เช่น กำหนดให้ใช้กล่องของขวัญสีขาว ก็ต้องสีขาวทั้งหมด อาจคุมโทนสีทั้งการจัดงาน สีของตกแต่ง สีการแต่งตัว สีของขวัญ ภาพรวมออกมาก็จะดูดี เพราะเป็นโทนเดียวกัน ดูเป็นการวางแพลนมาแล้วอย่างดี      

5.จับของขวัญสุดฮา

อาจกำหนดให้ห่อของขวัญจับฉลากตลกๆ ดูเป็นภาพลวงตา ให้เข้าใจผิดจากรูปร่างหีบห่อข้างนอก เช่น นำของขวัญประกอบกันเป็นรูปร่าง ที่เมื่อห่อแล้วมองเห็นเป็นรูปพัดลม แต่เมื่อแกะออก ของข้างในกลับเป็น ไม้กวาด ที่ตักขยะ และแปรงขัดห้องน้ำ ที่ประกอบกันให้ออกมาเป็นภาพลวงตาดูผิดเพี้ยนไป เป็นต้น ทำให้การจับฉลากได้ทั้งลุ้นทั้งฮา 

6.กำหนดธีมของขวัญราคาเดียวกัน 

การกำหนดราคาของขวัญจับฉลาก เป็นการลดความเหลื่อมล้ำและแฟร์ต่อทุกคน เพราะบางคนนำของราคาถูกมาจับ ในขณะที่บางคนนำของขวัญแบรนด์เนมมาจับ ดังนั้นกำหนดราคาไปเลยจะดีกว่า อาจกำหนดราคาของขวัญจับฉลาก 200 บาท ขึ้นไป หรือเรทราคาของขวัญจับฉลาก 500 บาท เป็นต้น 

7.จับฉลากเบอร์โทร 

นำเบอร์โทรของทุกคนมาจับฉลาก ใครได้เบอร์ไหน ก็โทรไปหาเบอร์นั้น เมื่อรู้ว่าใครเป็นเจ้าของเบอร์โทร ก็ต้องนำของขวัญไปให้คนนั้น ได้ทั้งของขวัญ ได้ทั้งแลกเบอร์โทรกัน ดีไม่ดี อาจได้แฟนในอนาคตด้วย 

8.จับฉลากปาโป่ง 

เกมงานวัดก็มา…เขียนชื่อทุกคนลงในฉลาก แล้วใส่ในลูกโป่ง ให้ทุกคนปาโป่งเหมือนงานวัด ใครปาลูกไหนแตก ก็ให้ของขวัญกับคนที่มีชื่อในลูกโป่งที่ปาแตก 

9.ของขวัญธีม Together

“Together” แน่นอนว่าต้องมากกว่า 1 ชิ้น โดยจะมีกี่ชิ้นก็ได้ แต่ต้องอยู่ในเซ็ตการใช้งานด้วยกัน หรือของที่ต้องทำงานร่วมกัน เช่น จอยเกมส์ หูฟังเกมส์ ถุงมือเกมส์  / ไอแพด เคส หูฟัง / หม้อต้มกาแฟ เครื่องบดกาแฟมือหมุน แก้วกาแฟ  / รองเท้าผ้าใบ ถุงเท้า น้ำยาซักแห้งสำหรับรองเท้า  เป็นต้น ทำให้ของขวัญดูเป็นไปในทิศทางเดียวกัน และการเลือกซื้อก็ง่าย เพียงแค่คิดว่าจะซื้ออะไรเป็นตัวหลัก 

10.ธีมของขวัญ เดลิเวอรี่

เริ่มจากการเขียนชื่อพร้อมที่อยู่เป็นฉลาก ใครจับฉลากได้ใคร ก็หาซื้อและจัดส่งไปให้ตามที่อยู่ที่ระบุไว้ในฉลาก เป็นการส่งของขวัญแบบใช้ ขนส่งเป็นซานต้าคลอส ส่งของขวัญแบบ เดลิเวอรี่ ไอเดียการเล่นแบบนี้ก็เหมาะกับช่วงสถานการณ์โควิด-19 อยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว เพราะสามารถเล่นแลกของขวัญกันได้ตามมาตรการ social distance 

 

11.จับฉลากแบบ Secret Santa 

การเล่น Secret Santa มีหลากหลายแบบ แล้วแต่ใครจะนำไปปรับใช้ โดยเราจะนำที่เคยเล่นมายกตัวอย่าง 

 

  • Secret Santa แบบฉบับทางยุโรป จะเล่นโดยกำหนดวันที่จะเล่นขึ้นมาก่อน ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นวันคริสต์มาสอีฟและวันคริสต์มาส แต่บางแห่งก็อาจกำหนดวันอื่นตามสะดวก แต่ภายในเดือนธันวาคม เมื่อกำหนดวันได้แล้ว ก็จะเขียนชื่อทุกคนทำเป็นฉลาก แล้วให้จับฉลากรายชื่อ ใครจับได้ชื่อคนไหน ก็ต้องไปเลือกหาซื้อของขวัญที่คิดว่าน่าจะถูกใจ หรือเป็นของที่คนนั้นอยากได้ แล้วนำมาให้ในวันที่กำหนดเล่นเกมพร้อมกัน (ปัจจุบันมีแอปซีเคร็ทซานต้าหลายเวอร์ชั่นให้เลือกโหลด เพื่อจับฉลากแล้ว โดยให้คนใดคนหนึ่งเป็นผู้ใช้แอปแทนการจับฉลาก ทำให้สะดวกหากอยู่กันคนละสถานที่ หรือช่วงโรคระบาดแล้วต้องทำ social distance หรือ work from home)  

 

  • Secret Buddy จะเล่นเหมือนกับ Secret Santa เพียงแต่หลายๆคนอาจเรียกว่าการเล่นบัดดี้ นิยมเล่นในวันคริสต์มาสเช่นกัน แต่ก็มีการนำไปเล่นในกิจกรรมอื่นๆด้วย เช่น การเล่นบัดดี้ในโรงเรียนเพื่อเพิ่มความสามัคคีของนักเรียน การเล่นบัดดี้ในรั้วมหาวิทยาลัยในช่วงรับน้องใหม่ ซึ่งจะเป็นการจับฉลากรายชื่อระหว่างรุ่นพี่กับรุ่นน้อง 

 

  • Secret Santa บอกใบ้ วิธีการจับฉลากรายชื่อเหมือนกัน เพียงแต่นำของขวัญไปซ่อนในจุดที่ห้ามบอกใคร แล้วเขียนคำบอกใบ้สถานที่ซ่อนของขวัญให้กับคนที่เราจับได้ ให้เขาแก้ปริศนาคำใบ้ให้ได้ เพื่อจะได้เจอของขวัญที่เรานำไปซ่อนไว้ 

 

  • Secret Santa ของขวัญซ่อนเงิน ซึ่งไอเดียนี้นำมาจากการกำเนิดประเพณีนำถุงเท้าแขวนหน้าเตาผิง ที่เซนต์นิโคลัส นักบุญเมืองไมรา ปีนปล่องไฟเพื่อนำเงินไปให้เด็กหญิงยากจนที่บ้านหลังหนึ่ง แล้วถุงเงินกลับกระเด็นไปตกลงในถุงเท้า เมื่อเด็กหญิงตื่นมาแล้วจะใส่ถุงเท้าแล้วพบถุงเงิน ก็ได้แพร่ข่าวนี้ออกไป ทำให้ทุกคนที่ได้ข่าวก็นำถุงเท้าไปแขวนหน้าเตาผิง เพื่อจะได้ของขวัญแบบเด็กหญิงบ้าง เกม Secret Santa ของขวัญซ่อนเงิน จึงเป็นการเล่นเลียนแบบ โดยเล่นจับฉลากรายชื่อเหมือนกัน แต่ทุกคนจะต้องนำถุงเท้า(หรืออุปกรณ์อื่นๆ เช่น กระเป๋า / เป้ ฯลฯ ที่สามารถใส่ของได้) ที่ติดชื่อตนเอง แขวนไว้ตรงไหนก็ได้ภายในบริเวณที่จัดเล่นเกมส์ ส่วนคนที่จับได้ชื่อใคร ก็นำของขวัญไปใส่หรือวางตรงกับถุงเท้า(อุปกรณ์ที่แขวนไว้)ของคนนั้น โดยห้ามให้เจ้าของถุงเท้าเห็นเด็ดขาด แต่จะเฉลยหลังจากคนนั้นแกะของขวัญแล้ว 

ทั้ง 11 ไอเดียนี้ มีทั้งการเล่นแบบเก่าและใหม่ รับรองว่าเล่นได้สนุกและไม่ตกเทรนด์ ใครถูกใจแบบไหนก็สามารถนำไปเล่นตามได้เลย หรือจะนำไปปรับ นำไปประยุกต์ให้เหมาะสมกับกลุ่ม เพื่อฉีกการจับฉลากของขวัญแบบเดิมๆ และเพิ่มสีสันไม่ให้ปีใหม่นี้เงียบเหงา จะเห็นได้ว่า สามารถสนุกได้แม้จะไร้ของมึนเมา ขอให้ทุกคนสนุกกับไอเดียที่เรานำมาฝาก และได้ของขวัญถูกใจกันถ้วนหน้าค่ะ

 

เทศกาลของขวัญมาถึงอีกแล้ว..ใครบ้างที่ยังไม่รู้จะให้ของขวัญอะไรดีน๊อออ?

ก็หันไปทางไหนมีแต่ของน่าซื้อ กล่องของขวัญสำเร็จรูปมากมายถูกเซ็ตอย่างสวยงาม โปรโมชั่นลดกระหน่ำ เซลล์แล้วเซลล์อีกเพื่อต้อนรับเทศกาลแห่งการให้..ของขวัญคริสต์มาส ของขวัญปีใหม่ ของแจกปีใหม่ หรือกระเช้าของขวัญ บางคนก็เลือกที่จะทำของขวัญเอง เพื่อเป็นของขวัญแฮนด์เมดให้แฟน แต่สำหรับหลายๆคนที่ยังไม่รู้ว่าจะเลือกซื้อของขวัญอะไรดี ในการให้ของขวัญสำหรับแต่ละบุคคล เรามีไกด์ไลน์ในการเลือกซื้อประเภทของขวัญให้เหมาะกับผู้รับมาฝากในบทความนี้ เราไปดูกันเลยดีกว่า 

ของขวัญปีใหม่ให้พ่อแม่ 

พ่อแม่ที่ให้กำเนิดและเลี้ยงดูเรามา การจะเลือกของขวัญให้พวกท่าน เราต้องรู้จักท่านดีว่าชอบและไม่ชอบอะไร ลูกหลายๆคนจึงมักจะให้ท่านด้วยของขวัญทำเอง โดยเฉพาะเด็กๆที่มักจะถูกปลูกฝังให้มีการทำการ์ดเองเพื่อเป็นของขวัญ diy จากทางโรงเรียน ก็มักจะสรรสร้างไอเดีย แม้จะวาดเองเขียนเอง แต่นั่นก็เป็นของขวัญที่สวยและล้ำค่าสำหรับพ่อและแม่ที่สุด แต่สำหรับลูกวัยโตทำงานแล้วอย่างเราๆบางคนอาจจะเขิลหากต้องมานั่งทำอะไรแบบนั้น หรือรู้สึกว่าไม่ถนัด การเลือกหาซื้อของขวัญให้พวกท่านดูน่าจะตอบโจทย์ได้ดีกว่า แต่จะให้ของขวัญอะไรดีล่ะ ปีก่อนๆก็ให้สิ่งที่ท่านต้องการไปครบแล้ว ลองหาไอเดียใหม่ๆกันสักหน่อย 

สำหรับท่านที่มองหาของขวัญให้พ่อ ลองดูกิจกรรมที่ท่านโปรดปรานหรือให้ความสนใจพิเศษช่วงนี้เป็นอะไร เกี่ยวกับต้นไม้ ร้องเพลง เล่นกอล์ฟ ฯลฯ 

สำหรับของขวัญให้แม่ ที่ต้องการให้ท่านถูกใจและได้ใช้งานจริง ก็ต้องดูกิจกรรมโปรดที่หรือที่ท่านสนใจพิเศษช่วงนี้ แล้วก็เลือกซื้อให้เข้ากับกิจกรรมโปรดของท่าน ถ้าชอบเข้าครัวพิเศษ ก็อาจดูชุดเครื่องครัว หรือชุด skin care หากท่านดูแลตัวเองอยู่เสมอ ฯลฯ 

แต่ถ้าท่านไม่มีกิจกรรมพิเศษ หรืออาจซื้อให้ครบหมดแล้ว ก็ยังมีของขวัญที่น่าประทับใจดังนี้

  • บัตรของขวัญ netflix เหมาะมากสำหรับพ่อแม่ที่มักจะต้องอยู่บ้าน การได้ดูหนังหรือรายการโปรด ทำให้ไม่เหงาแม้จะต้องอยู่บ้านทั้งวัน 
  • คอร์สดูแลสุขภาพ นวด สปา ให้พวกท่านได้ผ่อนคลายจากคอร์สดูแลสุขภาพ การได้นวดแผนไทย ทำสปา ดูแลผิวเต็มรูปแบบ เพื่อลดการปวดเมื่อย หรือเหนื่อยล้าจากกิจกรรมต่างๆ 
  • มื้ออาหารสุดหรู อาจเป็นการจองโต๊ะร้านอาหารหรูให้พวกท่านได้ไปกันสองคน หรืออาจไปทานด้วยกันพร้อมหน้า เป็นมื้อหรูที่อาจไม่ได้ทานกันบ่อยๆ เพื่อให้รู้สึกเป็นมื้อพิเศษ 
  • บัตรกำนัลของขวัญ Gift voucher เพื่อให้ท่านได้ไปช้อปปิ้งและเลือกของที่ต้องการด้วยตัวเอง 
  • บัตรคอนเสิร์ต ของศิลปินสุดโปรด หรือบัตรดูหนังที่พวกท่านชื่นชอบ โดยเลือกเป็นที่นั่งพิเศษสุด 
  • แพ็กเก็จท่องเที่ยว พร้อมที่พักสุดหรู ไม่ว่าจะเป็นในประเทศหรือต่างประเทศ เป็นของขวัญให้พวกท่านได้ออกเดินทางท่องเที่ยวสองคน เพื่อรำลึกถึงช่วงเวลาสวีท ก่อนที่จะต้องเสียสละเวลามาทุ่มให้กับการเลี้ยงลูก
  • บัตรสมาชิกคลับกิจกรรมต่างๆ ที่ท่านสนใจ เพื่อให้ท่านได้ไปใช้เวลาทำกิจกรรมสุดโปรด ตามที่ท่านต้องการ ได้เพื่อนและสังคมใหม่ๆ 
  • กระเช้าของขวัญปีใหม่ ที่แนบซองใส่เงินสดหรือเช็คขึ้นเงิน เพื่อเซอร์ไพรส์เมื่อท่านแกะกระเช้าที่ดูเหมือนจะเป็นกระเช้าของขวัญธรรมดาๆ 
  • กระเช้าของขวัญเพื่อสุขภาพ ที่อาจแนบแพ็กเก็จตรวจสุขภาพฟรี หรือบัตรสมาชิกคลาสออกกำลังกายสำหรับผู้สูงอายุ 

ของขวัญให้ผู้ใหญ่ 

เมื่อจะให้ของขวัญผู้ใหญ่ ซึ่งอาจเป็นญาติหรือบุคคลที่ให้ความเคารพ ส่วนใหญ่ก็จะเลือกเป็นกระเช้าของขวัญให้ผู้ใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นกระเช้าผลไม้ หรือกระเช้าเพื่อสุขภาพ และกระเช้าของขวัญสำหรับผู้ใหญ่ยอดฮิตแถมยังหาซื้อได้ง่าย ก็จะมีกระเช้ารังนกแบรนด์ กระเช้าของขวัญโครงการหลวง กระเช้าของขวัญแบรนด์ซุปไก่ กระเช้าน้ำผลไม้ต่างๆ แต่เรามีตัวอย่างของขวัญสำหรับผู้ใหญ่ให้เก๋กว่าเดิม 

  • ญาติผู้ใหญ่ที่มีความใกล้ชิดสนิทสนม : แพ็กเก็จตรวจสุขภาพ เครื่องนวดเท้า ชุดถ้วยชามลายไทย ทริปท่องเที่ยว มื้ออาหารสุดหรู ผลิตภัณฑ์ผ้าไทย ผ้าพันคอสวยๆ แว่นตากันแดดสวยๆ กระเป๋าเดินทางน้ำหนักเบา ชุดชาสวยๆ แก้วใส่ไวน์สวยๆ ไวน์ดีๆสักขวด นาฬิกาตรวจการเต้นหัวใจ ครีมบำรุง Anti aging แบรนด์เคาน์เตอร์ ต้นไม้มงคล น้ำหอม เซ็ตพระมงคลประจำเมือง 
  • ของขวัญผู้ใหญ่ที่ให้ความเคารพแต่ไม่ได้สนิทกันมาก : เซ็ตชุดเครื่องแก้ว เซ็ตจานชาม เซ็ตอุปกรณ์อาบน้ำพกพา ชุดชงชา เซ็ตชุดเครื่องหอมเทียนหอม  กระเป๋าจัดระเบียบสำหรับเดินทาง ต้นไม้มงคล 
  • ของขวัญให้เจ้านายระดับผู้ใหญ่ หรือลูกค้าที่อาวุโส : ชุดแก้วไวน์ ไวน์รสเยี่ยม เซ็ตสมุดโน๊ต+ปากกา อุปกรณ์การพรีเซนต์งานขนาดพกพา กระเป๋าหนัง เซ็ตน้ำหอมพรีเมี่ยม เซ็ตโกนหนวดพกพา หมอนรองคอดีๆ (หากเจ้านายหรือลูกค้าที่ต้องเดินทางบ่อยๆ) หมอนรองเอวสำหรับรถยนต์  

ของขวัญให้แฟน 

การเลือกของขวัญปีใหม่หรือของขวัญคริสต์มาสให้แฟนผู้หญิง ก็อาจต้องเลือกกล่องของขวัญคริสต์มาสที่แปลกๆเก๋ๆสักหน่อย เพื่อจะได้ไม่ซ้ำและจำเจ หากทำเองได้ก็ยิ่งสร้างคุณค่าทางใจ ไม่ว่าจะทำเป็นการ์ดปีใหม่ 

  • ทำของขวัญปีใหม่ DIY 
  • แก้วสกรีนรูปคู่ เสื้อสกรีนรูปคู่ 
  • สร้อยคู่ แหวนคู่ จี้สลักชื่อคู่ 
  • เครื่องสำอางเคาน์เตอร์แบรนด์ 
  • น้ำหอมกลิ่นโปรด 
  • มื้ออาหารสุดหรู 
  • Scrapbook รวมเรื่องราวของทั้งคู่ หากคุณแฟนได้ รับรองว่าระทวยกับความใส่ใจและโรแมนติกแน่ๆ 

หรือการซื้อของขวัญให้ในสิ่งที่คุณแฟนต้องการ โดยอาจมีการโยนหินถามทาง การสังเกตว่าแฟนชอบไปหยุดดูสินค้าใด หรือแฟนชอบเข้าไปกดไลค์อะไรเป็นพิเศษในออนไลน์ เมื่อคุณแฟนได้รับของขวัญชิ้นนั้น ก็จะประทับใจสุดๆ ว่าคุณรู้ได้อย่างไร ช่างรู้ใจและคอยเอาใจใส่เสียเหลือเกิน   

ส่วนการเลือกของขวัญให้แฟนผู้ชาย ก็เลือกให้ตามที่แฟนชอบหรือต้องการไปเลย หรือไม่ก็อาจแหวกแนวเพื่อให้ได้เป็นการจดจำในเมมโมรี่ อย่างเช่น 

  • นาฬิกาคู่ที่สั่งทำพิเศษ 
  • บ็อกเซอร์แบรนด์เนม 
  • เติมเงินสตีมเกมส์หรือซื้ออุปกรณ์ในเกมส์(หากแฟนเป็นเกมส์เมอร์หรือชอบเล่นเกมส์) 
  • ตั๋วทริปการเดินทางแบบแอดเวนเจอร์ 
  • แหวนทอง พร้อมสลักชื่อ
  • ตั๋วคอนเสิร์ตศิลปินคนโปรด 
  • ตั๋วเข้าชมกีฬาสุดโปรด 
  • กล่องคูปองตามใจ (เป็นคูปองที่แฟนหยิบใบไหนได้ก็ service ตามในคูปองที่แฟนหยิบได้ เช่น คูปองนวดหลังให้ คูปองสระผมให้ คูปองจ่ายค่าตั๋วหนัง ฯลฯ) เป็นของขวัญปีใหม่ให้แฟนที่ทำได้ง่ายและประหยัดด้วย 

ของขวัญปีใหม่ให้เพื่อน

ของขวัญให้เพื่อนจะค่อนข้างมีตัวเลือกหลากหลาย และหาซื้อได้ง่าย เพียงแต่รู้ว่าเพื่อนชอบอะไรเป็นพิเศษก็จะยิ่งง่าย แยกประเภทเพื่อนก่อน ว่าแนวไหนสายไหน 

  • เพื่อนสายกิน : สารพัดช็อกโกแลตช่อโตแทนช่อดอกไม้ กล่องไม้ที่เต็มไปด้วยสารพัดขนมสุดโปรดของเพื่อน คูปองบุฟเฟ่ต์ร้านโปรด 
  • เพื่อนสายเฮลตี้ : อาหารเสริม เมมเบอร์ฟิตเนส คอร์สฟิตเนส ผ้าซับเหงื่อ ถุงเท้าระบายอากาศ กระเป๋าใส่อุปกรณ์กีฬา  
  • เพื่อนสายเกมส์ : โมเดลเกมส์สุดโปรด คอสเพลย์เกมส์ 

ของขวัญปีใหม่ให้เพื่อนร่วมงาน

จะต่างจากการเลือกของขวัญให้เพื่อน เพราะเพื่อนร่วมงานที่อาจไม่ได้สนิทเหมือนเพื่อนที่เราคบหาปกติ อาจให้ของขวัญวันปีใหม่ด้วยมารยาทหรือธรรมเนียม ก็อาจเลือกที่ดูเป็นกลางๆหน่อย ไม่จำเป็นต้องเป็นของแพง ยิ่งทำงานองค์กรณ์ใหญ่ๆ อาจมีพนักงานเยอะ อาจลำบากตัวเองเกินไปหากต้องซื้อของแพงๆให้เพื่อนร่วมงานทุกคน ซึ่งของขวัญอาจเป็นของเล็กๆน้อยๆเพื่อแสดงน้ำใจ หรือของที่สามารถใช้ในการทำงานได้ เช่น ปากกา สมุดโน๊ต หมอนรองเอว เครื่องตกแต่งไว้บนโต๊ะทำงาน ลิ้นชักเก็บของกระจุกกระจิกสำหรับวางไว้บนโต๊ะ ต้นไม้ฟอกอากาศกระถางเล็กๆ แก้วน้ำเก็บอุณหภูมิ แผ่นรองเม้าส์ 

 ของขวัญจับฉลากปีใหม่

ช่วงเทศกาลทุกปีก็จะต้องมีจับฉลากของขวัญ หรือ แลกของขวัญปีใหม่ เป็นที่สนุกสนานและสร้างความตื่นเต้นให้ได้ลุ้นว่าจะจับได้อะไรและของใครคนไหนกันนะ ซึ่งการจับของขวัญปีใหม่ไม่ได้จำกัดวัยและสถานที่ เป็นกิจกรรมที่จัดขึ้นได้ทั้งวัยเรียนและวัยทำงาน บางแห่งก็จะมีของขวัญแจกปีใหม่ หรือจับฉลากปีใหม่โดยกำหนดราคาขึ้นมาเพื่อให้เท่าเทียมกัน แต่ราคาของขวัญจะมากน้อยก็ขึ้นอยู่กับการตกลงของกลุ่ม ส่วนใหญ่จะตั้งงบของขวัญจับฉลาก 100 บาท 200 บาท 300 บาท หรือ ของขวัญจับฉลาก 500 บาท โดยไม่ได้กำหนดกล่องของขวัญ แต่ของที่จับจะต้องมีมูลค่าเท่ากับหรือมากกว่างบที่ตั้งไว้ พยายามอย่าเมคราคา ทั้งที่ราคาไม่ถึง เพราะผู้ที่ได้จะเสียความรู้สึกมากๆ เรามีตัวอย่างของขวัญจับฉลากปีใหม่ที่คนไม่อยากได้ที่สุด จะได้รู้และเลี่ยงกันดีกว่า

ของขวัญจับฉลากที่คนไม่อยากได้ที่สุด 

1.คุ้กกี้หรือขนมต่างๆ เป็นอะไรที่มักจะนำไปจับของขวัญกันตั้งแต่สมัยเรียน เคยจับกันได้บ้างไหม? แล้วรู้สึกอย่างไรบ้าง? คนที่จะจับได้ของคุณก็คงรู้สึกเช่นเดียวกัน เพราะคุกกี้เป็นที่นิยมในการให้เป็นของขวัญแจกปีใหม่ หรือแม้แต่เป็นของขวัญวันคริสต์มาส ได้แจกมาแล้วหลายกล่อง แล้วยังมาจับฉลากได้อีก และหลายๆคนก็ไม่ได้ชอบกินขนมที่จับได้ อยากกินอะไร ซื้อเองดีกว่า ดังนั้นคุ้กกี้และขนมทุกชนิดเรียกได้ว่าเป็นของกินที่ไม่ควรนำมาจับฉลากที่สุด

2.ตุ๊กตา หากเป็นเด็กเล็กๆ จับได้สิ่งนี้อาจจะดีใจ แต่ถ้าเลยวัยประถมมาแล้ว ก็คงไม่มีใครอยากจะจับได้ตุ๊กตา เพราะคงไม่มีใครมานั่งเล่นตุ๊กตา มันจึงเป็นของที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ในชีวิตจริง นอกจากว่าคนๆนั้นจะเป็นคนชอบตุ๊กตามากๆ หรือเป็นนักสะสม แต่ขึ้นชื่อว่าเป็นของจับฉลาก ที่มีการสุ่มและไม่มีความแน่นอน หาอะไรที่เป็นของใช้ประโยชน์ได้และเหมาะสมกับวัยจะดีกว่า  

3.ชุดถ้วยชาม เซ็ตแก้วครบชุด อีกรายการที่คนชอบนำมาจับฉลากของขวัญ นึกอะไรไม่ออก ก็ชุดแก้วกาแฟ ชุดจานชาม แม้ว่าจะเป็นของใช้ได้จริง แต่ของเหล่านี้ก็เป็นอีกสิ่งที่มักจะมีคนมอบให้เป็นของขวัญ อาจได้มาเยอะแล้ว ทั้งในกล่องของขวัญวันคริสต์มาส ของขวัญขึ้นบ้านใหม่ บลาๆๆ อาจมีเยอะจนยังเก็บไว้ในตู้ ที่ไม่ได้ถูกนำออกมาใช้ เพราะฉะนั้น หากคิดจะนำชุดถ้วยชาม หรือแก้วกาแฟเป็นของจับฉลาก ก็…พักก่อน

4.ผ้าขนหนู / ผ้าเช็ดตัว ของแจกปีใหม่ ของแจกชำร่วยทุกเทศกาล ที่ได้มาทุกงานๆ ยังไม่ได้ใช้ เก็บจนหนูแทะ ราขึ้นอยู่หลายผืน ของบางอย่างได้ใช้ประโยชน์แน่ๆ แต่ถ้าได้เป็นของแจกของชำร่วยทุกกิจกรรม ก็คงไม่มีใครอยากได้และหมดสนุกกับการจับฉลากไปเลย ผ้าขนหนูจึงควรนำไปมอบให้ได้ แต่ไม่ควรนำมาจับฉลากของขวัญ

5.ของใช้ส่วนตัว ของใช้ส่วนตัว เช่น เซ็ตสบู่ สกินแคร์ น้ำหอม แปรงสีฟัน โฟมล้างหน้า ฯลฯ เพราะสิ่งเหล่านี้ คนชอบใช้ต่างกัน คนที่จับได้อาจไม่ได้ชอบในแบรนด์ หรือกลิ่นในของเหล่านั้น แม้ว่าจะเป็นของเคาน์เตอร์แบรนด์ก็ตาม และของใช้ส่วนตัวเหล่านี้ ใครชอบแบบไหนซื้อใช้เองดีกว่า ของใช้ส่วนตัวต่างๆ จึงเป็นอีกรายการที่ไม่ควรนำมาจับฉลากเช่นกัน 

6.เครื่องใช้ไฟฟ้าราคาถูก เป็นของใช้ประโยชน์ได้จริง แต่ถ้าเป็นเครื่องราคาถูกเกินเบอร์ ใช้ไปไม่กี่ครั้ง อาจชำรุดหรือพัง ต้องมาเสียเวลาซ่อม หากโชคร้ายเกิดไฟฟ้าลัดวงจร ความเสียหายที่เกิดขึ้น…นึกออกไหม? เพราะฉะนั้นเปลี่ยนเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าดีๆไปเลยดีกว่า ดีต่อทั้งผู้ซื้อและผู้ที่จับฉลากได้ 

7.ของที่ราคาต่ำกว่ากำหนด แต่เมคว่าอยู่ในเกณฑ์ คิดดูว่า ถ้าคุณไม่ได้มีทุนมากมาย แต่ต้องทำตามเงื่อนไข ยอมจ่ายเพื่อให้ตรงตามราคาที่กำหนด ใช้เวลาคิดและตามหาเพื่อจะหาของที่ดีที่สุด แต่เมื่อคุณจับฉลากได้ของคนอื่นที่คุณเห็นแล้วก็รู้ว่า ราคาต่ำกว่าเกณฑ์ … มันไม่แฟร์เลยใช่ไหม? เชื่อว่าเข้าใจความรู้สึกนี้กันทุกคน 

8.สมุดโน๊ต อืมม ขอเถอะ พอก่อนนน ที่ได้แจกมาทุกปีๆ ยังเขียนไม่ทันเลย แม้ว่าจะต้องใช้ในการเรียนการทำงานก็เถอะนะ เอาง่ายๆ ถ้าคุณจับได้เป็นสมุดโน๊ต…ชอบไหม? ใจเขาใจเราเนอะ 

9.ระบุเพศ ของขวัญที่เหมาะกับเพศเฉพาะ เช่น ลิปสติก กระโปรง รองเท้าส้นสูง ชุดโกนหนวด ฯลฯ ถ้าคุณเป็นผู้ชายแล้วจับฉลากได้เป็นรองเท้าส้นสูง คุณก็คงไม่ได้ใช้ นอกจากว่าจะมีแฟนและใส่ไซส์นั้นพอดี แต่จะมีสักกี่คนที่จะเป็นเช่นนั้น และถ้าเป็นไปได้ เมื่อจับฉลากแล้วได้ใช้เองจะดีกว่าหรือเปล่า? หรือจับได้สีชมพูจ๋าา ทั้งที่คุณเป็นผู้ชายแมนๆ กล้ามโต เพราะฉะนั้น ของที่นำไปจับฉลาก ควรเป็น unisex กลางๆ สีกลางๆ ที่ใช้ได้ทุกเพศดีกว่าเนอะ

ทั้ง 9 ประเภทของขวัญจับฉลากปีใหม่ที่คนไม่อยากได้ที่สุด ที่เราได้ยกตัวอย่างมา เพื่อเป็นไกด์ไลน์ว่าควรจะเลี่ยง จะได้ไม่ต้องนำมาเป็นลิสในการเลือกซื้อ คนจับฉลากได้ของคุณจะได้ไม่นอยด์เมื่อแกะของขวัญ ส่วนอะไรที่ควรซื้ออะไรที่ควรเลี่ยง ง่ายๆเลย คือยึดหลักใจเขาใจเรา ลองนึกว่าถ้าเป็นคุณแกะห่อของขวัญออกมา สิ่งที่คุณไม่อยากได้ สิ่งที่คุณอยากได้ สิ่งที่คุณพอโอเคหรือจะไม่เฟลมาก น่าจะเป็นอะไร เท่านี้ก็น่าจะสโคปลงมาให้คุณได้ และไม่ต้องปวดหัวว่าจะซื้อของขวัญจับฉลากอะไรดี 

สำหรับการให้ของขวัญ อย่าได้คาดหวังว่าคนรับจะต้องดีใจหรือแสดงความตื่นเต้นที่ได้ เพราะการคาดหวังอาจทำให้ผิดหวัง และไม่ว่าของขวัญจะถูกใจผู้รับมากน้อยเพียงไหนก็ตาม ของขวัญที่มาจากความใส่ใจ การสังเกต นั่นคือมาจากใจ และย่อมเป็นของขวัญที่ดีที่สุดเสมอ … ขอให้สุขภาพดี ชีวิตแจ่มใส มีรอยยิ้มในทุกวัน เป็นของขวัญปีใหม่กับทุกคน