“แตงกวา” พืชผักสวนครัวที่เป็นได้ทั้งอาหารและบำรุงด้านความงาม เราทุกคนคุ้นเคยกับแตงกวา ผักที่สามารถนำมากินแกล้มและทำกับข้าวได้หลากหลายเมนู ทั้งแกงจืดยัดไส้ แตงกวาผัดไข่ ใส่ในสลัด เคียงข้าวมันไก่ ข้าวผัด ลาบ จิ้มน้ำพริก หรือจัดวางบนจานเสต็กสุดหรู ด้วยแตงกวามีรสหวาน กรอบ ฉ่ำน้ำ มีให้กินทุกฤดูกาล แตงกวาจึงเป็นพืชเศรษฐกิจที่ขายดีในหลายๆประเทศ รวมถึงประเทศไทย 

 

คุณประโยชน์ของแตงกวา 

ถึงแม้ว่าในแตงกวาจะมีน้ำเป็นส่วนมาก แต่ก็มีสารอาหารในแตงกวาอื่นๆรวมอยู่ด้วย วิตามินเอ วิตามินซี วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 เบต้าแคโรทีน แคลเซียม ฟอสฟอรัส แมกนีเซียม กรดอะมิโน และเอนไซม์อีเลพซิน (Eresin) ซึ่งจะช่วยย่อยโปรตีน ขจัดเซลล์ผิวหนังที่ตายให้หลุดออก และผลัดเซลล์ผิวใหม่ขึ้นแทนที่ อีกทั้งยังช่วยต้านอนุมูลอิสระ ตัวการของผิวแก่และเหี่ยวย่น นอกจากนี้แตงกวามีเส้นใยอาหารที่ดีต่อระบบขับถ่าย มีเมธิโอนิน (Methionin) และ สารซิสติน (Cystin) ช่วยให้ผิวหนังมีความยืดหยุ่น และเปลือกแตงกวายังมีสารซิลิคอนและคลอโรฟิลล์ ที่ช่วยให้ป้องกันสิว ให้ผิวกระจ่างใส และชุ่มชื้น อีกทั้งแตงกวายังมีส่วนประกอบของคาเฟอิคและกรดแอสคอบิค ที่ช่วยลดอาการบวมใต้ดวงตา และป้องกันอาการบวมน้ำ 

สรรพคุณแตงกวากับผิว

แตงกวา นอกจากจะเป็นอาหารแล้ว ยังถูกนำมาใช้ด้านอื่นๆ โดยเฉพาะความสวยความงาม ด้วยสรรพคุณของแตงกวาที่มีผลต่อสภาพผิว จากสารอาหารธรรมชาติที่ประกอบอยู่ในแต่งกวานั่นเอง ทำให้ผู้ประกอบการ และบริษัทเครื่องสำอางทั่วโลก นำสารสกัดจากแตงกวาเป็นส่วนประกอบในเครื่องประทินผิวและเครื่องสำอางต่างๆ เช่น เจลล้างหน้า สบู่ล้างหน้า ครีมกันแดด ครีมลดริ้วรอย ครีมรักษาผิว ครีมลดรอยจุดด่างดำ เพื่อป้องกันผิวแห้งกร้าน สมานผิว ลดริ้วรอย และช่วยเรื่องผิวกระจ่างใส ไร้สิว อย่งเป็นธรรมชาติ รวมไปถึงการแก้รอยใต้ตา และบำรุงเส้นผม โดยสารสกัดเข้มข้นที่ใช้ผสมในเครื่องสำอางเหล่านี้ จะอยู่ที่ 1-10% 

 

ประโยชน์ของแตงกวากับผิว

สรรพคุณแตงกวากับผิวหน้าและผิวกายมีอะไรบ้าง ทำไมถึงได้ฮอตฮิตในหมู่เครื่องสำอางและประทินผิว เรามาแยกกันดูแต่ละส่วนกันเลยดีกว่า 

 

ลดอาการตาบวม ถุงใต้ตา และรอยคล้ำใต้ตา 

แตงกวามีสารฟราโวนอย (Flavonoids) และสารต้านอนุมูลอิสระอื่นๆ มีสรรพคุณช่วยลดอาการบวม ผิวระคายเคือง ผิวแพ้แดง ได้ดี และด้วยแตงกวาเป็นสมุนไพรฤทธิ์เย็น จึงนิยมนำมาฝานเป็นแผ่นบางๆ แล้วแปะไว้บนดวงตา เพื่อให้เส้นเลือดหดตัวลง ช่วยลดอาการตาบวมและรอยคล้ำใต้ตา 

 

แตงกวาช่วยให้ผิวชุ่มชื่น เนียนนุ่ม

เพราะแตงกวามีน้ำเป็นส่วนใหญ่ และมีเอนไซม์อีเร็ปซิน (erepsin) ช่วยผลัดเซลล์ผิวหนังที่ตายแล้วออกไป และเผยผิวใหม่แทนที่ ทำให้ผิวที่เคยหยาบกร้าน แลดูเรียบเนียนขึ้น โดยเฉพาะคนที่มีผิวแห้งกร้าน หรือช่วงหน้าหนาว ความชื้นในบรรยากาศต่ำ ทำให้ผิวเราแห้งกว่าปกติ เนื่องมาจากการถูกดึงน้ำออกไปจากผิว การพอกหน้าด้วยแตงกวา หรือใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของแตงกวา แล้วล้างออก จากนั้นบำรุงผิวด้วยน้ำมันธรรมชาติ เช่น น้ำมันมะพร้าว น้ำมันงา หรือน้ำมันมะกอก ผิวก็จะนุ่มนวล ชุ่มชื้น สดใส และอ่อนเยาว์ เพราะหลังจากการผลัดเซลล์ผิว วิตามิน แร่ธาตุ อะมิโน แอซิด จะช่วยรักษาและคืนความชุ่มชื้นตามธรรมชาติให้กับผิวหน้านั่นเอง 

 

บรรเทาอาการผิวไหม้แดด ระคายเคือง ผิวบวมอักเสบ 

ผิวหน้าอักเสบ บวมแดง หรือมีรอยไหม้ เพราะถูกแดดแผดเผา อาจนำไปสู่รอยด่างดำ และกระฝ้า สามารถบรรเทาด้วยการรีบนำน้ำแตงกวา (ยิ่งแช่เย็นยิ่งดี) มาพอกหน้า และบริเวณผิวไหม้แดด พอกทิ้งไว้ประมาณ 10 -15 นาที แล้วเช็ดออก หรือหั่นแตงกวาบางๆ แล้วประคบ ถ้าไม่สะดวกในการใช้แตงกวาสด อาจใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมแตงกวาทาทิ้งไว้ ให้วิตามินเอ วิตามินซี ซัลเฟต และโพแทสเซียม รวมไปถึงคุณสมบัติความเป็นฤทธิ์เย็นของแตงกวา ช่วยบรรเทาอาการผิวไหม้แดด ฟื้นฟู และเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิว

 

ลดรอยเหี่ยวย่น ผิวอ่อนเยาว์

ผิวเหี่ยวย่นเกิดได้จากหลายปัจจัย ซึ่งการขาดน้ำก็มีส่วนเช่นกัน เพราะผิวขาดความยืดหยุ่น ส่งผลต่อเซลล์ผิวให้เกิดริ้วรอยได้ง่าย อย่างที่รู้กันแล้วว่าแตงกวาอุดมไปด้วยน้ำ วิตามินซี แร่ธาตุ ที่มีคุณสมบัติต่อต้านอนุมูลอิสระ บำรุงผิวให้ชุ่มชื้น เซลล์ผิวยืดหยุ่น ไม่เกิดริ้วรอยก่อนวัย นอกจากนี้แตงกวายังมีวิตามินเค ที่มีบทบาทด้านการชะลอความชราของเซลล์ในร่างกาย ที่ไม่ค่อยได้พบในพืชอื่นๆ ทำให้แตงกวามีคุณสมบัติด้าน Anti-hyaluronidase และ Anti-elastase โดดเด่นกว่าสมุนไพรตัวอื่น

 

ผิวกระชับ อ่อนกว่าวัย 

หากต้องการให้ผิวเต่งตึง ผิวกระชับ ดูอ่อนเยาว์ สามารถบำรุงผิวได้ด้วยตนเอง จากการพอกหน้าด้วยแตงกวาผสมโยเกิร์ต หรือจะใส่ไข่ขาวลงไปด้วยก็ได้ แต่ถ้าบางคนไม่ชอบ เพียงแค่แตงกวากับโยเกิร์ต ก็เพียงพอต่อสูตรกระชับผิว ทาและพอกทิ้งไว้ประมาณ 10 – 15 นาที แล้วล้างออก หรืออาจใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของแตงกวาและโยเกิร์ต เพื่อช่วยเรื่องลดเลือนริ้วรอย ผิวกระชับ ดูอ่อนวัย ก็ได้เช่นกัน 

ลดสิว รักษาสิว ป้องกันสิว 

แตงกวามีฤทธิ์ฝาดสมาน ช่วยกระชับรูขุมขน ช่วยฆ่าเชื้ออ่อนๆ และขับของเสียออกจากร่างกาย จึงมีการกินแตงกวาเพื่อทำความสะอาดร่างกายภายในมาตั้งแต่โบราณ และนำแตงกวามาใช้ทำความสะอาดกับผิวภายนอก เพื่อให้เอนไซม์และวิตามินต่างๆในแตงกวา ชะล้างสิ่งสกปรกบนผิวหนัง และขจัดผิวหนังที่หยาบกร้านให้หลุดออก ลดความมันบนใบหน้า ทำให้ลดการเกิดสิว สิวเสี้ยน และสิวหัวดำ ทำให้ใบหน้ากระจ่างใสขึ้น ดูอ่อนเยาว์ และยังช่วยบำรุงเซลล์ผิวให้แข็งแรงอีกด้วย 

 

บำรุงผมและเล็บ

ประโยชน์ของแตงกวาไม่ได้มีดีเพียงแค่สำหรับผิวเท่านั้น แต่แตงกวามี “ซิลิกา” และ “กำมะถัน” ซึ่งเป็นสารสำคัญในการบำรุงดูแลเส้นผมและเล็บให้เงางาม มีความแข็งแรงอีกด้วย  

 

สูตรทรีตเมนต์แตงกวาบำรุงผิว

มีทรีตเมนต์แตงกวา สูตรหน้าขาว  สูตรหน้าใส และ สูตรป้องกันสิว ที่สามารถทำเองได้ง่ายมาฝากสาวๆ ให้ลองไปทำกันดู แล้วจะพบว่า ผิวกระจ่างใสขึ้นจนใครเห็นก็ต้องทัก

 

สูตรหน้าขาวด้วยแตงกวา

น้ำคั้นแตงกวาและนมสดปริมาณเท่าๆกัน และน้ำลอยกลีบกุหลาบ ผสมเข้าด้วยกัน แล้วนำมาพอกหน้าทิ้งไว้ประมาณ 10 – 20 นาที จากนั้นเช็ดทำความสะอาด หรือล้างหน้าด้วยน้ำสะอาด สูตรนี้จะช่วยให้ผิวหน้าและดูขาวและนุ่มขึ้น 

 

สูตรหน้าใสด้วยแตงกวา (เหมาะกับผิวมัน) 

ผสมระหว่าง น้ำคั้นแตงกวา น้ำมะนาว และน้ำลอยกลีบกุหลาบ แล้วพอกหน้าทิ้งไว้ ประมาณ 10 – 20 นาที แล้วซับออกเบาๆ สูตรนี้จะช่วยให้ผิวหน้าดูกระจ่างใส 

สูตรป้องกันสิว สิวเสี้ยน และสิวหัวดำ ด้วยแตงกวา 

ขูดเนื้อแตงกวาให้เป็นฝอย แล้วนำมาพอกให้ทั่วบริเวณใบหน้าและลำคอ พอกทิ้งไว้ประมาณ 10 -20 นาที หมั่นทำบ่อยๆ ก็จะช่วยป้องกันการเกิดสิวได้ แต่ถ้ารู้สึกว่ายุ่งยาก หรือไม่สะดวก ก็ลองหาซื้อผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของแตงกวามาใช้เป็นประจำ ก็จะได้ผลลัพท์ในเรื่องของการป้องกันและรักษาสิวได้ดีเช่นกัน

 

จะเห็นได้ว่าถึงแม้ว่าแตงกวาผิวขรุขระ แต่สรรพคุณแตงกวากับผิวนั้น กลับช่วยให้ผิวเรียบเนียน หน้าใส ไร้สิว อย่างไม่น่าเชื่อ กินก็อร่อย ประโยชน์แตงกวา ผิวหน้า ผิวกาย ผม เล็บ ยังเลิศไปอีก ต้องไปตลาดหาซื้อแตงกวาสด และผลิตภัณฑ์ที่มีแตงกวาเป็นส่วนประกอบมาติดบ้านไว้บ้างแล้วล่ะ – แตงกวาสดไว้กิน ผลิตภัณฑ์แตงกวาไว้ใช้ ก็ดีน๊าา 

เพียงแค่เอ่ยว่า “อาหารใต้” ทุกคนย่อมนึกถึงความเผ็ดซี๊ด เครื่องเคราแกงมาเต็ม ใครไม่ไหวอยากใส่เกียร์ถอย แต่ด้วยรสชาติที่อร่อยถึงใจ ทำให้ใครหลายคนสั่นสู้ แม้จะกินไปสูดปากไป แต่ก็ไม่ใช่ว่าอาหารใต้จะมีแต่ของแรงของเผ็ด เพราะมีอาหารใต้อีกหลายเมนูที่เป็นขวัญใจหลายๆคน ไม่ว่าจะเป็น เมนูใบเหลียงผัดไข่ สะตอผัดกะปิ หมูหวาน แกงเหลือง คั่วกลิ้ง ขนมจีนน้ำยาใต้ และอีกมากมาย ที่ทั้งอร่อยและจัดจ้านถูกอกถูกใจคนไทยแทบทุกภาค เราได้รวบรวมสูตรอาหารใต้ ที่ทำกินเองได้ที่บ้าน หรือจะนำไปทำขายสร้างอาชีพ ไม่แนนะ..คุณอาจรวยเพราะแกงใต้ก็ได้

1.กุ้งผัดสะตอพริกแกงใต้

สะตอผัดพริกแกงใต้ เมนูยอดฮิต เผ็ดจัดจ้าน เข้มถึงใจ กุ้งผัดสะตอ ได้กินกับข้าวสวยร้อนๆ จานเดียวอาจไม่พอ ไปดูสูตรพริกแกงเผ็ดใต้กันเลย

 

วัตถุดิบ

-สะตอแกะผ่าครึ่ง 100 กรัม 

-กุ้งสดล้างสะเด็ดน้ำ  200 กรัม 

-พริกชีฟ้าสีแดงหั่นแฉลบ 1 เม็ด (มีหรือไม่มีก็ได้) 

-น้ำตาลปี๊บ 1 ช้อนโต๊ะ

-น้ำปลา 1 ช้อนโต๊ะ

-น้ำมัน 2 ช้อนโต๊ะ

 

ส่วนผสมพริกแกงใต้

-พริกแห้ง 40 กรัม 

-ตะไคร้ 40 กัม 

-หอมแดง 40 กรัม 

-กระเทียม 30 กรัม 

-ขมิ้น 20 กรัม 

-ข่า 10 กรัม 

-ผิวมะกรูด 3 กรัม 

-พริกไทย 15 เม็ด 

-เกลือ 5 กรัม 

-กะปิ 20 กรัม 

 

วิธีทำเครื่องแกงพริกใต้ 

1.นำตะไคร้ ขมิ้น ข่า หอมแดง ซอยเป็นแผ่นเล็กๆ 

2.โขลกพริกแห้งให้ละเอียด จากนั้นใส่พริกไทยเม็ด เกลือป่น แล้วโขลกให้เข้ากันจะละเอียด 

3.ใส่ผิวมะกรูด ข่า ตะไคร้ โขลกให้ละเอียด 

4.ใส่ขมิ้น กระเทียม โขลกให้ละเอียด 

5.ใส่หอมแดง โขลกให้ละเอียด 

6.ใส่กะปิ แล้วโขลกและคลุกให้เครื่องแกงเข้าเป็นเนื้อเดียวกัน 

 

วิธีทำกุ้งผัดสะตอพริกแกงใต้ 

1.ตั้งกระทะ ใส่น้ำมัน แล้วนำกุ้งลงไปผัดให้สุก

2.ใส่เครื่องแกงไปผัดให้สุก และเคล้ากันจนได้กลิ่นหอมเครื่องแกง 

3.ปรุงรสด้วยน้ำปลาและน้ำตาลปี๊บ เติมน้ำลงไปเล็กน้อย 

4.ผัดต่อจนสะตอสุก ตักใส่จาน แต่งหน้าด้วยพริกชี้ฟ้าที่เตรียมไว้ พร้อมเสิร์ฟ 

 

*การผัดสะตอ ผัดให้พอสะตอสะดุ้งความร้อนเท่านั้น เพื่อจะได้สะตอที่กรอบและอร่อย หากผัดนานเกินไป จะทำให้สะตอนิ่มเกินไป แต่ถ้าใครชอบทานสะตอแบบนิ่มๆ ก็สามารถผัดให้นานขึ้น 

2.แกงส้มใต้ 

“แกงส้ม” เป็นแกงรสเปรี้ยวที่มีทั้งในภาคใต้และภาคกลาง แต่เครื่องแกงส้มใต้ส่วนผสมจะใช้ขมิ้น ส่วนใหญ่จะใส่ปลาหรือกุ้ง แต่ที่เรานำมาฝาก จะเป็นสูตรแกงส้มใต้กุ้งสดใส่หน่อไม้ แต่ถ้าใครไม่ชอบหน่อไม้ อาจใส่มะละกอ ยอดมะพร้าวอ่อน และหากใครแพ้กุ้ง ก็เปลี่ยนเป็นเนื้อปลาแทนกุ้ง และสูตรพริกแกงส้มใต้นี้จะใช้พริกแห้ง และน้ำมะขามเปียก

 

วัตถุดิบ

-กุ้งสด 500 กรัม 

-หน่อไม้สดหรือหน่อไม้ดอง(ตามชอบ) ลวก 500 กรัม 

-น้ำมะขามเปียก 4 ช้อนโต๊ะ

-มะนาว 1 ลูก

 

ส่วนผสมเครื่องแกงส้มใต้

-พริกแห้ง 15-20 เม็ด (ตามความชอบเผ็ดน้อย-มาก)  

-ขมิ้น 30 กรัม 

-หอมแดง 7-8 หัว 

-กระเทียม 1 หัว

-กะปิ 2 ช้อนโต๊ะ

-เกลือป่น 1 ช้อนชา

 

วิธีทำแกงส้มใต้ 

1.นำพริกแห้ง ขมิ้น หอมแดง กระเทียม ไปโขลกให้ละเอียด 

2.ใส่กะปิ และ เกลือป่นลงไปโขลกและเคล้าให้เข้ากัน

3.ต้มน้ำให้เดือด แล้วตักเครื่องแกงส้มลงไปละลายน้ำ ตามด้วยน้ำมะขามเปียก 

4.เมื่อน้ำเดือดจนเครื่องแกงพลุ่ง ใส่หน่อไม้ที่เตรียมไว้ลงไปต้ม

5.เมื่อน้ำเดือดพล่านได้ที่ ให้ใส่กุ้งตามลงไป โดยไม่ต้องคน แล้วปิดฝา 

6.เมื่อกุ้งสุกดี ปิดไฟ แล้วบีบมะนาวลงไป จากนั้นคนให้เข้ารส ก่อนตักเสิร์ฟ 

3.แกงกะทิปูใบชะพลู

แกงกะทิปูใบชะพลูที่เข้มข้นถึงเครื่องแกง จะทานกับข้าวสวยร้อนๆ หรือทานกับขนมจีนก็ได้ อร่อยฟินจนวางช้อนไม่ลง 

 

วัตถุดิบ

-กรรเชียงปู หรือ เนื้อปู (ตามชอบ) 300 กรัม 

-ใบชะพลู 1 ถ้วย 

-น้ำเปล่า 250 มิลลิลิตร 

-น้ำกะทิ 500 มิลลิลิตร (สำหรับแบ่งทำหัวกะทิและหางกะทิ อย่างละ 250 มิลลิลิตร) 

-น้ำปลา 2 ช้อนโต๊ะ

-น้ำตาลปี๊บ 1 ช้อนโต๊ะ

 

สูตรพริกแกงกะทิใต้ 

-พริกแห้งแช่น้ำ 15-20 เม็ด 

-ข่าแก่หั่นแว่นบาง 1 ช้อนโต๊ะ

-ตะไคร้ซอย 5 ต้น 

-ขมิ้นสดหั่นบาง 3 ท่อน 

-กระเทียม 3 ช้อนโต๊ะ 

-หอมแดง 6 หัว 

-พริกไทยเม็ด 1 ช้อนชา 

-กะปิ 1 ช้อนชา 

-เกลือป่น  ½  ช้อนชา 

 

วิธีทำแกงกะทิปูใบชะพลู

1.โขลกพริกไทยเม็ดให้ละเอียด ตามด้วยพริกแห้ง ข่า ขมิ้น ตะไคร้ หอมแดง และเกลือ โขลกให้ละเอียด

2.ใส่กะปิตามลงไปแล้วโขลกให้เข้าจนเป็นเนื้อเดียวกัน 

3.ตั้งหม้อบนเตาแก๊สใช้ไฟปานกลาง ใส่หัวกะทิที่เตรียมไว้ลงในหม้อ ต้มให้เดือด

4.เมื่อกะทิเดือด ตักเครื่องแกงใส่ลงไป คนให้ละลาย

5.นำกะทิที่เหลือ (ส่วนที่แบ่งไว้ทำหางกะทิ) ผสมกับน้ำเปล่าให้เข้ากัน แล้วใส่ลงในหม้อ 

6.เมื่อน้ำแกงเดือดพล่าน ปรุงรสด้วยน้ำปลา น้ำตาลปี๊บ กะปิ และ เกลือป่น 

7.ใส่กรรเชียงปู (หรือเนื้อปู) ตามด้วยใบชะพลูซอยลงไป คนให้เข้ากัน 

8.เมื่อแกงเริ่มเดือดอีกครั้ง ปิดไฟ ยกลงจากเตา 

9.ตักแกงกะทิฯใส่ถ้วย แต่งหน้าด้วยการนำกะทิมาราดเล็กน้อยให้พอสวยงาม พร้อมเสิร์ฟ 

4.สูตรแกงไตปลาภาคใต้

ด้วยรสชาติอันเผ็ดร้อนถึงใจ และเอกลักษณ์ของพริกแกงไตปลาใต้ที่ไม่เหมือนใคร ทำให้เป็นอีกเมนูอาหารปักษ์ใต้ที่ติดติดใจใครหลายคนๆ เพราะกินกับข้าวสวยร้อนๆ ไม่ว่าจะเป็นสูตรแกงใตปลาแห้ง หรือไตปลาน้ำ ก็อร่อยฟิน กินจนลืมอิ่ม เพราะหรอยได้แรงอกนิ เราจึงไม่พลาดที่จะนำวิธีแกงไตปลาปักษ์ใต้มาฝาก ตั้งแต่วิธีทำพริกแกงไตปลาใต้ไปจนถึงการทำแกงไตปลา ครบทุกขั้นตอน 

 

ส่วนผสมแกงไตปลาภาคใต้

-เนื้อปลาทูย่าง 1 ถ้วย 

-ไตปลาทู ½ ถ้วย 

-น้ำเปล่า 2-3 ถ้วย 

-หน่อไม้ ½ ถ้วย 

-มะเขือเปราะ ½ ถ้วย 

-ถั่วฝักยาวหั่นท่อน ½ ถ้วย 

-น้ำมะขามเปียก ½ ถ้วย 

-ตะไคร้ 2 ต้น 

-ข่า 1 แง่ง 

-หอมแดง 2 หัว 

-ใบมะกรูดฉีก 4 ใบ 

-กะปิ ½ ช้อนโต๊ะ 

 

วัตถุดิบ

-พริกแห้ง 15-20 เม็ด 

-กระเทียม 1 หัว 

-หอมแดง 2 หัว 

-พริกไทยขาว 1 ช้อนโต๊ะ

-พริกไทยดำ 1 ช้อนโต๊ะ 

-ตะไคร้สับ 1 ต้น 

-ขมิัน 1 แง่ง 

-ผิวมะกรูด 1 ลูก 

 

วิธีทำพริกแกงไตปลา

1.ตำพริกแห้งให้ละเอียด ใส่ตะไคร้สับ ขมิ้น และผิวมะกรูดตามลงไป แล้วโขลกให้ละเอียด 

2.ใส่หอมแดง กระเทียม โขลกให้เข้ากันดี 

3.นำพริกไทยดำและพริกไทยขาวไปแยกตำให้ละเอียด 

4.นำพริกไทยที่แยกตำมาใส่เครื่องแกงและโขลกจนเครื่องแกงทั้งหมดละเอียดและเป็นเนื้อเดียวกัน 

5.ยกหม้อขึ้นตั้งเตา ใส่หอมแดง ตะไคร้ ข่า ใบมะกรูดฉีก

6.ใส่น้ำมะขามเปียกเล็กน้อยเพื่อดับคาว (ใส่มากเกินไปจะทำให้แกงเปรี้ยว) 

7.ใส่ไตปลาและน้ำเปล่า ตั้งไว้ให้เดือด 

8.เมื่อแกงเดือดได้ที่ ปิดไฟ ยกขึ้นแล้วกรองเอาแต่น้ำ ตั้งพักไว้ 

 

วิธีทำแกงไตปลาใต้

1.ตั้งหม้อต้มน้ำให้เดือด ตามด้วยเครื่องแกงที่โขลกไว้ 

2.ใส่กะปิ ใบมะกรูด ไตปลาที่ต้มและพักไว้ก่อนนี้ 

3.เมื่อน้ำเดือดพล่านได้ที่ ใส่มะเขือเปราะ หน่อไม้ เนื้อปลาย่าง และ ถั่วฝักยาว 

4.เมื่อน้ำเดือดและดูว่าทุกอย่างสุกดีแล้ว จากนั้นปิดไฟ พร้อมตักเสิร์ฟ 

5.ใบเหลียงผัดไข่

เมนูจากผักพื้นบ้านประจำภาคใต้ และมักจะมีใครหลายคนที่พูดว่า มาถึงถิ่นใต้ ต้องห้ามพลาดเมนูผัดใบเหลียง

 

วัตุดิบ

-ใบเหลียง 200 กรัม 

-ไข่ไก่ 3 ฟอง 

-กุ้งเสียบ (สำหรับโรยหน้า) 

-กระเทียม 1 ½ ช้อนโต๊ะ

-ซอสหอยนางรม 1 ช้อนโต๊ะ

-ซีอิ้วขาว 1 ช้อนโต๊ะ

-น้ำมัน

 

วิธีทำใบเหลียงผัดไข่

1.ล้างใบเหลียงให้สะอาด สะเด็ดน้ำและพักไว้

  1. เด็ดใบเหลียง โดยเลือกเอาแต่เฉพาะใบอ่อน และใบที่ไม่แก่เกินไป หรือถ้าใบใหญ่ไปก็ให้เด็ดครึ่ง 

3.ตั้งกระทะ ใช้ไฟกลาง ใส่น้ำมันให้ร้อน 

4.ใส่กระเทียมสับลงไปผัดให้เหลืองและมีกลิ่นหอมเจียว 

5.ใส่ใบเหลียงลงไปผัดพอให้ผักสลดเล็กน้อย 

6.ตอกไข่ใส่ลงไป แล้วปรุงรสด้วยซีอิ๊วขาวและซอสหอยนางรม

7.ยีไข่และผัดให้คลุกเคล้ากับใบเหลียง

8.ปิดไฟ ยกกระทะ ตักผัดฯ ใส่จานแล้วโรยด้วยกุ้งเสียบก่อนเสิร์ฟ 

 

เพียงแค่ 5 เมนูสุตรอาหารใต้รสเด็ดที่เราได้นำมาฝาก ก็สามารถทำทานเองได้ที่บ้านง่ายๆ ให้หรอยถึงอกถึงใจ หรือนำไปปรับเป็นสูตรเฉพาะเพื่อต่อยอดในการสร้างรายได้ก็ดีไม่น้อยเลย เพราะอาหารใต้ไม่ได้มีดีแค่เพียงความหรอยแรง แต่ยังเป็นอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ด้วยส่วนผสมที่เต็มไปด้วยสมุนไพรไทย ที่เป็นยาในรูปแบบของอาหาร ตรงกับคำที่ว่า “ทานอาหารให้เป็นยา ดีกว่าทานยาเป็นอาหาร” 

 

กระท่อม (Kratom) หรือ Mitragyna speciosa เป็นพืชยืนต้นในวงศ์ Rubiaceae ที่มักจะถูกนำมาใช้ในการประกอบการรักษา หรือเป็นยาสามัญประจำบ้านในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มานานนับหลายร้อยปีแล้ว หากในประเทศไทย ต้นกระท่อมจะมีอยู่มากในทางภาคใต้ โดยส่วนใหญ่พบได้ในป่าธรรมชาติ หรือแม้แต่ใกล้ชุมชนบ้านเรือนคนอาศัย เช่น สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ตรัง สตูล พัทลุง สงขลา ยะลา ปัตตานี นราธิวาส ไปจนถึงเขตชายแดน นอกจากนี้ก็ยังสามารถพบได้ในบางพื้นที่ของภาคกลาง เช่น ปทุมธานี แม้จะไม่มากเท่าทางภาคใต้ก็ตาม 

 

นิยมนำส่วนของใบกระท่อมสดมาเคี้ยว หรือต้มเป็นชา และหลายคนทางภาคใต้มักจะรู้วิธีการกินใบกระท่อมนี้เป็นอย่างดี เพราะมักจะเคี้ยวใบสดเหมือนเคี้ยวหมาก หรือแม้แต่นำไปตำทำเป็นน้ำพริก เพื่อช่วยเป็นยาได้หลายอาการ เช่น เคี้ยวใบกระท่อมแก้ไอ โรคบิด ท้องร่วง ปวดมวนท้อง อาการปวดเมื่อย หรือเพื่อให้มีกำลังวังชา โดยเฉพาะชาวสวนยาง ที่ต้องตื่นแต่หัวดึก ออกตัดยางตั้งแต่ไม่ย่ำรุ่ง เด็ดใบกระท่อมสดจากต้น เคี้ยวๆแล้วคายกาก ก็ตื่นตัวมีแรงออกไปกรีดยางได้สบาย 

กระท่อมไม่ได้มีดีเพียงแค่การเสริมกำลัง หรือใช้ประโยชน์ของใบกระท่อมได้จากการกินเท่านั้น แต่ยังสามารถใช้สรรพคุณของใบกระท่อมสดในทางกายภาพภายนอกได้อีกด้วย อย่างในบางพื้นที่ในภาคใต้ของไทย และชาวมลายู ใช้ใบกระท่อมพอกแผล หรือการนำใบกระท่อมเผาให้ร้อน แล้วนำไปวางบนท้องเพื่อรักษาโรคม้ามโต และการนำใบกระท่อมใช้ควบคุมการติดฝิ่น ซึ่งปัจจุบันก็ได้มีการใช้อย่างแพร่หลายในประเทศนิวซีแลนด์ 

 

ทำไมพืชกระท่อมเป็นสิ่งเสพติดในประเทศไทย 

อาจเนื่องจากเรื่องการจัดเก็บภาษี ในช่วงสมัย รัชการที่ 8 ซึ่งขณะนั้นมีโรงฝิ่นที่ถูกกฎหมาย และรัฐบาลสามารถเก็บภาษีอากรฝิ่นได้จากตรงนี้ แต่เมื่อประชาชนหันมาใช้ใบกระท่อม และกัญชา แทน เพราะไม่อยากซื้อฝิ่นที่มีราคาแพง ทำให้กระท่อม และกัญชา ถูกกำหนดเป็นยาเสพติด ประเภท 5 เสียอย่างนั้น และอาจจะด้วยอีกเหตุผลหลายส่วนประกอบ ไม่ว่าจะเรื่องการเก็บภาษี การนำไปใช้ผิดวิธี ต้มใบกระท่อม 4 100 ทำให้ถูกกระตุ้นและมีอาการมึนเมา ชนิดที่สามารถเต้นได้ทั้งคืนโดยไม่หลับไม่นอน ทำให้รัฐบาลมองว่าเป็นการมอมเมา จึงกำหนดให้พืชกระท่อมและกัญชาเป็นสิ่งเสพติด 

 

จนเมื่อวันที่ 26 พ.ค.2564 ราชกิจจานุเบกษาได้มีการเผยแพร่ พระราชบัญญัติ ยาเสพติดให้โทษ ฉบับที่ 8 พ.ศ. 2564 โดยมีใจความสำคัญ คือ เนื่องจากปัจจุบัน กระท่อม ถูกจัดเข้าเป็นยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 5 ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ในขณะที่หลายๆประเทศไม่ได้กำหนดให้กระท่อมเป็นยาเสพติดให้โทษ เพื่อให้สอดคล้องกับหลักสากล อีกทั้งสังคมบางพื้นในไทย มีการบริโภคกระท่อมตามวิถีชาวบ้าน จึงสมควรยกเลิกพืชกระท่อมจากการเป็นสิ่งเสพติดให้โทษในประเภทที่ 5 

ได้มีการปลดล็อค ปลดปล่อยให้พืชกระท่อมเป็นไท หลุดจากความเป็นผู้ร้าย และไม่เป็นพืชที่ผิดกฏหมายอีกต่อไป โดยมีผล 90 วัน หลังประกาศ วันที่ 24 สิงหาคม 2564 ซึ่งแน่นอนว่าทุกคนสามารถนำใบกระท่อมแก้ไอได้ ทานใบสด ต้ม ขาย และปลูกได้ แต่ห้ามนำไปผสมหรือต้มร่วมกับสารอื่นๆ เช่น ยาแก้ไอผสมน้ํากระท่อม ที่มีฤทธิ์ช่วยกระตุ้น ทำให้มึนเมา และห้ามจำหน่ายให้กับเยาวชน เพราะมักมีกลุ่มวัยรุ่นที่นิยมนำใบกระท่อมเป็นสารตั้งต้นของยาเสพติด อย่างสารเสพติด 4×100 ที่ถือเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 3 

 

เรามาทำความรู้จักและประโยชน์ของใบกระท่อมมีอะไรบ้างกันดีกว่า ไหนๆก็ปลดล็อคกระท่อมออกจากสารเสพติดแล้ว และจะได้ใช้อย่างถูกวิธี เพราะถึงกระท่อมจะมีประโยชน์ แต่ก็มีโทษเช่นเดียวกัน หากใช้ผิดวิธี 

 

ในประเทศไทยสามารถพบกระท่อมได้ 3 สายพันธุ์ ได้แก่ 

  1. ก้านแดง 
  2. ก้านเขียว หรือ แตงกวา 
  3. ยักษาใหญ่ 

สรรพคุณใบกระท่อม

ใบกระท่อมมีประโยชน์อย่างไร ทำไมถึงได้ถูกนำมาใช้กันแพร่หลายมากขึ้น? นั่นเพราะสารสำคัญในใบกระท่อม ซึ่งประกอบไปด้วยแอลคาลอยด์ทั้งหมดประมาณ 0.5 % โดยเป็น Mitragynine (ไมทราไจนีน) 0.25% และที่เหลือก็จะมี Speciogynine (สเปโอไจนีน) Paynanthine (ไพแนนทีน) Speciociliatine (สเปซิโอซีเลียทีน) โดยแอลคาลอยด์ที่พบจะมีชนิดและปริมาณที่แตกต่างกันออกไป ตามสถานที่และเวลาที่เก็บเกี่ยว โดยจะได้โครงสร้างของสารประกอบ 4 ประเภทด้วยกัน ได้แก่ 

 

  1. Indole Alkaloids (อินโดลแอลคาลอยด์) 
  2. Oxindole Alkaloids (ออกอินโดล แอลคาลอยด์) 
  3. Elavanoids (ฟลาวานอยด์) 
  4. กลุ่มอื่นๆ เช่น Tannins (แทนนิน)  Phytosterol (ไฟโตสเตอรอล) 

 

ซึ่งสารประกอบเหล่านี้ออกฤทธิ์ต่อประสาทส่วนกลาง ที่เป็นส่วนของการรับรู้ความเจ็บปวด ทำให้ไม่รู้สึกปวด ทางการแพทย์จึงนำสรรพคุณของใบกระท่อม มาใช้เป็นยาแก้ปวดเช่นเดียวกับมอร์ฟิน และใช้รักษาตามอาการของโรคบางชนิดตั้งแต่สมัยโบราณ เช่น ใช้กระท่อมแก้ไอ แก้ท้องร่วง ท้องเสีย ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ แก้อักเสบ นอนไม่หลับ ความดันโลหิตสูง รักษาเบาหวาน หรือแม้กระทั่งนำใบกระท่อมรักษาอาการลงแดงจากการเลิกฝิ่น

เราใช้ประโยชน์ใบกระท่อมในด้านใดได้บ้าง

ทุกงานวิจัยเกี่ยวกับกระท่อม มีความชัดเจนและตรงกันในเรื่องของคุณประโยชน์ของใบกระท่อม สำหรับใช้เพื่อแก้ปวด โดยเฉพาะสาร ไมทราไจนีน (Mitragynine) ที่ออกฤทธิ์ต่อจิตประสาท กระตุ้นคล้ายกับกาแฟ ช่วยให้มีความกระปรี้กระเปร่า ตื่นตัว  

วิถีภูมิปัญญาของหมอพื้นบ้าน แถบ 14 จังหวัดทางภาคใต้ มักจะนำใบกระท่อมมาใช้ผสมกับสมุนไพรอื่นๆ สำหรับแก้โรคต่างๆ อ้างอิงจากเอกสารวิชาการ การใช้ประโยชน์จากองค์ความรู้ชุมชุนและงานวิจัยเกี่ยวกับพืชกระท่อม และงานวิจัยในปี 2548 ที่หมอพื้นบ้านภาคใต้ได้ใช้ทำการรักษาโรคโดยมีกระท่อมเป็นส่วนผสมในตัวยามาไม่ต่ำกว่า 10 ปี 

เรายกมา 5 อันดับโรค ที่หมอพื้นบ้านทางภาคใต้ได้ใช้กระท่อมเป็นยารักษาโรค ได้แก่ 

 

1.รักษาโรคท้องร่วง ปวดท้อง มวนท้อง

วิธีกินใบกระท่อมแก้ปวดท้อง

1.1) เคี้ยวใบกระท่อมให้ละเอียด คายกากทิ้ง แล้วดื่มน้ำตามมากๆ 

1.2) ต้มใบกระท่อม ใส่เกลือ น้ำตาลทรายแดง กินแก้ปวดท้อง

วิธีต้มใบกระท่อมรักษาโรค

นำเปลือกต้นกระท่อม เปลือกต้นสะเดา เปลือกต้นมะขาม หนักอย่างละ 50 กรัม หัวขมิ้นชันแก่ หัวกระทือแก่ อย่างละ 1 หัว ไปเผาไฟจนสุก แล้วนำไปต้มกับน้ำปูนใส รับประทานครั้งละ 2-3 ช้อนแกง เมื่อหายจึงหยุดกิน

 

2.รักษาโรคเบาหวาน

วิธีกินใบกระท่อมแก้เบาหวาน 

เคี้ยวใบกระท่อม วันละ 1 ใบ เป็นเวลา 41 วัน 

วิธีต้มใบกระท่อมแก้เบาหวาน 

2.1) นำใบกระท่อม อินทนินน้ำ กระเทียมต้น กระเทียมเถา ต้มน้ำดื่ม 

2.2) ต้มใบกระท่อม หญ้าหนวดแมว ไม้ค้อนตีหมา อย่างละเท่ากันๆ ต้มน้ำ 3 เอา 1 ดื่มครั้งละ 1 ช้อนโต๊ะ เช้า-เย็น 

 

3.แก้ปวดเมื่อย 

วิธีต้มใบกระท่อมกินเป็นยา 

นำเถาวัลย์เปรียง มะคำไก่ มะแว้งต้น มะแว้งเครือ เถาโคคลาน เถาสังวาล พระอินทร์ หญ้าหนู ต้นผักเสี้ยนผี แก่นขี้เหล็ก ใบมะกา อย่างละ 1 ส่วน เนื้อในฝัก ราชพฤกษ์ 5 ฝัก ใบกระท่อม 2 ส่วน เถากำแพงเจ็ดชั้น 3 ส่วน ต้มรวมกัน กินก่อนอาหารเช้า-เย็น ครั้งละ ½ – 1 แก้วกาแฟ 

 

4.แก้ไอ

วิธีกินใบกระท่อมแก้ไอ

เคี้ยวใบสด คายกาก ดื่มน้ำตามมากๆ 

 

วิธีต้มใบกระท่อมกินแก้ไอ

ใช้ใบสด 1-2 ใบ ต้มกับน้ำตาลทรายแดง ดื่มแก้ไอ

 

5. ขับพยาธิ

ใช้ใบกระท่อมสดขยี้กับปูนกินหมาก แล้วนำไปทาท้อง  

 

ส่วนในการนำประโยชน์ของกระท่อมมาใช้ในตำราหลวง จะใช้ในส่วนของ “ใบ” เป็นหลัก เนื่องจากในใบจะมีสารไมทราไจนีนอยู่มาก และหมอพื้นบ้านมีความเชื่อในประโยชน์ของใบกระท่อมต้ม เนื่องจากสารไมทราไจนีนจะออกมาจากการต้ม แต่ในการใช้ปริมาณมาก-น้อย ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ในการใช้ วิธีสกัด สูตร และผลแล็บ ซึ่งทางมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (มอ.) ได้มีการศึกษาและวิจัยมากพอสมควร 

คุณประโยชน์ใบกระท่อมมีสรรพคุณทางยามากมาย ไม่ได้เพียงแค่ช่วยรักษาอาการปวด บำบัดผู้ติดยาเสพติด ติดมอร์ฟีน หรือโรคข้างต้นเท่านั้น แต่ยังช่วยบรรเทา และรักษาอาการเจ็บป่วยอื่นๆได้อีก  

 

  1. รักษาโรคบิด ท้องเสีย ท้องเฟ้อ ปวดมวนท้อง 
  2. ช่วยลดการหลั่งกรดในกระเพาะ
  3. แก้อาการนอนไม่หลับ 
  4. ช่วยระงับประสาท คลายความวิตกกังวล
  5. ช่วยทําให้เรามีสมาธิมากขึ้น
  6. ช่วยให้รู้สึกกระปรี้กระเปร่า ทำงานได้นานขึ้น ไม่เหนื่อยง่าย 
  7. ใช้บดทำเป็นยาสมุนไพรเพื่อพอกรักษาแผล 

 

ถึงแม้ว่าใบกระท่อมจะมีประโยชน์ แต่ก็มีโทษเช่นกัน หากรับในปริมาณมากเกินไป หรือใช้เป็นระยะเวลานานๆ และหากใช้ผิดวิธี เรามาดูโทษของกระท่อมกันบ้างดีกว่า 

โทษของใบกระท่อมหากใช้ไปนานๆ หรือใช้ปริมาณมากเกินไป 

 

  1. มีความวิตกกังวล หัวใจเต้นเร็วขึ้น
  2. ปากแห้ง
  3. เบื่ออาหาร
  4. ท้องผูก 
  5. คลื่นไส้ อาเจียน 
  6. ประสาทหลอน หวาดระแวง 
  7. นอนไม่หลับ
  8. ปัสสาวะบ่อย เหงื่อออกมาก 
  9. หนาวสั่นง่าย กลัวฝน
  10. สีผิวคล้ำขึ้น 

ทานอย่างไรให้ถูกวิธีและไม่ให้เกิดผลข้างเคียง

ไม่ควรกินเกินวันละ 5 ใบ ไวนวิธีกินใบกระท่อม ให้รูดเอาก้านออก เอาแต่ส่วนอ่อนของใบ เคี้ยวเหมือนเคี้ยวหมาก ด้วยน้ำลายมีความเป็นด่าง จะสกัดเอาอัลคาลอยด์ ไมทราไจนีน ออกมา เคี้ยวจนหมดรสชาติ ก็คายกากทิ้ง ไม่ควรกลืนกากลงไป เพราะเส้นใยของใบกระท่อม รวมถึงก้านใบ มีความเหนียวมาก กระเพาะของเราไม่สามารถย่อยได้ หากเรากลืนลงไป และหากพอไปสะสม มันจะไปจับตัวเป็นก้อน และกระจุกอยู่ที่ลำไส้ ก่อให้เกิด ลำไส้อุดตัน หรือที่เรียกว่า ถุงท่อม ซึ่งมีลักษณะเป็นถุงห่อหุ้มติดกับผนังลำไส้ และทำให้เรามีอาการปวดท้องได้ 

 

ส่วนการต้มใบกระท่อมกินก็ไม่ควรเกิน 5 ใบ / วัน เช่นกัน ก่อนต้มก็นำใบกระท่อมไปล้างให้สะอาด สะเด็ดน้ำ แล้วรูดเอาแต่ใบ นำส่วนก้านทิ้งไป ฉีกหรือขยี้ใบ ก่อนเทน้ำลงให้ท่วมใบ ต้มจนเห็นน้ำเป็นสีน้ำตาล หรือออกน้ำตาลอมแดง บีบมะนาวลงไปเล็กน้อย จากนั้นกรองเอากากออก ดื่มน้ำต้มกระท่อมเหมือนน้ำเปล่า หรือใส่น้ำตาลทรายแดง หรือใส่บ๊วยหวานลงไป เพื่อเพิ่มรสชาติให้อร่อยและดื่มง่ายขึ้น 

 

ถึงแม้ใบกระท่อมจะกินเพื่อเป็นยาได้ แต่ก็มีกลุ่มคนที่ห้ามกินกระท่อม เพราะอาจส่งผลเสียมากกว่าผลดี และใครบ้างที่ไม่ควรใช้ใบกระท่อมเลย?

 

  1. หญิงมีครรภ์และหญิงที่ให้นมบุตร
  2. ผู้ที่มีความผิดปกติทางจิตใจ
  3. ผู้ที่ติดสุราเรื้อรัง
  4. ผู้ป่วยโรคหัวใจ

รู้จักใบกระท่อม วิธีการกินใบกระท่อมให้เป็นยา วิธีการต้มใบกระท่อม ประโยชน์และโทษกันไปแล้ว รวมไปถึงผู้ที่ห้ามใช้ใบกระท่อมเด็ดขาด หวังว่าจะได้นำสรรพคุณของใบกระท่อมมาใช้ให้เป็นประโยชน์ ไม่เกิดโทษและผลข้างเคียง ที่สำคัญอย่านำไปผสมกับสิ่งเสพติดชนิดอื่น อย่างน้ำกระท่อมผสมยาแก้ไอ ทำน้ำกระท่อมจำหน่ายแก่ผู้มีอายุต่ำกว่า 18 ปี รวมทั้งจำหน่ายในหอพัก สถานศึกษา หรือจำหน่ายแก่สตรีมีครรภ์  เพราะมันผิดกฎหมาย จะถูกปรับและจับนะ  เราเตือนคุณแล้ว!!

“สงกรานต์” หรือ ตรุษสงกรานต์ ถือเป็น “วันปีใหม่ไทย” ที่สืบต่อกันมาอย่างยาวนาน กิจกรรมและการละเล่นในวันสงกรานต์ ที่ยึดถือเป็นประเพณี และจัดทำขึ้นในวันสงกรานต์นี้ คนไทยทุกคนจะรู้ว่ามีการเล่นน้ำ ปะพรมแป้ง รดน้ำพระหรือสรงน้ำพระ การรดน้ำดำหัวผู้ใหญ่ เพื่อให้ผู้น้อยแสดงความกตัญญู ส่วนผู้ใหญ่ก็แสดงความเมตตาให้พรแก่ลูกหลาน  แต่จะกี่สักมากน้อยที่จะรู้ที่มาของ ประเพณีสงกรานต์ และนางสงกรานต์ นั้นมีที่มาอย่างไร เราจะมาสืบรู้ประวัติวันสงกรานต์ ที่คนไทยควรจะรู้ในบทความนี้กันดีกว่า 

คำว่า “สงกรานต์” เป็นภาษาสันสกฤต มีความหมายถึง การเคลื่อนย้าย ซึ่งในที่นี้คือการเคลื่อนย้ายของจักรราศี หรือเป็นการเลื่อนวันสู่การขึ้นปีใหม่ ตามความเชื่อของคนไทย และในบางประเทศแถบโซนเอเชีย อีกทั้งยังเป็นวัฒนธรรมร่วม ระหว่างประเทศไทย ลาว เวียดนาม กัมพูชา จีน และ ศรีลังกา โดยมีการสันนิษฐานว่า สงกรานต์เป็นประเพณีที่มีอิทธิพลมาจาก เทศกาลโฮลี ของประเทศอินเดีย ที่จะมีการจัดขึ้นทุกปีในเดือนมีนาคม โดยมีกิจกรรมเป็นการสาดผงสี ในขณะที่ประเทศไทยจะเป็นการรดปะพรมน้ำ  

แม้ว่ามีหลายประเทศในเอเชียมีประเพณีสงกรานต์ แต่จะมีความแตกต่างกันไป ทั้งการกำหนดวันประเพณี รูปแบบ และกิจกรรมอื่นๆ แต่สำหรับในประเทศไทย วันสงกรานต์ตรงกับวันที่ 13 – 15 เมษายน ของทุกปี อีกทั้งยังกำหนดให้เป็นวันหยุดราชการ ที่คนทั่วไปมักจะเรียกกันติดปากว่า “วันหยุดสงกรานต์” 

ก่อนที่จะมีการถือเอา วันสงกรานต์เป็นวันปีใหม่ไทย ได้มีการยึดเอาวันขึ้น 1 ค่ำ เดือนอ้าย ที่อยู่ในระหว่างเดือนพฤศจิกายน หรือเดือนธันวาคม ซึ่งเป็นช่วงฤดูหนาว เป็นการเริ่มต้นปี หรือวันขึ้นปีใหม่ ต่อมาในสมัยกรุงสุโขทัย ได้มีการเปลี่ยนแปลงตามคติพราหมณ์ ให้วันขึ้น 1 ค่ำ เดือน 5 (เมษายน) เป็นวันปีใหม่ จนกระทั่งได้มีการเปลี่ยนอีกครั้ง ในสมัยรัชกาลที่ 5 โดยกำหนดให้วันปีใหม่ไทย ตรงกับวันที่ 13 เมษายน เมื่อปี พ.ศ. 2432 จนกระทั่งปี พ.ศ.2483 จอมพล ป.พิบูลสงคราม ได้ประกาศให้วันที่ 1 มกราคม เป็นวันขึ้นปีใหม่ตามแบบสากล โดยที่คนไทยก็ยังคงระลึกถึงวันที่ 13 เมษายน เป็นวันปีใหม่ไทย และยังคงมีการสรงน้ำพระ รดน้ำดำหัว ขอพรผู้ใหญ่ จนได้มีการกำหนดให้เป็นวันสงกรานต์มาจนถึงปัจจุบัน

ประเพณีรดน้ำดำหัว

การรดน้ำดำหัว เป็นประเพณีดั้งเดิมของไทย ซึ่งยึดถือปฏิบัติกันในครอบครัว หรือหมู่ญาติ คนสนิท ไม่ว่าจะรดน้ำดำหัวพ่อแม่ รดน้ำดำหัวผู้ใหญ่ที่เคารพ โดยการใช้น้ำรด ปะพรม เพื่อคลายร้อนและเพิ่มความสดชื่นให้แก่กัน เนื่องจากเป็นช่วงฤดูร้อน พิธีสงกรานต์จะมีกิจกรรมหลักๆ ดังนี้ 

  • ทำบุญตักบาตรตอนเช้า 
  • สรงน้ำพระที่บ้าน พระพุทธรูปที่มีอยู่ในบ้าน 
  • ไปทำบุญฟังธรรมที่วัด และสรงน้ำพระที่วัด 
  • ขนทรายเข้าวัด เพราะเชื่อว่าเป็นการขนทรายคืนวัด ที่เราเคยเดินเหยียบทรายในวัดติดออกไป 
  • รดน้ำพ่อแม่ ญาติผู้ใหญ่ ครูบาอาจารย์ และผู้ใหญ่ที่เคารพ เพื่อแสดงความเคารพ เป็นการขอขมาวันสงกรานต์ ที่เคยล่วงเกิน และขอพรจากผู้ใหญ่เพื่อความเป็นสิริมงคล
  • รดน้ำสงกรานต์ ปะพรมน้ำ ละเล่นการสาดน้ำ 

นางสงกรานต์

วันสงกรานต์ ก็ย่อมต้องมี “นางสงกรานต์” แต่มีใครรู้ถึงความเป็นมาของนางสงกรานต์บ้างไหมเอ่ย?

ได้มีการจารึกถึงประวัตินางสงกรานต์โดยย่อในศิลาจารึก ณ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม (วัดโพธิ์) มีใจความว่าดังนี้

เมื่อครั้งที่ ธรรมบาลกุมาร ซึ่งเป็นเทพบุตร ได้รับคำสั่งจากพระอินทร์ให้ลงไปเกิดในครรภ์ภรรยาเศรษฐี และเมื่อธรรมบาลที่เกิดเป็นมนุษย์ได้เติบโตขึ้น ได้เรียนไตรเภทจบเมื่ออายุได้เพียง 7 ขวบ และเรียนรู้ภาษานกจนสามารถเข้าใจได้  จนได้ถูกยกให้เป็นอาจารย์คอยให้คำปรึกษาแก่คนทั้งหลาย จวบจนวันหนึ่ง ท้าวกบิลพรหม ได้เสด็จลงมาเพื่อสอบถามปัญหากับธรรมบาลกุมาร 3 ข้อ หากธรรมบาลกุมารตอบได้ ท้าวกบิลพรหมก็จะตัดเศียรบูชา แต่ถ้าธรรมบาลกุมารตอบไม่ได้ ก็จะตัดศีรษะธรรมบาลกุมารแทน ธรรมบาลกุมารได้ตอบรับ แต่ขอเวลา 7 วัน สำหรับการให้คำตอบ

ผ่านไป 7 วัน ท้าวกบิลพรหมก็ได้มาหาธรรมบาลกุมารอีกครั้งตามเวลาที่กำหนดไว้ แต่แล้วก็ต้องผิดหวัง เพราะคำตอบที่ธรรมบาลได้เตรียมไว้ให้ ซึ่งเขาได้ยินมาจากนกนั้น ทำให้ท้าวกบิลพรหมต้องพ่ายแพ้ แต่เนื่องจากเศียรของท้าวกบิลพรหมเป็นที่รวมแห่งความไม่ดีทั้งปวง หากตกถึงพื้น ไฟจะไหม้โลก หากโยนขึ้นบนอากาศก็จะทำให้ฝนแล้ง แต่ถ้าทิ้งลงในแม่น้ำหรือมหาสมุทร น้ำจะเหือดแห้ง ดังนั้น ก่อนที่จะตัดเศียร ท้าวกบิลพรหมจึงได้เรียกธิดาทั้ง 7 องค์ ซึ่งเป็นนางฟ้า ให้เอาพานมารองรับ โดยธิดาทั้ง 7 จะต้องคอยผลัดเปลี่ยนดูแลเศียรของท้าวกบิลพรหม และทำหน้าที่อัญเชิญเศียรท้าวกบิลพรหม แห่รอบเขาพระสุเมรุ โดยใช้เวลา 60 นาที ก่อนจะนำไปประดิษฐานไว้ในถ้ำคันธุลี ณ เขาไกรลาศ ผลัดเวียนเปลี่ยนกันอย่างนี้ทุกๆปี โดยธิดาแต่ละองค์ จะเปลี่ยนกันตามวันมหาสงกรานต์ นี่จึงเป็นที่มาของ นางสงกรานต์ นั่นเอง 

เมื่อถึงวันสงกรานต์ตรงกับวันใด จะมีนางสงกรานต์ประจำวันนั้นๆทำหน้าที่ และถูกกล่าวถึง โดยมีชื่อนางสงกรานต์ทั้ง 7 วัน ได้แก่ 

  • นางสงกรานต์ประจำวันอาทิตย์  :  นางทุงษเทวี
  • นางสงกรานต์ประจำวันจันทร์    :  นางโคราดเทวี 
  • นางสงกรานต์ประจำวันอังคาร   :  นางรากษสเทวี 
  • นางสงกรานต์ประจำวันพุธ        :  นางมัณฑาเทวี 
  • นางสงกรานต์ประจำวันพฤหัสบดี : นางกิริณีเทวี 
  • นางสงกรานต์ประจำวันศุกร์      :  นางกิมิทาเทวี 
  • นางสงกรานต์ประจำวันเสาร์     :  นางมโหทรเทวี 

วันมหาสงกรานต์ 2565 ตรงกับวันพฤหัสบดีที่ 14 เมษายน ดังนั้น นางสงกรานต์ ปี 2565 จึงเป็นนางกิริณีเทวีโดยทรงพาหุรัด ทัดดอกมณฑา มีอาภรณ์เป็นแก้วมรกต พระหัตถ์ขวาทรงขอช้าง พระหัตถ์ซ้ายทรงปืน เสด็จยืนมาบนหลังกุญชร (ช้าง) 

สำหรับ เทศกาลสงกรานต์ 2565 นี้ ยังคงอยู่ในช่วงโรคระบาดโควิด-19 จึงอาจยังไม่สามารถทำกิจกรรมได้ตามปกติ แต่เราก็รักษาประเพณีไทยดั้งเดิมไว้ได้ ด้วยการสรงน้ำพระ รดน้ำดำหัว ขอพรผู้ใหญ่ในบ้าน ทำบุญออนไลน์ ชวนลูกหลานสวดมนต์ที่บ้าน หรือขนทรายเข้าวัด ส่วนสำหรับการเล่นน้ำ สามารถใช้อุปกรณ์ขันตักน้ำ หรือปืนฉีดน้ำขนาดเล็กที่ไม่อันตราย และใช้วิธี ริน รด พรม อย่างสุภาพ โดยสามารถเล่นได้ที่บ้าน หรือในพื้นที่มีการจัดงานที่เป็นไปตามมาตรการควบคุมโรคระบาดเท่านั้น เพื่อได้เล่นกันอย่างสนุก และสืบสานประเพณีไทยอย่างปลอดภัยถ้วนหน้า 

 

ใครที่กำลังหาทริคดีๆในการจัดบ้านถูกหลักฮวงจุ้ย แต่จะให้ซินแสมาช่วยตรวจสอบดูแล ก็อาจไม่สะดวก บทความนี้มีทริคในการจัดบ้านตามฮวงจุ้ยง่ายๆ ที่สามารถจัดตามเองได้โดยไม่ยาก ไม่ต้องทุบ รื้อ ถอน ให้ยุ่งยาก และไม่ต้องสิ้นเปลืองจนงบบานปลาย เพียงแค่ใช้เวลาที่สะดวกแต่งบ้านตามหลักฮวงจุ้ยเรียกทรัพย์เสริมดวง ดึงดูดโชคลาภ และความสุขสมบูรณ์เข้ามาสู่คนในบ้าน 

หน้าบ้านเปิดโล่งรับทรัพย์ 

หลักฮวงจุ้ยหน้าบ้าน บริเวณหน้าบ้าน โดยเฉพาะลานที่ตรงกับประตู เปรียบเป็นโต๊ะทานข้าว ส่วนประตูก็เปรียบเหมือนกับปาก ที่รอรับอาหาร เมื่อเป็นบ้าน ก็รอรับพลังงานดีๆเข้ามาในบ้าน ดังนั้น..หน้าบ้านจึงไม่ควรมีข้าวของหรือสิ่งกีดขวางใดๆ หรือแม้แต่รองเท้าก็ไม่ควรถอดขวางหน้าประตูบ้าน แต่ควรถอดวางบนชั้นหรือเก็บใส่ตู้ให้อยู่ด้านใดด้านหนึ่ง และไม่ควรอยู่เหนือลม เพราะลมจะพัดพากลิ่นที่ไม่พึงประสงค์เข้าสู่ภายในบ้าน ถือว่าผิดหลักฮวงจุ้ย 

 

ประตูบ้านห้ามตรงกับประตูห้องน้ำ

ประตูหลักเข้าบ้าน ไม่ควรตรงกับประตูห้องน้ำ พอเปิดประตูเข้าบ้านแล้วเห็นประตูห้องน้ำตรงหน้า ถือว่าผิดหลักฮวงจุ้ยบ้าน และควรหลีกเลี่ยง เพราะประตูบ้านคือทางเข้าของพลังงาน ในขณะที่ประตูห้องน้ำเป็นแหล่งของพลังไม่ดี จะทำให้พลังงานลบไหลเวียนทั่วบ้าน ส่งผลให้คนในบ้านมีแต่ความวุ่นวาย แต่ถ้าเป็นบ้านสำเร็จรูป ไม่สะดวกต่อการแก้ไข ก็แก้ด้วยการนำมู่ลี่มาติดไว้หน้าประตูห้องน้ำ นำเฟอร์นิเจอร์ที่สามารถบังได้ เช่น ตู้ผ้า ฉากกั้น ฯลฯ วางบังหน้าประตูห้องน้ำแทน 

 

เปิดประตู-หน้าต่างรับทรัพย์ 

เปิดประตูและหน้าต่างเพื่อรับพลังงานดีๆ เรียกเงินเรียกทองเข้าบ้าน โดยไม่จำเป็นต้องเปิดทั้งวัน แต่เปิดเพื่อรับลมและอากาศใหม่ๆเข้าสู่บ้าน เพราะลมจะนำพาออกซิเจน โชคลาภเข้าบ้าน เปิดประตู หน้าต่างช่วงเช้าเพื่อรับอากาศใหม่ของวัน หากบ้านไหนที่ติดกับการเปิดแอร์ ก็ลองเปิดประตู-หน้าต่างรับลม เพื่อให้อากาศเก่า รวมถึงเชื้อโรคที่คั่งค้างได้ถ่ายเทออกไป เปลี่ยนลมใหม่ๆเข้ามา และเป็นการเรียกโชค เรียกเงินเรียกทองเข้าบ้านด้วย 

รับแสงสว่างเข้าบ้าน 

แสงสว่าง เป็นพลังหยาง ซึ่งบ้านที่ดีตามหลักฮวงจุ้ยควรจะมีแสงสว่างเข้าบ้านที่เพียงพอ เพื่อให้มีพลังหยาง พลังแห่งความเคลื่อนไหว ไหลเวียนอยู่ในบ้าน แต่ถ้ามากเกินไป จะทำให้มีแต่ความเร่งรีบ ไม่ค่อยได้พัก เหนื่อยและเคร่งเครียดเกินไป จึงควรจัดให้มีแสงได้อย่างพอดี ให้เหมาะกับตำแหน่งที่ใช้งาน อย่างตั้งโต๊ะอ่านหนังสือ หรือโต๊ะทำงานที่แสงสว่างจากภายนอกสามารถส่องเห็นได้ และติดตั้งแสงไฟสีขาว เพื่อจะได้ไม่เสียสายตา แต่อาจติดไฟวอร์มไลท์บริเวณมุมพักผ่อน เพื่อให้รู้สึกผ่อนคลาย นอกจากนี้ก็ควรมีไฟสว่างเพียงพอที่เป็นบริเวณทางเดินต่างๆ เพราะเหมือนมีพลังงานนำทาง และยังช่วยป้องกันอุบัติเหตุ

 

หิ้งพระหันหน้าทิศเหนือหรือทิศตะวันออก

ห้ามหันไปทางทิศตะวันตกหรือใต้ ห้ามหันหน้าเข้าประตูห้องน้ำ การติดตั้งหิ้งพระไม่ควรต่ำหรือสูงเกินไป แต่ควรให้สูงขึ้นเหนือศีรษะเล็กน้อย ที่เราพอจะนำธูป-เทียน เครื่องบูชาขึ้นไปวางได้อย่างสะดวก แต่ก็ไม่ควรต่ำจนเดินผ่านหัวชนหิ้งพระได้ เพราะจะเป็นอันตรายกับคนในบ้านเวลาเดินผ่านได้ 

 

หัวนอนห้ามอยู่หน้าห้องน้ำ / ห้ามตรงกับประตู / ห้ามหันหลังให้ประตู

ไม่ควรหันหัวนอนตรงกับประตูห้องน้ำ หน้าต่างและประตู หรือแม้แต่หันหลังให้ประตู เพราะมีความเชื่อว่าจะทำให้เดือดร้อน มีแต่ปัญหาเข้ามาอย่างไม่ขาดสาย แต่ที่จริงแล้วการที่เราไม่ควรหันหัวนอนไปยังหน้างต่าง ประตู และห้องน้ำ ก็เพราะว่าจะมีลม มีความชื้นพัดเข้ามาตลอดเวลา ทำให้ประทะกับพลังงานตรงตัว และยังทำให้ศีรษะเราได้รับความชื้น เป็นสาเหตุที่จะทำให้เราป่วยไข้ไม่สบายได้ จึงควรจัดตั้งเตียงเยื้องประตู แต่ยังมองเห็นประตูได้ แต่ถ้าหากไม่สามารถย้ายเตียงได้ เพราะอาจมีพื้นที่จำกัด หรือเตียงติดกับพื้น เคลื่อนย้ายไม่สะดวก ให้แก้ด้วยการนำเฟอร์นิเจอร์ เช่น โซฟา เก้าอี้ มาวางที่ปลายเตียง ส่วนหน้าต่างตรงหัวนอนนั้น ให้แก้ด้วยการติดผ้าม่านและปิดหน้าต่างเวลานอน 

 

บันไดบ้าน

ไม่ควรจัดที่นั่งบริเวณใต้บันได เพราะอาจส่งผลให้คนในบ้านอารมณ์หงุดหงิดง่าย สุขภาพย่ำแย่ แต่ถ้าพื้นที่จำกัด หรือไม่สามารถย้ายตำแหน่งที่นั่งได้ ควรติดไฟเพิ่มแสงสว่าง เพราะใต้ท้องบันไดเปรียบเหมือนท้องมังกร ควรเสริมด้วยไฟ 3 ดวง เพื่อเสริมทรัพย์ เสริมมงคลตามหลักฮวงจุ้ย

 

ฮวงจุ้ยห้องครัวที่ถูกต้อง

  • ห้องครัวต้องสะอาดเสมอ ตามความเชื่อ ห้องครัวเปรียบเสมือนขุมทรัพย์ของบ้าน เป็นห้องที่ต้องปรุงและทำอาหารให้ทุกคนในบ้านทาน ดังนั้นห้องครัวจึงต้องมีความสะอาดอยู่เสมอ หากห้องครัวมีความสกปรก อาจทำให้คนในบ้านเจ็บป่วย เพราะด้วยเรื่องของสุขอนามัยด้านอาหาร 
  • ประตูครัวห้ามตรงกับเตาไฟ ห้ามตั้งเตาไฟตรงกับประตูครัว เพราะจะส่งผลให้เกิดความขัดแย้งและปัญหาสุขภาพของคนในบ้าน แต่สามารถแก้ไขโดยการตกแต่งด้วยของใช้สีเหลืองหรือสีน้ำตาล 
  • ห้ามตั้งเตาแก๊สหรือเตาไฟฟ้าตรงทิศตะวันตกเฉียงเหนือ เพราะเป็นตำแหน่งลดอำนาจหัวหน้าครอบครัว หรือแก้เคล็ดด้วยการวางน้ำพุเล็กๆ ใกล้ตำแหน่งเตา เพื่อลดพลังธาตุไฟ 
  • อย่าตกแต่งห้องครัวด้วยสีแดง เพราะห้องครัวเป็นธาตุไฟอยู่แล้ว จึงไม่ควรไปเสริมด้วยสีแดงอีก
  • ตำแหน่งเตา ไม่ควรอยู่ระหว่างอ่างล้างจานกับตู้เย็น เพราะเป็นแหล่งกำเนิดแห่งความเศร้า 

 

ฮวงจุ้ยโต๊ะทำงาน

โต๊ะทำงานไม่ควรอยู่ใกล้ประตูหรือทางเดิน เพราะจะทำให้เจอแต่เรื่องวุ่นวาย ไม่สงบ และไม่มีสมาธิในการทำงาน แก้ด้วยการนำต้นไม้จริงมาจัดวางตกแต่งบนโต๊ะ เพื่อช่วยลดทอนความแรงตามฮวงจุ้ย และถ้าโต๊ะทำงานที่ข้างหน้าเป็นทางเดิน หรือมีทาง 3 แพร่งพุ่งตรงเข้ามาที่โต๊ะ ให้แก้ฮวงจุ้ยด้วยการนำแก้วคริสตัลมาวางด้านหน้าหรือบริเวณมุมโต๊ะทำงาน

 

ตู้ปลาเสริมมงคล

บ้านควรมีตู้ปลาเพื่อเสริมความมั่งคั่งร่มเย็นของคนในบ้าน และควรเป็นปลาที่มีชื่อเป็นมงคล เช่น ปลาเงิน ปลาทอง ปลามังกร ปลาคาร์ฟ ส่วนจำนวนของปลาก็ควรเป็นเลขที่เป็นสิริมงคล อย่างเลข 1 ,6 , 8 หรือ  9 

จัดตกแต่งตามธาตุ

โหราศาสตร์จีนตามหลักฮวงจุ้ยบ้าน จะจัดวางตกแต่งทุกสิ่งรอบตัวด้วยการอิงตามธาตุ และทิศทางต่างๆ ดังนั้นการจัดฮวงจุ้ยบ้านรับทรัพย์ เสริมโชค เสริมลาภให้กับคนอยู่อาศัยในบ้าน ก็ควรทำตามระบบธาตุ ในการปรับฮวงจุ้ยบ้านขั้นสูง ซินแสจะมีการเสริมธาตุที่ดีให้ตรงกับธาตุของเจ้าของบ้าน หรือให้ตรงแต่ละบุคคล 

  • ทิศเหนือ : ทิศธาตุน้ำ ควรตกแต่งด้วยน้ำพุ หรือวัตถุทรงกลม ที่มีความโค้งมน มีความแวววาว ใช้สีน้ำเงิน สีฟ้า สีขาว สีเงิน สีทอง สีเทา สีดำ ห้ามตกแต่งบ้าน สีครีม สีเหลือง สีส้ม สีโอรส สีน้ำตาล 
  • ทิศใต้ : ทิศธาตุไฟ ประดับตกแต่งด้วยวัตถุทรงกระบอก ทรงสูง ทรงปิระมิด ตกแต่งด้วยต้นไม้ ดอกไม้ ใช้สีเขียว สีชมพู สีแดง ห้ามตกแต่งบ้าน สีน้ำเงิน สีฟ้า สีเทา สีดำ 
  • ทิศตะวันออก และ ทิศตะวันออกเฉียงใต้ : ทิศธาตุไม้ ตกแต่งด้วยน้ำพุ ต้นไม้ วัตถุทรงสูง ใช้สีน้ำเงิน สีฟ้า สีเขียว สีเทา สีดำ ห้ามตกแต่งบ้าน โลหะ สีเงิน และสีทอง 
  • ทิศตะวันตก และตะวันตกเฉียงเหนือ : ทิศธาตุทอง ตกแต่งด้วยโลหะ เซรามิก เครื่องปั้นดินเผา ทรงกลม มีความแวววาว สีน้ำตาล สีเงิน สีทอง สีครีม สีเหลือง สีส้ม สีโอรส ห้ามตกแต่งบ้าน สีแดง และ สีชมพู
  • ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ และตะวันตกเฉียงใต้ : ทิศธาตุดิน ตกแต่งด้วยเซรามิก เครื่องปั้นดินเผา สีครีม สีเหลือง สีส้ม สีน้ำตาล สีชมพู สีแดง สีโอรส ห้ามตกแต่งบ้าน สีเขียว 

 

รูปปั้นสิ่งมงคล 

ควรมีรูปปั้นที่เป็นมงคล เช่น รูปปั้นฮกลกซิ่ว (ความมั่งคั่งร่ำรวย และโชคลาภ) รูปปั้นเด็ก (ความสุข ความสดใส พลังงาน ความสมบูรณ์) รูปปั้นมังกร (ความยิ่งใหญ่ อำนาจ บารมี)  รูปปั้นเต่า (อายุยืนยาว)  รูปปั้นนกอินทรีย์ (ตำแหน่งหน้าที่การงาน) จัดวางตกแต่งในห้องรับแขก เพื่อเสริมบ้านฮวงจุ้ยในด้านต่างๆ ทั้งด้านการเรียกทรัพย์ เรียกโชคลาภ เงินทอง ความมีอายุยืน ความสุขสมบูรณ์แก่คนในบ้าน 

 

ของประดับเติมความหวาน

ทริคของการจัดบ้านเพื่อเติมความหวานให้กับคู่รัก ให้แต่งประดับด้วยของฝาก ของที่ระลึก หรือเฟอร์นิเจอร์ที่ซื้อตอนมีทริปด้วย ช่วงฮันนีมูน หรือแม้แต่ของที่ทั้งสองฝ่ายชอบ เพื่อเป็นการระลึกถึงความสุข และเวลาดีๆที่มีร่วมกัน แขวนกระดิ่งลมตามระเบียงเพื่อดึงดูดสิ่งมงคลเข้าบ้าน หรือตกแต่งด้วยสีชมพู ชมพูอมส้ม เสริมรักให้หวานและมั่งคง

ห้องน้ำ 

  • ประตูห้องน้ำ ควรปิดประตูห้องน้ำเสมอ เพื่อปิดรับพลังงานไม่ดี รวมไปถึงกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์ และเชื้อโรคไหลเวียนภายในตัวบ้าน บ้านตามหลักฮวงจุ้ยที่ดี ควรมีห้องน้ำในมุมหลบ และต้องปิดประตูห้องน้ำไว้เสมอ หรืออาจนำมู่ลี่มาติดหน้าประตูห้องน้ำ 
  • กระจก กระจกในห้องน้ำต้องสะอาดอยู่เสมอ 
  • ห้ามมีอะไรอุดตันในห้องน้ำเด็ดขาด 
  • ห้ามแต่งห้องน้ำด้วยสีแดง และสีทอง ส่งผลกระทบความรักความสัมพันธ์ และคนโสดยิ่งหาคู่ยาก
  • ห้องน้ำไม่ควรอยู่ติดกับห้องครัว เพราะห้องน้ำและห้องครัวเป็นธาตุไฟทั้งคู่ ถ้ารื้อแก้ไม่ได้ ก็แก้ไขโดยการย้ายสุขภัณฑ์ทุกชิ้นไปอยู่ตรงข้ามกับผนังที่ติดกับห้องครัว 

ทั้งหมดนี้ถือว่าเป็นการจัดบ้านตามฮวงจุ้ยที่สามารถปรับเปลี่ยนได้เองง่ายๆ ที่นอกจากจะได้จัดบ้านให้น่าอยู่ มีสุขอนามัยที่ดีแล้ว ยังช่วยส่งเสริมเรื่องความเป็นสิริมงคล โชคลาภ และโภคทรัพย์ ให้คนอยู่อาศัยสุขสมบูรณ์ยิ่งขึ้น เสริมสิริมงคลภายนอกด้วยการจัดบ้านฮวงจุ้ยแล้ว เพิ่มเติมด้วยประพฤติตนในศีลในธรรม เพื่อเสริมสิริมงคลภายใน ส่งเสริมฮวงจุ้ยทั้งทางวัตถุและจิตใจไปด้วยกัน ให้คนในบ้านมีความสุขสมบูรณ์อย่างแท้จริง 

 

ไม่ว่าคุณจะกำลังลดขนาดการจัดเก็บทรัพย์สิน เตรียมตัวเดินทางไปต่างประเทศ หรือต้องการเพิ่มพื้นที่ภายในบ้านเพียงเล็กน้อย และมีความต้องการให้ทรัพย์สินของคุณถูกเก็บไว้ที่ที่ปลอดภัย สามารถเข้าถึงได้ตลอดเวลา การเช่าพื้นที่จัดเก็บสิ่งของเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ดีสำหรับคุณ

อาจเป็นเรื่องยากที่จะรู้ว่าการเริ่มต้นใช้บริการเช่าพื้นที่เก็บของต้องเริ่มจากที่ใด ควรเลือกการเช่าพื้นที่เก็บของแบบไหนที่จะทำให้ทรัพย์สินของคุณปลอดภัย และห้องเก็บของให้เช่าคุ้มค่าต่อการเลือกใช้บริการหรือไม่ เราจะมาดูกันว่าบริการแบบ Self storage จะตอบสนองความต้องการข้างต้นหรือไม่ เพื่อเป็นหนึ่งในการตัดสินใจที่ดีที่สุดสำหรับคุณ

 

บริการ Self storage  คืออะไร

เรามาดูกันว่า Self storage คืออะไร โดยทั่วไปแล้วการเช่าจัดเก็บสิ่งของเป็นการจัดเก็บในพื้นที่ให้บริการที่มีระบบรักษาความปลอดภัยแน่นหนา ห่างจากบ้านหรือทรัพย์สินของคุณ ซึ่งถูกล็อคและเก็บไว้อย่างปลอดภัย

ห้องเก็บของให้เช่าและพื้นที่จัดเก็บให้เช่ามีหลายประเภท ซึ่งจำแนกตามความยากง่ายในการเข้าถึงสิ่งของที่จัดเก็บ รวมถึงสิ่งของที่เราจัดเก็บด้วย Self storage สามารถเข้าถึงสิ่งของที่เราจัดเก็บได้ตลอดเวลาและสามารถเลือกขนาดเช่าพื้นที่จัดเก็บสิ่งของที่เหมาะสมได้อีกด้วย ทำให้คุณสามารถเรียกใช้สิ่งของที่ต้องการง่ายกว่า Container storage ที่วางทับซ้อนกันในพื้นที่ขนาดใหญ่

Self storage จึงเป็นการจัดเก็บสิ่งของที่คุณสามารถเลือกตามแบบที่คุณต้องการได้ โดยออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์การเพิ่มพื่นที่ในการจัดเก็บสิ่งของและทรัพย์สินให้ปลอดภัย โดยไม่ต้องกำจัดสิ่งของที่คุณไม่ได้ใช้บ่อยทิ้งไป และยังสามารถเข้าถึงสิ่งของนั้นได้ตามความต้องการ

คุณสามารถจัดเก็บสิ่งของทุกอย่างตามที่คุณต้องการ (ยกเว้นของต้องห้ามบางรายการ) นอกจากนี้ยังสามารถเรียกดูหรือนำออกมาใช้งานได้ตลอดเวลา การเลือกขนาดของห้องจัดเก็บสิ่งของและระยะเวลาในการจัดเก็บสิ่งของเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ Self storage เป็นบริการที่ยอดเยี่ยมสำหรับคุณทั้งการจัดเก็บส่วนบุคคลและการจัดเก็บเพื่อธุรกิจของคุณ ไม่ว่าจะเป็นการจัดเก็บสต๊อคสินค้าหรือสิ่งของสำคัญชิ้นไหน คุณสามารถเลือกเก็บได้ตามความพึงพอใจของคุณ

ทำไมถึงเรียกว่า Self storage

Self storage เป็นการจัดเก็บสิ่งของด้วยตัวเอง หลายคนอาจสับสนในความหมายของมัน ซึ่งแท้จริงแล้วไม่ได้เป็นการจัดเก็บสิ่งของในพื้นที่บ้านของคุณ แต่เป็นการจัดเก็บสิ่งของในพื้นที่หรือโกดังให้เช่าซึ่ง Self storage ย่อมาจาก Self-service storage หรือการจัดเก็บสิ่งของด้วยตัวเองนั่นเอง โดยคุณรับผิดชอบในการนำทรัพย์สินเข้าและออกห้องจัดเก็บสิ่งของให้เช่าด้วยตัวเอง

แทนที่จะจ่ายเงินให้บริษัทมารับสิ่งของของคุณ เพื่อนำสิ่งของที่จะจัดเก็บออกไปและเก็บไว้ที่ไหนสักแห่งในโกดังที่เช่าไว้ ซึ่งคุณสามารถเช่าพื้นที่จัดเก็บสิ่งของและเลือกรูปแบบการจัดเก็บได้ แต่ต้องจัดการทุกอย่างด้วยตัวเอง Self storage ให้ความแตกต่างทั้งในเรื่องประเภทห้องที่มีหลากหลายรวมถึงขนาดที่สามารถเลือกได้ตามสิ่งของที่ต้องการจัดเก็บ คุณสามารถเลือกใช้บริการได้ตามที่คุณต้องการ

สิ่งของจะถูกทำลายหรือสูญหายจากการจัดเก็บหรือไม่?

อีกคำถามหนึ่งที่ผู้คนถามกันคือการเก็บรักษาทรัพย์สินของพวกเขาจะปลอดภัยเพียงใด คุณไม่ต้องกังวลเลยถ้าเลือกใช้บริการกับบริษัทที่ดีเช่น Keep-It Self Storage ที่มีการรักษาความปลอดภัยตลอด 24 ชั่วโมงเพื่อดูแลข้อมูลของคุณ

ถึงแม้ว่าจะมีการดูแลอย่างดีในแง่ของความปลอดภัย แต่สิ่งสำคัญคือต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่าสิ่งของสำคัญอาทิ อัลบั้มภาพ ภาพวาด หรือสิ่งอื่น ๆ ที่คุณอาจเลือกจัดเก็บนั้นจัดเก็บในห้องและอุณหภูมิที่เหมาะสม ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญอีกข้อหนึ่งที่ต้องนึกถึง 

คุณต้องตรวจสอบและควบคุมสภาพอากาศเพื่อเก็บของที่ต้องใช้การดูแลเป็นพิเศษ เช่น หนังสือหายาก รูปภาพ หรือเสื้อผ้า นอกจากนี้ยังต้องตรวจสอบให้ละเอียดในการจัดเก็บเฟอร์นิเจอร์กลางแจ้งหรือของใช้อื่นๆ ที่สำคัญ ซึ่งคุณสามารถเลือกขนาดและห้องจัดเก็บให้เช่ารูปแบบต่างๆ เพื่อใช้ในการเก็บรักษาทรัพย์สินของคุณได้

โดยทั่วไปแล้ว สิ่งของของคุณควรจัดเก็บให้เรียบร้อย และควรจะคำนึงถึงสิ่งคาดไม่ถึงที่อาจเกิดขึ้นตามมาได้หากคุณจัดเก็บสิ่งของไม่ถูกวิธี คุณควรจะทำความสะอาดและปกป้องสิ่งของสำคัญเหล่านั้นก่อนที่จะใส่เข้าไปในห้องเช่าจัดเก็บสิ่งของ เพื่อป้องกันสื่งที่จะทำให้ของเสียหายเช่น เชื้อรา ที่จะทำลายสิ่งของของคุณ ตราบใดที่คุณจัดเก็บสิ่งของอย่างถูกวิธี สิ่งของนั้นจะมีความปลอดภัย

คุ้มค่าที่จะจ่ายสำหรับการจัดเก็บหรือไม่?

เมื่อตัดสินใจแล้วว่าการจัดเก็บสิ่งของแบบใดที่เหมาะสมกับคุณ ควรพิจารณาที่ค่าใช้จ่ายที่ใช้ในการเช่าห้องเก็บของด้วย คุณอาจคิดว่าคุณสามารถเก็บของได้มากขึ้น โดยการหาพื้นที่เช่าที่มีขนาดใหญ่ขึ้น หรือใช้พื้นที่อันมีค่าในบ้านของเพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายในการเช่าพื้นที่ อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่สุดคือบริการ Self storage คุณจะไม่เพียงแค่มีพื้นที่มากขึ้นในการจัดเก็บสิ่งของของคุณ คุณยังได้พื้นที่เก็บของที่ปลอดภัย สะอาด และได้รับการดูแลทุกวันในขนาดที่คุณเลือกได้ และระยะเวลาในการจัดเก็บนานเท่าที่คุณต้องการ ดังนั้นในเรื่องนี้ ถือว่าคุ้มค่ามากหากคุณสามารถหาราคาและพื้นที่จัดเก็บสิ่งของที่เหมาะสมและตอบสนองได้ทุกความต้องการของคุณ

อย่างที่กล่าวไปแล้ว ให้แน่ใจว่าคุณคำนวณระยะเวลาที่คุณต้องการใช้ในการเช่าห้องเพื่อจัดเก็บสิ่งของ เนื่องจากหากเช่าเป็นระยะเวลานานจะมีค่าเช่าที่ถูกลงกว่าเช่าในระยะสั้น และขึ้นอยู่กับขนาดของห้องเช่าเก็บของที่คุณใช้บริการด้วย ซึ่งคุณสามารถเลือกได้ตามที่คุณต้องการ

 

บทสรุป

หวังเป็นอย่างยิ่งว่า เราได้ตอบคำถามของคุณสองสามข้อแล้ว และตอนนี้คุณก็รู้แล้วว่า Self storage คืออะไร เหตุใดจึงได้รับความนิยม และสามารถตัดสินใจได้ว่าบริการนี้คือสิ่งที่ต้องการในการจัดเก็บสิ่งของมีค่าของคุณ ไม่ว่าจะเป็นของใช้ส่วนตัวหรือเพื่อธุรกิจ คุณสามารถเลือกระยะเวลาจัดเก็บในระยะสั้นหรือระยะยาว และไม่ว่าสิ่งของจะมีจำนวนและขนาดเท่าไหร่ คุณสามารถเลือกการจัดเก็บให้เหมาะกับที่คุณต้องการได้

 

หายป่วยโควิด-19 แล้ว แต่ก็เหมือนยังไม่หายดี หรือบางคนอาจกลับไปใช้ชีวิตตามปกติไม่ได้เหมือนเดิม ซึ่งมีที่อาจคล้ายๆกัน หรือแตกต่างกันไป เช่น อาจรู้สึกเหนื่อยง่ายขึ้น รู้สึกหายใจไม่อิ่ม ฯลฯ ซึ่งอาการเหล่าเองที่เป็นผลกระทบมาจากการได้รับเชื้อโควิด ที่เราเรียกกันว่า ภาวะลองโควิด ภาษาอังกฤษ Long Covid ที่พบถึง 30% ในไทยแล้วตอนนี้ 

 

ลองโควิดคืออะไร?

Post Covid Syndrome หรือ Long COVID คืออาการที่หลงเหลือหลังติดเชื้อโควิด-19 ในระยะยาว เนื่องจากในขณะที่ป่วยโควิด-19 ร่างกายมีการสร้างแอนติบอดี้บางอย่างขึ้นมา ไปจับกับโปรตีนเซลล์ของอวัยวะบางส่วนในร่างกาย และอาจไปทำลายอวัยวะส่วนต่างๆ 

 

อาการ Long Covid

ผู้ที่เป็นลองโควิดอาการเจ็บป่วยจะไม่มีลักษณะตายตัว แต่ละบุคคลอาจมีอาการที่เหมือนหรือต่างกัน ซึ่งอาการของ Long Covid สามารถเกิดขึ้นได้ทั่วร่างกาย ตั้งแต่ระบบหายใจ ระบบประสาท ระบบทางเดินอาหาร,หัวใจ และหลอดเลือด ส่งผลกระทบต่อผู้ที่หายป่วยบางรายยังไม่สามารถกลับไปใช้ชีวิตได้อย่างปกติ ซึ่งมีโอกาสเกิดขึ้นได้ 10-50% จากจำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 ที่รักษาหายแล้ว ตั้งแต่ 4 -12 สัปดาห์ แต่ในบางประเทศก็อยู่ในช่วง 6-10 เดือนก็ยังสามารถที่จะเจออาการ Long Covid ซึ่งอาการหลงเหลือหลังติดเชื้อโควิดที่ว่านี้ สามารถแบ่งตามอาการที่เกิดขึ้นได้เป็น 3 กลุ่ม 

1.อาการเบื้องต้นที่พบได้บ่อยของภาวะลองโควิด 

ไอ ปวดศีรษะ เหนื่อยง่าย รู้สึกเหมือนจะเป็นไข้ตลอดเวลา อ่อนเพลียเรื้อรัง ใจสั่น หายใจไม่อิ่ม แน่นหน้าอก ท้องร่วง มีปัญหากับการนอนหลับ ปวดตามข้อ วิตกกังวล มีภาวะซึมเศร้า 

  • อาการทางกาย ของลองโควิด นอนไม่หลับ ปวดศีรษะ มึนงง มีไข้ เจ็บคอ ไอ จมูกไม่ได้กลิ่น ลิ้นไม่รู้รส หรือประสาทสัมผัสรสและกลิ่นลดลง แสบตา คันตา น้ำตาไหล สมองล้า เจ็บหน้าอก หายใจไม่อิ่ม ปวดข้อหรือกล้ามเนื้อ เหนื่อยง่ายขึ้น ท้องเสีย เนื่องจากภูมิคุ้มกันของร่างกายลดลง 
  • อาการทางจิตใจ เช่น วิตกกังวล สมาธิสั้นลง หรืออาจมีอาการซึมเศร้าร่วมด้วย ลองโควิดรักษาด้วยการพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง และต้องทำการรักษาอย่างต่อเนื่อง 

 

2.ภาวะแทรกซ้อนของโควิด-19 ที่อาจเกิดขึ้นได้มีดังนี้  

  • ภาวะลิ่มเลือดอุดตัน 
  • ไตวายเฉียบพลัน 
  • ตับอักเสบเฉียบพลัน
  • ติดเชื้อในกระแสเลือด
  • มีปัญหาระบบหัวใจและหลอดเลือด
  • ภาวะแทรกซ้อนทางระบบประสาท 

3.ผลข้างเคียงจากการรักษาโควิด-19 

  • กล้ามเนื้ออ่อนแรง 
  • มีภาวะเครียดรุนแรง หรือโรคเครียดหลังผ่านเหตุการณ์ร้ายแรง (PTSD) 

กลุ่มเสี่ยงที่อาจพบอาการลองโควิดได้ง่าย 

  • ผู้สูงอายุ 
  • ผู้ที่มีโรคประจำตัว 
  • ผู้มีระบบภูมิคุ้มกันต่ำ
  • ผู้ที่มีภาวะอ้วน 
  • ผู้ป่วยโควิด-19 ที่มีอาการรุนแรง เมื่อรักษาหาย จะมีความเสี่ยงในการเป็นลองโควิดมากกว่ากลุ่มติดเชื้อไม่มีอาการ 

สาเหตุของอาการ Long Covid

ผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ก็ยังไม่สามารถที่จะเข้าใจได้มากนัก ถึงสาเหตุอาการลองโควิด แต่เข้าใจว่าเกิดจากภาวะ Inflammation หรือ การอักเสบ ซึ่งเป็นระบบของร่างกายสร้างขึ้น เพื่อป้องกันสิ่งแปลกปลอม และตอบสนองต่อสิ่งที่จะทำให้เซลล์หรือเนื้อเยื่อของร่างกายได้รับบาดเจ็บ กระบวนการอักเสบนี้จะกำจัดสิ่งแปลกปลอมหรือเชื้อโรคออกไป และยังกำจัดเซลล์ที่บาดเจ็บหรือเซลล์ตาย ดังนั้นกระบวนการอักเสบจึงสำคัญต่อการป้องกันสิ่งแปลกปลอม และให้ร่างกายได้มีการซ่อมแซม แต่ถ้ามีการอักเสบมากเกินไป หรือมีอาการอักเสบเรื้อรังเป็นระยะเวลานาน จะส่งผลต่อการทำงานของเนื้อเยื่อผิดปกติได้เช่นกัน  

 

ภาวะลองโควิดกับแพทย์แผนไทย 

ทฤษฎีของแพทย์แผนไทยได้ระบุว่า เมื่อร่างกายคนเราได้รับเชื้อโควิด-19 เข้าไปแล้ว จะไปเพิ่มความร้อนให้กับร่างกาย และเมื่อความร้อนมากขึ้นเรื่อยๆ ก็จะส่งผลต่อระบบความชื้นในร่างกาย ทำให้มีอาการไข้ ตัวร้อน เจ็บคอ เพราะร่างกายสูญเสียน้ำ และเต็มไปด้วยความร้อนที่เกิดจากเชื้อโควิดนั่นเอง 

สำหรับผู้ป่วยโควิดที่ทำการรักษาหายแล้ว และอาจมีอาการลองโควิด หรือวิตกว่าตนจะเสี่ยงต่อการมีอาการลองโควิด ต้องการดูแลสุขภาพตนเอง พร้อมกับการรักษาด้วยแพทย์ทางเลือก หรือทานสมุนไพรควบคู่ไปด้วย เราก็ได้นำรายชื่อของสมุนไพรไทย ที่ได้รับการยืนยันว่าไม่เป็นอันตราย และสามารถช่วยอาการที่อาจมีได้หลังจากทำการรักษาโควิด-19 แล้ว มีอะไรบ้างไปดูกันเลย 

 

ตำรับยาสมุนไพรที่บรรจุลงบัญชียาหลักแห่งชาติที่ใช้บำบัดอาการลองโควิด ซึ่งมีดังนี้

  • ฟ้าทะลายโจร : ช่วยลดไข้ ต้านการอักเสบ 
  • ยาห้าราก (เบญจโลกวิเชียร) : ลดไข้ กระทุ้งพิษไข้ (ทำให้พิษไข้ออกจากร่างกาย)
  • ประสะจันทน์แดง : แก้ไข้ แก้ร้อนใน แก้กระหายน้ำ 
  • จันทลีลา : บรรเทาอาการไข้ ตัวร้อน ไข้เปลี่ยนฤดู
  • ตรีผลา : บรรเทาอาการไอ ขับเสมหะ ปรับสมดุลธาตุ 
  • ยาหอมนวโกฐ : แก้คลื่นไส้ วิงเวียน อาเจียน อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร ท้องอืดท้องเฟ้อ 
  • ยาแก้ไอมะขามป้อม : ขับเสมหะ บรรเทาอาการไอ 
  • ยาปะสะมะแว้ง : บรรเทาอาการไอ ลดอาการเจ็บคอ ขับเสมหะ
  • ยาแก้ลมแก้เส้น : แก้อาการปวดข้อ ปวดกล้ามเนื้อ แน่นหน้าอก จุมเสียดท้อง 
  • ยาศุขไสยาสน์ : แก้อาการนอนไม่หลับ อ่อนเพลีย อารมณ์แปรปรวน 
  • น้ำมันกัญชา (ตำรับหมอเดชา) : แก้ปวดศีรษะ นอนไม่หลับ ช่วยเจริญอาหาร 

 

รักษาลองโควิดหายไหมหรือจะกลับมาเป็นปกติได้ไหม 

อาการลองโควิดอาจจะส่งผลระยะยาว หรืออาจจะสามารถกลับมาเป็นปกติได้เกือบ 100% หากทำการรักษาหรือดูแลสุขภาพตนเองดีๆ ก็สามารถหายได้เอง แต่ถ้ามีอาการยาวนานกว่า 2 เดือนขึ้นไป ควรรีบทำการพบแพทย์ เพื่อตรวจเช็คอาการและรักษาได้ถูกต้องตามอาการ เนื่องจากเป็นโรคอุบัติใหม่ ที่อาการของโรคยังไม่เสถียรแน่ชัด โดยแพทย์จะมีการพิจารณาอาการต่างๆ ซึ่งแบ่งออกได้ดังต่อไปนี้ 

1.อาการที่เกิดจากการนอนโรงพยาบาลเป็นระยะเวลานาน เช่น อาการแผลกดทับ ติดเตียง ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อตามอวัยวะต่างๆ จิตตก ซึมเศร้า 

2.อาการที่เกิดจากผลข้างเคียงของยารักษาโควิด-19  ยารักษาโรคโควิดส่วนใหญ่จะไม่พบผลข้างเคียงในระยะยาว แต่ก็มีความเป็นไปได้กับยาที่รักษาอาการข้างเคียงอื่นๆ ระหว่างที่รักษาโรคโควิด เช่น กลุ่มยาเสตียรอยด์ ซึ่งอาการที่อาจพบได้ เช่น กรดไหลย้อน แสบกระเพาะ มีอาการทางเบาหวาน หรือค่าน้ำตาลไม่คงที่ เป็นต้น 

3.อาการที่เกิดจากผลแทรกซ้อนของโควิด-19 ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นได้ในช่วงระยะ 1 – 1½ เดือน โดยแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มด้วยกัน ได้แก่ 

  • กลุ่มที่มีอาการต่อเนื่อง ตรวจแล้วแต่ไม่พบความผิดปกติ  เช่น หอบ เหนื่อย เพลีย รู้สึกเหมือนร่างกายไม่ปกติเท่าที่ควร โดยจะรักษาตามอาการ และให้ร่างกายปรับและฟื้นตัวเอง 
  • กลุ่มที่มีอาการต่อเนื่อง ตรวจแล้วพบความผิดปกติ เช่น พบความผิดปกติที่ปอด มีผังผืดในปอด ภาวะติดเชื้อ หัวใจและหลอดเลือดผิดปกติ ภาวะลิ่มเลือดอุดตัน หรืออวัยวะสำคัญมีการอักเสบ ฯลฯ จะต้องทำการรักษาภายใต้การดูแลของแพทย์
  • กลุ่มที่ไม่มีอาการ แต่ตรวจพบอาการผิดปกติที่ปอด จะรักษาภายใต้การดูแลของแพทย์ 

การรักษาลองโควิดที่ดีที่สุด คือการดูแลสุขภาพตนเองอย่างต่อเนื่องและให้มากที่สุด คอยสังเกตอาการ หากพบความผิดปกติของร่างกายจะได้พบแพทย์และรักษาได้ทันท่วงที อย่าวิตกกังวลจนเกินไป เพราะจะส่งผลต่อภูมิคุ้มกันภายในร่างกาย และปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด ร่างกายก็จะค่อยๆฟื้นฟูกลับมาดีขึ้นจนหายเป็นปกติในที่สุด 

 

 

ชุดบอดี้สูท หรือ บอดี้สูท (bodysuit) ชุดแต่งกายแฟชั่น ที่สาวๆหลายคน มักจะมีไว้ประจำตู้เสื้อผ้า 1 ตัว เป็นอย่างน้อย โดยเฉพาะสาวๆสายแฟ ซึ่งก็ไม่แปลกใจถ้าผู้ชายทั้งหลายอาจจะไม่คุ้นเคยกับชื่อนี้สักเท่าไร ว่าชุดบอดี้สูทเป็นยังไง แต่ถ้าเคยเห็นชุดบอดี้สูทแรกเกิด ที่เป็นชุดเดียวกันทั้งตัวแล้วมีกระดุมป๊อกแป๊กไว้ติดด้านล่าง ไว้ใส่ให้เด็กแรกเกิดหรือชุดที่ใส่เด็กแบเบาะ ก็อาจจะเคยเห็นหรือนึกออกกันบ้าง 

แต่หลังจากที่มีข่าวๆหนึ่งที่เกี่ยวกับผู้มีชื่อเสียงท่านหนึ่ง และเป็นที่สนใจของใครหลายคนๆ คาดว่าน่าจะมีทั้งหญิงและชายรู้จักชุดบอดี้สูทกันมากขึ้นแน่ๆ และจากที่ถกเถียงกันว่าชุดชนิดนี้เป็นแบบไหน มีกี่แบบกันแน่ ถึงได้มีประเด็นในข่าวขึ้นมา ฉะนั้นเราจะมาทำความรู้จักกับชุดบอดี้สูทกันในบทความนี้ว่า ชุดบอดี้สูทคืออะไร ชุดบอดี้สูทผู้หญิงมีกี่แบบให้เลือกใช้ 

ชุดบอดี้สูท คือชุดที่สวมใส่แล้วกระชับ รัดรูปพอดีตัว เน้นบริเวณส่วนโค้งเว้าของร่างกาย ทำให้ดูสวยงาม และช่วยให้ผู้สวมใส่รู้สึกมั่นใจในรูปร่าง โดยชุดจะเป็นผ้าผืนเดียวกัน โดยส่วนใหญ่มักจะใช้ผ้าที่มีความยืดหยุ่น เช่น ผ้าสแปนเด็กซ์  ผ้าคอตตอน นำมาตัดเย็บเป็นชุดคล้ายกับชุดว่ายน้ำวันพีซ โดยอาจใช้ผ้าชนิดใดชนิดหนึ่ง หรืออาจนำมาผสมกัน เช่น ใช้ผ้าคอตตอนผสมกับผ้าสแปนเด็กซ์ เพื่อให้ความสัมผัสสบาย 

แฟชั่นบอดี้สูทเป็นที่ชื่นชอบของสาวๆยุคนี้ เพราะประโยชน์ของบอดี้สูทนั้น คือการที่สามารถจับคู่กับเสื้อสูท กระโปรง หรือกางเกงได้หลายสไตล์ ทั้งกางเกงขาสั้น กางเกงขายาว ใส่บอดี้สูทเดี่ยวๆ หรือสวมเสื้อคลุม คาร์ดิแกน แจ็คเก็ตหนัง หรือทับด้วยสูทเบลเซอร์ ได้ทั้งลุคเท่ เปรี้ยว เฉี่ยว แซ่บ จะใส่ทำงานแบบสุภาพ หรือใส่เที่ยวในวันสบายๆก็เฟียซทั้งนั้น

กำเนิดชุดบอดี้สูท

ชุดบอดี้สูท ได้ถือกำเนิดขึ้นในปี 1950 โดย Claire McCadall ซึ่งเป็นนักออกแบบแฟชั่น ได้เข้าสู่โลกแฟชั่นของสหรัฐอเมริกา และเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง เมื่อถูกสวมใส่โดย Betty Page นางแบบแห่งยุคนั้น และยังปรากฏบนหน้าปกนิตยสารที่มีชื่อเสียงของปี1960 อย่าง Playboy ที่สวมใส่โดย “Playboy Bunny”  นางแบบของแบรนด์นิตยสารที่เป็นเด็กผู้หญิง

เมื่อภาพยนตร์เรื่อง Wonder Woman ซึ่งนำแสดงโดย ลินดา คาร์เตอร์ ที่ได้สวมใส่ชุดบอดี้สูท และถูกฉายทางโทรทัศน์ ในช่วงปี 1976 และ 1979  ก็ยิ่งทำให้ชุดบอดี้สูทเป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น

จนกระทั่งปี 1980 – ​​1990  ดีไซเนอร์แฟชั่น Azzedine Alaia และ Donna Karan ได้นำชุดบอดี้สูทมาใช้ในวงการแฟชั่น โดยดัดแปลงเป็นชุดยูนิเซ็กส์ ที่สามารถใส่ได้ทุกเพศ เป็นสไตล์บอดี้สูทคอเต่า และเสื้อเชิ้ตแขนสั้น ที่ใส่กับกางเกงยีนส์เอวสูง แล้วให้ความคลาสสิค เป็นที่นิยมมากในยุคนั้น และยังคงส่งต่อมาจนถึงยุคปัจจุบัน 

 

ปัจจุบันเราจะเห็นได้ว่า ชุดบอดี้สูทจะมี 2 ชนิด คือแบบที่เป้าเย็บติดกันแบบกางเกงใน และแบบเป้ามีกระดุมให้แกะออกได้ ซึ่งเสื้อบอดี้สูทแฟชั่นก็มีการผลิตออกมาให้มีหลากหลายมากขึ้น เพื่อให้เลือกใส่ และมิกซ์ แอนด์ แมทช์ ได้มากขึ้น เช่น

ชุดบอดี้สูทสายเดี่ยว เป็นบอดี้สูทที่พบได้ทั่วไป และแทบจะเรียกได้ว่า เป็นบอดี้สูทแฟชั่นรุ่นแรกๆ มีลักษณะคล้ายเสื้อกล้าม หรือเสื้อสายเดี่ยว เพียงแต่การใส่ชุดบอดี้สูท จะถูกทับด้วยชิ้นล่าง เช่น กางเกง หรือกระโปรงทับเสมอ ซึ่งสามารถนำมา mix & match ได้หลายลุค หลายกาลเทศะ

ชุดบอดี้สูทแขนยาว เป็นบอดี้สูทที่นักบัลเล่ต์ หรือนักยิมนาสติกนิยมใส่ เพราะบอดี้สูทจะให้ความคล่องตัวในการเคลื่อนไหวร่างกาย โดยชุดจะมีลักษณะเป็นแขนยาว หรือแขนสามส่วน 

ชุดบอดี้สูทครึ่งตัว มีลักษณะคล้ายกับชุดว่ายน้ำวันพีช คือท่อนบนอาจจะเป็นสายเดี่ยว หรือมีแขน หรือเป็นบอดี้สูดเปิดหลัง บอดี้สูทคอกลม คอเต่า แต่ท่อนล่างจะคล้ายกับกางเกงใน ต้องสวมกางเกงหรือกระโปรงทับ 

ชุดบอดี้สูทเต็มตัว จะต่างจากบอดี้สูทครึ่งตัวตรงที่ เป็นบอดี้สูทเต็มตัว ที่มีท่อนล่างเป็นกางเกงขายาวรัดรูป โดยท่อนบนอาจเป็นแขนสั้น หรือแขนยาวก็ได้ ถ้าจะให้เห็นภาพ ก็คล้ายกับชุดที่ นาตาชา โรมานอฟ สวมใส่ในหนังซุปเปอร์ฮีโร่มาร์เวล

ชุดบอดี้สูทลูกไม้ เป็นการนำผ้าลูกไม้มาเพิ่มความหวานแต่เซ็กซี่ ให้กับชุดบอดี้สูทมากขึ้น ซึ่งมีทั้งแบบบอดี้สูทสายเดี่ยว แขนสั้น แขนยาว และการสวมเป็นชุดชั้นใน 

ชุดบอดี้สูทเข้าห้องน้ำยากไหม

หลายคนสงสัยว่าใส่ชุดบอดี้สูทฉี่ยังไง เพราะชุดมีลักษณะแบบชุดว่ายน้ำวันพีซ กว่าจะถอดได้ในแต่ละครั้ง นับว่ายากและลำบากพอควรเลยทีเดียว 

ชุดบอดี้สูทถูกตัดเย็บให้มีลักษณะคล้ายชุดว่ายน้ำ วิธีใส่ชุดบอดี้สูท หรือการจะถอดก็จะเหมือนกับการใส่ชุดว่ายน้ำเลย เพราะชุดจะมีท่อนล่างเป็นขาเว้าหรือขาสั้น ซึ่งบางรุ่นอาจมีการเย็บปิดเป้า เมื่อจะเข้าห้องน้ำในแต่ละครั้ง จะต้องถอดชุดจากข้างบนลงเหมือนถอดชุดว่ายน้ำ ซึ่งจะค่อนข้างใช้เวลา แต่ถ้าเร่งรีบ หรือไม่สะดวกใจจะถอดทั้งชุด แล้วเป็นกรณีถ่ายเบา อาจใช้วิธีแหวกบริเวณเป้ากางเกง แต่ต้องอาศัยความชำนาญพอสมควร ไม่เช่นนั้นอาจจะเลอะเปรอะเปื้อนได้ แต่ในกรณีถ่ายหนัก อย่างไรก็ต้องถอดทั้งชุด จากบนลงล่างอยู่ดี ทำให้โป๊ทั้งตัว ดังนั้น ก่อนที่จะทำธุระส่วนตัว จะต้องต้องมั่นใจว่าอยู่ในห้องหรือบริเวณที่มิดชิด 

สำหรับรุ่นที่มีกระดุมบริเวณเป้ากางเกง ทั้งที่เป็นแบบกระดุมสแน็ปหรือตะขอ ซึ่งออกแบบมาให้เปิด-ปิดบริเวณเป้า เพิ่มความสะดวกต่อการถอดง่ายขึ้น ทำให้ตอบโจทย์เมื่อเวลาต้องเข้าห้องน้ำ โดยไม่จำเป็นต้องถอดชุดทั้งหมด จากบนลงล่าง แต่ก็ต้องใช้ 2 มือในการจับกระดุม เพื่อถอดและสวมใส่อยู่ดี จึงนับว่าไม่ใช่เรื่องง่าย และไม่สามารถที่จะทำธุระส่วนตัวในที่โล่งแจ้งได้อย่างแน่นอนสำหรับสาวๆ 

 

ชุดบอดี้สูทใส่ว่ายน้ำได้ไหม 

แม้ว่าชุดบอดี้สูทจะตัดเย็บออกมาให้มีลักษณะเหมือนกับชุดว่ายน้ำ แต่ผ้าที่ใช้จะแตกต่างกัน ไม่สามารถใส่ว่ายน้ำได้ ยกเว้นบอดี้สูทรุ่นที่ใช้ผ้าชนิดเดียวกับชุดว่ายน้ำ ที่เริ่มผลิตออกมาให้สามารถใส่เที่ยวและใส่ว่ายน้ำได้ในตัวเดียวกัน แต่ก็ต้องดูเนื้อผ้าให้ดี ถ้าไม่อยากดูโป๊จนแทบเหมือนไม่ใส่อะไรเลยเวลาลงว่ายน้ำ 

 

ยาแก้แพ้ ยาแก้แพ้อากาศ และยาแก้ภูมิแพ้ (Antihistamine) ต่างก็คือยาที่ใช้บรรเทาอาการแพ้ หรือป้องกันการแพ้จากสารฮีสตามีน (Histamine) ที่เป็นต้นเหตุของอาการแพ้ ส่งผลให้มีอาการคัดจมูก จาม น้ำมูกไหล มีผื่นคัน เยื่อบุจมูกอักเสบ เยื่อตาอักเสบ มีลมพิษแบบเฉียบพลัน หลอดลมตีบ จนต้องบรรเทาอาการเหล่านี้ด้วยการกินยาแก้แพ้อากาศ หรือทายาแก้แพ้นั่นเอง 

 

ยาต้านฮีสตามีนมีอะไรบ้าง 

ปัจจุบันมีชื่อยาแก้ภูมิแพ้มากขึ้น แต่กลุ่มตัวยาต้านฮีสตามีน ได้แก่ 

  • คลอเฟนิรามีน (Chlorpheniramine) 
  • ไดเฟนไฮดรามีน (Diphenhydramine) 
  • ไดเมนไฮดริเนต (Dimenhydrinate)
  • ไฮดรอไซซีน (Hydroxyzine) 
  • ทริโปรลิดีน (Triprolidine) 
  • บรอมเฟนิรามีน (Brompheniramine)
  • คีโตติเฟน (Ketotifen) 
  • ออกซาโทไมด์ (Oxatomide) 
  • เซทิริซีน (Cetirizine) 
  • เลโวเซทิริซีน (Levocetirizine) 
  • เฟโซเฟนาดีน (Fexofenadine) 
  • ลอราทาดีน (Loratadine)

 

ยาแก้แพ้มีกี่ประเภท?

ยาแก้แพ้แบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท คือ ยาแก้แพ้ชนิดทำให้ง่วง และยาแก้แพ้ชนิดไม่ทำให้ง่วงนอน 

ยาแก้แพ้ชนิดทำให้ง่วง (First-generationAntihistamine)

ยาแก้แพ้รุ่นแรก ที่ใช้ในการรักษาอาการภูมิแพ้กันอย่างแพร่หลายมาอย่างยาวนาน เพราะสามารถใช้ได้ครอบคลุม อาทิเช่น อาการคันจมูก น้ำมูกไหล จาม ผื่นลมพิษ แมลงกัดต่อย สัมผัสโดนพิษจากพืชและสารเคมีบางชนิด และยังใช้บรรเทาอาการเมารถ เมาเรือ หรือใช้ร่วมกับยาชนิดอื่นในการเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษาตามอาการของผู้ป่วย โดยยาแก้แพ้มีหลากหลายชนิดให้เลือก และราคาถูก หาซื้อได้ง่าย ตัวอย่างยากลุ่มนี้ เช่น ไดเฟนไฮดรามีน (Diphenhydramine) ไดเมนไฮดริเนต (Dimenhydrinate)

เนื่องจากตัวยาจะถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือด ผ่านตัวกั้นระหว่างหลอดเลือดกับเซลล์ระบบประสาท (Blood brain barrier) เข้าสู่สมองส่วนกลาง ซึ่งไปลดความตึงเครียด ผ่อนคลายกล้ามเนื้อ จึงทำให้รู้สึกง่วงหลังรับประทานเข้าไป ไม่กระฉับกระเฉง คิดอะไรช้า แต่จะเป็นมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับชนิดของยาและร่างกายของแต่ละคน โดยตัวยาจะออกฤทธิ์ภายใน 30 นาที แต่ก็หมดฤทธิ์เร็วเช่นกัน ทำให้มีความถี่ในการทานยาถึง 3 ครั้ง / วัน จึงได้มีการพัฒนาตัวยาจนได้เป็นรุ่นต่อไป 

 

ยาแก้แพ้ชนิดไม่ง่วง (Second-generation Antihistamine)

ยาแก้แพ้รุ่นที่ 2 ที่ถูกพัฒนามาจากยาแก้แพ้รุ่นแรก ซึ่งได้รับความนิยมมากในปัจจุบัน เพราะนอกจากจะออกฤทธิ์เหมือนกับยาแก้แพ้รุ่นแรกแล้ว แต่แทบจะไม่พบอาการง่วงซึมหลังจากทานยา  เนื่องจากตัวยาถูกดูดซึมเข้าสู่สมองส่วนกลางได้น้อยหรือไม่ถูกดูดซึมเลย จึงไม่กระทบกับกิจวัตรประจำวัน แต่สำหรับการบรรเทาอาการเมารถ เมาเรือ จะค่อนข้างด้อยกว่ายาแก้ชนิดง่วงแบบรุ่นแรก ตัวอย่างกลุ่มยาชนิดไม่ง่วง อาทิเช่น เซทิริซีน (Cetirizine) ลอราทาดีน (Loratadine) ซึ่งจะออกฤทธิ์ช้าแต่ก็หมดฤทธิ์ช้าเช่นกัน และทานเพียงแค่ 1 ครั้งเท่านั้น แต่ตัวยาออกฤทธิ์ได้นานเกือบ 24 ชั่วโมง

 

ผลข้างเคียงและอาการแพ้ยา

ยาแผนปัจจุบันทุกชนิดจะต้องรับประทานในปริมาณที่เหมาะสม ภายใต้คำแนะนำของแพทย์และเภสัชกร ยาแก้แพ้ก็เช่นกัน เพราะยาแทบทุกชนิดจะมีข้อควรระวังที่แตกต่างกันไป และอาจก่อให้เกิดผลข้างเคียงได้ แม้แต่ยาแก้แพ้ก็เช่นกัน 

ผลข้างเคียงของยาภูมิแพ้แบบง่วง 

  • ง่วงนอน
  • คอแห้ง ปากแห้ง ตาแห้ง
  • เห็นภาพซ้อน
  • มีอการวิงเวียน ปวดศีรษะ
  • ความดันโลหิตต่ำ
  • ใจเต้นเร็วผิดปกติ
  • ปัสสาวะติดขัดหรือท้องผูก

ผลข้างเคียงยาภูมิแพ้แบบไม่ง่วง 

  • ปวดศีรษะ
  • คลื่นไส้ อาเจียน
  • เจ็บคอ
  • ไอ
  • อ่อนแรง
  • ปวดท้องหรือไม่สบายท้อง

แม้ว่ายาแก้แพ้จะสามารถหาซื้อได้ง่าย แต่ก็มีข้อควรระวังในใช้ยา โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ป่วยบางโรค 

 

 

ผู้ที่สามารถใช้ยาแก้แพ้ได้

สำหรับผู้เป็นโรคภูมิแพ้ หรือมีอาการแพ้ เช่น คัดจมูก จาม น้ำมูกไหล มีผื่นคัน เป็นลมพิษเฉียบพลัน เยื่อบุตาอักเสบ เยื่อจมูกอักเสบ หลอดลมตีบ แพ้เกสรดอกไม้ แพ้ฝุ่นละออง แพ้ขนสัตว์ แพ้อาหารทะเล หรือสารก่อภูมิแพ้อื่นๆ 

 

ผู้ที่ไม่ควรใช้ยาแก้แพ้

ผู้ที่มีประวัติการแพ้ยาภูมิแพ้ หรือแพ้ตัวส่วนประกอบในยานี้ ผู้ป่วยโรคตับ โรคไต โรคหอบหืด ผู้ที่มีคลื่นหัวใจผิดปกติ ความดันในลูกตาสูง เป็นต้อหิน ต่อมลูกหมากโต ปัสสาวะคั่ง ไทรอยด์ทำงานผิดปกติ ความดันโลหิตสูง 

 

ข้อควรระวังในการทานยาแก้แพ้ ยาต้านฮีสตามีน ยาภูมิแพ้ 

  • ไม่ควรรับประทานยาแก้แพ้ ก่อนหรือขณะปฏิบัติงานเกี่ยวกับการควบคุมเครื่องจักร และขับยานพาหนะ  เพราะยาแก้แพ้มีฤทธิ์ทำให้ง่วงนอน อาจทำให้เกิดอันตรายได้ 
  • ไม่ควรดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ขณะทานหรือหลังจากทานยาแก้แพ้ เพราะจะยิ่งทำให้ง่วงซึมมากขึ้น
  • ระมัดระวังการใช้ยาแก้แพ้ในเด็กเล็ก เพราะอาจทำให้เกิดภาวะหยุดหายใจในขณะหลับ
  • ผู้สูงอายุควรใช้ยาแก้แพ้ภายใต้คำแนะนำของแพทย์ เนื่องจากระบบภายในร่างกายกำจัดยาออกได้น้อยกว่าวัยอื่นๆ
  • สตรีมีครรภ์หรืออยู่ระหว่างการให้นมบุตร ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ยา เนื่องจากยาแก้แพ้บางตัวอันตรายต่อเด็กในครรภ์ และสามารถผ่านทางน้ำนมไปสู่เด็กทารกได้

ยาที่ไม่ควรใช้ร่วมกับยาแก้ภูมิแพ้

กลุ่มยาที่ออกฤทธิ์กดประสาท เช่น ยานอนหลับ ยาลดความดัน ยาโรคซึมเศร้า ยาคลายกล้ามเนื้อ ยากันชัก หรือยาที่มีตัวยาแก้ภูมิแพ้ตัวอื่นๆผสมอยู่ เช่น  Amitriptyline, Guanethidine, Nifedipine, Tranylcypromine เพราะกลุ่มยาเหล่านี้จะมีฤทธิ์กดระบบประสาททำให้เกิดอาการง่วงซึม มึนงง ถ้ารับประทานร่วมกัน จะยิ่งเพิ่มความรุนแรงของอาการ จนเป็นอันตรายได้ 

วิธีเก็บรักษายาแก้แพ้

การเก็บยาหลายๆชนิด รวมถึงยาแก้แพ้ ควรเก็บไว้ในที่แห้งภายใต้อุณหภูมิห้อง อย่าให้โดนแสงแดด ความร้อน ความชื้น เก็บให้พ้นจากมือเด็กและสัตว์เลี้ยง

 

ประเทศไทยมียุงเยอะมาก โดยเฉพาะช่วงหน้าฝน ยิ่งบริเวณที่ใกล้แหล่งน้ำหรือมีน้ำขังยิ่งมียุงชุม เรามักจะรู้กันว่ายุงพาหะนำโรคต่างๆมาสู่สัตว์และมนุษย์ แล้วยุงเป็นพาหะนำโรคอะไรบ้างล่ะ? ก่อนที่จะไปถึงเรื่องของโรคที่มากับยุง เรามาทำความรู้จัก “ยุง” กันสักหน่อยดีกว่า

ยุงคือแมลงขนาดเล็กที่จัดอยู่ในไฟลัม Arthropoda มี 2 ปีก และ 6 ขา โดยยุงตัวเมียจะอาศัยดูดกินเลือดสัตว์อื่นเป็นอาหาร และมีชีวิตอยู่ได้ประมาณ 2-6 สัปดาห์ ในขณะที่ยุงตัวผู้จะกินน้ำหวานจากดอกไม้เป็นอาหาร และมีอายุเพียงประมาณ 1 สัปดาห์ แต่ก็ต้องขึ้นอยู่กับอากาศและแสงสว่างที่เหมาะสมด้วย ยุงนั้นมีหลากหลายสายพันธุ์ สามารถพบได้ทั่วโลก แต่จะพบมากในเขตร้อนและอบอุ่น เช่น ประเทศไทย สิงคโปร์ อินเดีย แอฟริกา เป็นต้น 

แม้ว่ายุงตัวเมียเท่านั้นที่ดูดกินเลือดเพื่อนำเอาโปรตีนและแร่ธาตุในเลือดไปใช้ในการเจริญเติบโตของไข่ในรังไข่ แต่ยุงตัวใหญ่หรือยุงตัวเมียชนิด Toxorhychites mosquitoes จะกินแต่น้ำหวาน ซึ่งการกินเลือดของยุงแต่ละชนิดจะมีความแตกต่างออกไป บางชนิดก็กินเลือดสัตว์อื่นๆและสัตว์เลี้ยง เช่น วัว ควาย ม้า สุนัข แต่ก็มียุงบางชนิดที่กินเลือดคนเท่านั้น โดยการล่าเหยื่อของยุง จะใช้การรับรู้จากสารเคมีในตัวเหยื่อ การมองเห็นภาพ และการรับรู้จากอุณหภูมิในร่างกาย หรือความร้อนในตัวเหยื่อนั่นเอง 

 

โรคที่เกิดจากยุงมีอะไรบ้าง 

1.โรคไข้เลือดออก 

เกิดจากเชื้อไวรัสที่มียุงลายพาหะนำโรค โดยยุงลายนี้เป็นยุงที่ออกดูดเลือดตอนกลางวัน มีลักษณะสีขาวสลับดำ แหล่งเพาะพันธุ์อย่างดีคือแหล่งน้ำขังและน้ำนิ่ง และยิ่งชุกชุมมากในฤดูฝน เมื่อยุงลายไปกัดผู้ป่วยที่มี่เชื้อของโรคนี้ หรือผู้ป่วยไข้เลือดออก เชื้อไวรัสในเลือดจะไปสะสมในน้ำลายของยุง และเมื่อยุงลายไปกัดคนอื่นต่อ จึงทำให้แพร่เชื้อให้กับคนต่อไป จนเป็นโรคติดต่อที่มียุงลายเป็นพาหะนำโรค

อาการของโรคไข้เลือดออก :  หลังจากที่ถูกยุงกัดประมาณ 5-8 วัน ช่วงแรกจะเป็นช่วงระยะไข้ ประมาณ 4-7 วัน โดยจะมีไข้สูงเฉียบพลัน ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ หรือปวดกระดูก อาจไม่มีน้ำมูกหรืออาการไอ แต่อาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน มีผื่นแดงๆตามร่างกาย เลือดออกง่าย เบื่ออาหาร ถ่ายอุจจาระเป็นสีดำ ปลายมือปลายเท้าเย็น จากนั้นอาการไข้จะลดลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งช่วงนี้อาจมีภาวะแทรกซ้อน จากการที่พลาสมาหรือสารน้ำในเลือดมีการรั่วออกจากเส้นเลือด ส่งผลให้ผู้ป่วยช็อก ชัก แน่นหน้าอก ปวดท้อง หรือมีเลือดออกในอวัยวะภายในได้ แต่ถ้าไม่มีภาวะแทรกซ้อนใดๆ ก็จะเข้าสู่ระยะฟื้นตัว ปัสสาวะมากขึ้น ผู้ป่วยเริ่มอยากรับประทานอาหาร 

การปฏิบัติตัวเมื่อป่วย หรือต้องดูแลผู้ป่วยไข้เลือดออก 

  • หมั่นเช็ดตัวบ่อยๆ ควบคู่กับการทานยาลดไข้ หรือพาราเซตามอล (ตามคำแนะนำของแพทย์ หรือไม่เกินวันละ 8 เม็ด เพราะถ้าทานมากเกินไป จะส่งผลให้ตับอักเสบได้) เพื่อเป็นการลดไข้ 
  • ควรดื่มน้ำเกลือแร่ช่วงที่มีไข้สูง เพราะหากดื่มแต่น้ำเปล่า อาจทำให้ระดับเกลือแร่ในเลือดเสียสมดุลได้ 
  • ไม่ควรซื้อยารับประทานเอง อาจมีผลเสียมากขึ้น เช่น อาจทำให้เกิดแผลในกระเพาะอาหาร หรือยาอาจทำให้ตับอักเสบ
  • หากมีการใกล้ชิดหรือเป็นผู้ดูแลผู้ป่วยไข้เลือดออก แล้วเกิดมีไข้สูง ให้รีบพบแพทย์ เพราะมีความเสี่ยงสูงที่จะเป็นไข้เลือดออก 
  • หลีกเลี่ยงการกระทบกระแทก หรือการกระทำที่เสี่ยงต่อการให้เกิดเลือดออก แม้แต่การเคี้ยวอาหารแข็งๆ เพราะยังมีภาวะเกล็ดเลือดต่ำกว่าปกติ ทำให้เลือดออกได้ง่าย 

การป้องกันการติดเชื้อ 

  • พยายามไม่ให้ยุงกัด หรือหาวิธีป้องกันยุง เช่น กางมุ้ง ติดมุ้งลวดกันยุง ใช้ยาทากันยุง 
  • ทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ยุง เทน้ำขังในบ้านและรอบๆบริเวณรัศมี 50 เมตร ทิ้งให้หมด เพื่อกำจัดยุงลาย หาฝาปิดภาชนะให้มิดชิด เพื่อป้องกันยุงลายวางไข่ได้ 

2.โรคมาลาเรีย 

โรคมาลาเรีย เป็นโรคที่เกิดจากยุงก้นปล่อง ยุงชนิด Anopheles dirus และ minimus เป็นพาหะเชื้อโปรโตซัวพลาสโมเดียม ที่ก่อให้เกิดโรคในมนุษย์ มีไข้สูงและหนาวสั่น หรือที่เรียกว่า ไข้จับสั่น และยุงก้นปล่องนี้เป็นยุงกลางคืน พบชุกชุมมากช่วงหน้าฝน แต่ถ้าเป็นยุงชนิด dirus จะพบในป่าทึบเสียเป็นส่วนใหญ่ แต่ยุงก้นปล่องแทบทุกชนิดจะออกดูดเลือดในช่วงกลางคืน ตั้งแต่หัวค่ำจนถึงดึก หากเด็กได้รับเชื้อนี้ จะมีอการหนักกว่าผู้ใหญ่ แม้ว่าปัจจุบันจะมียาฆ่าเชื้อพลาสโมเดียม แต่ก็มีการดื้อยาค่อนข้างมาก และยังไม่มีวัคซีนป้องกันโรมาเลเรีย 

อาการของโรคมาเลเรีย : เมื่อถูกยุงก้นปล่องกัด เชื้อพลาสโมเดียมแต่ละสายพันธุ์จะใช้เวลาฟักตัวไม่เท่ากัน แต่ก็มีความใกล้เคียงกันประมาณ 7-14 วัน หรืออาจมากกว่า 2 สัปดาห์ หากเป็นสายพันธ์ุ malaria โดยจะมีอาการไข้สูง ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ อ่อนเพลีย หน้าซีด ปากซีด ปัสสาวะมีสีเข้ม ซึ่งอาการไข้นี้แบ่งได้เป็น 3 ระยะ คือ 

  • ระยะที่ 1 ระยะหนาว อุณหภูมิร่างกายสูงขึ้น ผิวหนังเย็นซีด มีอาการหนาวสั่นขนลุก อาจหนาวเข้ากระดูก แบบที่ห่มผ้าก็ไม่หายหนาว ระยะที่1 จะมีอาการประมาณ 10-20 นาที แล้วจึงเข้าสู่ระยะต่อไป 
  • ระยะที่ 2 ระยะร้อน ร่างกายจะมีอุณหภูมิสูงถึง 38-40 องศาเซลเซียส คลื่นไส้อาเจียน ชีพจรเต้นแรง ผิวหนังร้อนแดง โดยระยะนี้จะใช้เวลาค่อนข้างนานกว่าระยะอื่นๆ อาจประมาณ 2 ชั่วโมง หรือมากกว่านั้น จากนั้นก็จะเข้าสู่ระยะที่ 3 
  • ระยะที่3 ระยะเหงื่อออก อุณหภูมิในร่างกายจะลดลงอย่างรวดเร็ว มีเหงื่อออกทั่วร่างกาย โดยอาจใช้เวลาร่วมชั่วโมง แล้วไข้ก็จะลดลงเรื่อยๆ 

การปฏิบัติตัวเมื่อป่วย หรือต้องดูแลผู้ป่วยไข้เลือดออก  

  • กินยาตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด เพราะเชื้อมาลาเรียมีโอกาสสูงที่จะดื้อยา 
  • ดื่มน้ำมากๆ เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนจากการขาดน้ำ 
  • พยายามอย่าให้ถูกยุงกัด เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของโรคมาลาเรีย 

การป้องกันการติดเชื้อ

  • หลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังสถานที่มียุงชุกชุม เช่น ป่าทึบ หรือแหล่งที่มีการระบาดของโรคมาลาเรีย 
  • หากมีความจำเป็นต้องเดินทาง พยายามใส่เสื้อผ้าปกปิดร่างกายมิดชิด ไม่ใส่เสื้อผ้าสีเข้ม ทายาหรือสเปรย์ไล่ยุง และถ้าต้องค้างแรมก็นอนกางมุ้ง หรือมีมุ้งลวดกันยุง และอาจติดการบูรไล่ยุงไว้ในบริเวณที่พัก

การมีภาวะแทรกซ้อนอาจเกิดขึ้นได้ขณะมีไข้ หรือหลังจากไข้ลดลงแล้ว โดยผู้ป่วยโรคมาลาเรียที่มีภาวะแทรกซ้อน มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดการชัก อัมพฤกษ์ อัมพาต และพิการทางสมองหรือร่างกาย และอาจเสียชีวิตได้ในที่สุด ดังนั้นต้องพยายามอย่าให้ยุงกัด หรือหากมีอาการไข้สูง หนาวสั่น หลังจากเดินทางไปยังสถานที่สุ่มเสี่ยง ให้รีบไปพบแพทย์ทันที

3.ไข้สมองอักเสบ / ไข้สมองอักเสบ เจ อี 

เกิดจากการติดเชื้อไวรัส Japannese encephalitis virus (JEV) ซึ่งพบผู้ป่วยโรคนี้รายแรกในประเทศญี่ปุ่น จึงเป้นที่มาของชื่อไวรัส โดยโรคนี้มียุงเป็นพาหะนําโรคคือ ยุงรำคาญ เป็นยุงตัวเล็กสีดำหรือสีน้ำตาลเข้ม เป็นยุงกลางคืน มักจะพบได้มากทางภาคเหนือ แหล่งน้ำขังทั้งน้ำใสและน้ำสกปรก หรือที่มีการทำการเกษตร และปศุสัตว์ โดยยุงรำคาญไปกัดหมูที่เป็นโรค และมาแพร่เชื้อต่อให้กับคนและสัตว์อื่นๆ ผู้ติดเชื้อไข้สมองอักเสบมีทุกช่วงอายุ แต่จะพบได้มากในวัยเด็กแรกเกิดจนถึงอายุ 14 ปี และเด็กเล็กก่อนวัยเรียน เมื่อติดเชื้อไข้สมองอักเสบนี้ มีโอกาสที่สมองพิการหรือเสียชีวิตได้สูงถึงร้อยละ 50 เลยทีเดียว 

อาการของโรคไข้สมองอักเสบ : เชื้อไข้สมองอักเสบจะทำการฟักตัวประมาณ 5-10 วัน หลังจากที่ถูกยุงรำคาญกัด ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะไม่มีอาการ แต่ก็มีบ้างขึ้นอยู่กับภูมิคุ้มกัน โดยจะมีอาการเวียนศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียนมีไข้สูง ซึ่งจะมีอาการเหล่านี้ประมาณ 2-7 วัน หลังจากนั้นจะเริ่มมีอาการทางระบบประสาท เช่น เซื่องซืม ต้นคอแข็ง เพ้อ ชัก หมดสติ และอาจอัมพาต ในระยะนี้จะมีความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตได้ด้วย หลังจากนั้นไข้จะลดลง และอาการทางระบบประสาทจะดีขึ้น แต่อาจมีผู้ป่วยบางราย มีภาวะแทรกซ้อนหลงเหลืออยู่ ไม่ได้หายเป็นปกติ 100% เช่น สมองบางส่วนถูกทำลาย มักจะมีอาการชักกำเริบบ่อยๆ พิการ หรือร่างกายใช้งานได้ไม่ปกติ  ดังนั้น เมื่อผู้ป่วยเริ่มมีไขัสูงร่วมกับทางระบบประสาท ต้นคอแข็ง เพ้อ หรือชัก ต้องรีบนำตัวส่งโรงพยาบาลทันที 

การป้องกันการติดเชื้อ 

  • หลีกเลี่ยงไม่ให้ถูกยุงกัด ใช้สเปรย์ไล่ยุง ทายากันยุง นอนกางมุ้ง 
  • กำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุง ทำลายลูกน้ำยุงรอบๆบริเวณบ้าน และบริเวณรอบๆที่มีปศุสัตว์ รวมไปการฉีดวัคซีนให้สุกรและสัตว์ในฟาร์ม 
  • รับวัคซีนป้องกันโรคไข้สมองอักเสบ โดยเฉพาะเด็กๆที่มีอายุตั้งแต่ 1 ปีครึ่งขึ้นไป และรับวัคซีนให้ครบตามสาธารณสุขกำหนด 

จะเห็นได้ว่ายุงตัวเล็กๆ แต่ความอันตรายที่ติดมากับเจ้าสัตว์ตัวเล็กๆนี้ มันมากเกินตัวกว่าหลายเท่า จนอาจถึงขั้นเสียชีวิตเลยทีเดียว ดังนั้นทางที่ดีคือต้องระวังและหลีกเลี่ยงไม่ให้โดนยุงกัด หรือถ้าเกิดรู้สึกไม่สบายและมีอาการที่เข้าข่ายของโรคเหล่านี้ ให้รีบไปพบแพทย์ให้เร็วที่สุด เพื่อรักษาได้ทันและป้องกันความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นได้โดยไม่คาดคิด